บทที่ 1
บทนำ
ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่เลย
ส่วนพ่อก็จากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งตอนผมอายุสิบเก้า
แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่พ่อพร่ำบอกผมจนปากจะฉีก
‘จูวอน... ไม่ว่าจะทำอะไร อย่าเอาแต่ขยันอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ดีด้วย’
แค่มีโอกาส พ่อก็จะพูดแบบนี้เสมอ
ต้องทำให้ดี... การขยันอย่างเดียวมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ตอนนั้นผมยังเด็ก ได้แต่ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป
ช่วงที่กำลังเป็น ‘โรคเด็กม.ต้น’ อย่างเต็มตัว ผมถึงกับเถียงคำพูดของพ่อ
คงเพราะตอนนั้นผมยังคิดว่าระหว่างทางสำคัญกว่าผลลัพธ์ และการพยายามอย่างหนักก็มีความหมายในตัวของมันเอง
จนป่านนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง
แต่ในวัยยี่สิบห้า ผมตระหนักได้อย่างเจ็บปวดอยู่หนึ่งอย่าง
ไม่สิ... ต้องบอกว่าผมตระหนักรู้มันได้อย่างชัดเจนมาสักพักแล้ว
‘ว่าผมไม่ใช่คนที่ทำอะไรได้ดีเลย’
ไม่ใช่แค่นั้น ผมไม่ใช่คนที่ขยันด้วยซ้ำ
เป็นคนจิตใจอ่อนแอ ล้มเลิกอะไรง่ายๆ ท้อแท้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง และเจ็บปวดกับคำพูดของคนอื่นได้ง่ายๆ
อ่อนแอเสียจนไม่มีเสน่ห์ความคูลอยู่เลยแม้แต่น้อย มีความฝันใหญ่โตเกินตัวแต่กลับไม่เคยพยายาม
ผมคือมนุษย์ที่สังคมเรียกว่า ‘พวกส่วนเกิน’
ผมเริ่มตระหนักถึงความจริงข้อนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
และแม้จะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหน ก็ไม่เคยเปลี่ยนได้เลย
ก็แหงล่ะ... เพราะผมมันเป็นมนุษย์ที่ไม่แม้แต่จะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยซ้ำ
อีกทั้งรอบตัวผมก็ไม่มีใครที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงผมได้
ทั้งแม่ที่จะคอยว่ากล่าวตักเตือนลูกที่น่าสมเพชคนนี้ และพ่อที่คอยย้ำเสมอว่า ‘ต้องทำให้ดี’... ต่างก็ไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว
‘ไม่สิ’
ต่อให้ทั้งสองคนยังอยู่ มันก็คงเหมือนเดิมนั่นแหละ
ผมมั่นใจ... ว่าสุดท้ายแล้ว คนที่จะเปลี่ยนไอ้คนอย่างผมได้ ก็มีแค่ตัวผมเองเท่านั้น
และผมก็คือมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
สรุปคือมันไม่มีทางแก้ และผมก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ผมเคยคิดแบบนั้นมาตลอด
แต่ทว่า…
“อะ...ป๊า...?”
ชีวิตของผมที่คิดว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง... กลับเริ่มพลิกผันในชั่วพริบตา
ตอนที่ 1: ก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว
ณ สถานที่จัดพิธีศพของโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงโซล
ผมและเหล่าญาติๆ กำลังนั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะ
ตั้งแต่ญาติสนิทไปจนถึงญาติห่างๆ ต่างมารวมตัวกันในที่เดียว
ว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นการเจอญาติในรอบนานจริงๆ
อันที่จริง สำหรับผมแล้ว การมาที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่นัก
ถ้าจะให้บอกเหตุผลที่ไม่อยากมา ก็มีอยู่สองข้อใหญ่ๆ
ข้อแรกคือ ‘คุณน้า’ เจ้าของงานศพในครั้งนี้
ผมกับเขาแทบจะไม่ได้สนิทสนมกันเลย
เหมือนจะเคยเจอหน้ากันอยู่สองสามครั้งตอนเด็กๆ แต่มันก็มีแค่นั้น
ภาพลักษณ์ของเขาที่ผุดขึ้นมาในหัวแบบเลือนรางก็ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่
ชอบดื่มเหล้า ปากคอเราะร้าย... ภาพจำของผมที่มีต่อเขาเป็นประมาณนั้น
ผมเลยไม่อยากมา... แต่ก็นะ นี่มันเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่
เพราะในชีวิตคนเรา คงเลือกไปแต่งานศพของคนที่สนิทและเข้ากันได้ดีเท่านั้นไม่ได้หรอก
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมไม่อยากมาจริงๆ ก็คือ ‘สภาพ’ ของตัวเองในตอนนี้ต่างหาก
ปีนี้ผมก็อายุเข้าสู่ช่วงเบญจเพสแล้ว เป็นแค่พนักงานพาร์ทไทม์ที่ยังไม่มีงานทำ แถมยังถังแตกอีกต่างหาก
ถ้าจะให้สาธยายคงอีกยาว แต่แค่นี้ก็คงเพียงพอที่จะอธิบายสภาพของผมได้แล้ว
การต้องมาเจอใครต่อใครในสภาพแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เลยสักนิด
‘แต่... ที่ยังพอเรียกว่าโชคดีได้ก็คงเป็น... การที่พวกญาติๆ ไม่ได้สนใจอะไรในตัวเราเลยสินะ’
หลังจากพ่อเสีย ผมก็ไม่ได้ติดต่อกับญาติๆ มาหลายปีแล้ว
ดังนั้น โอกาสที่พวกเขาจะไม่รู้สภาพของผมในตอนนี้จึงมีสูง
อีกอย่าง ก็ไม่เคยมีญาติคนไหนยื่นมือเข้ามาช่วยผมที่กลายเป็นเด็กกำพร้าในตอนนั้นเลยสักคน
แน่นอนว่าผมไม่ได้อยากจะมารื้อฟื้นความหลังหรือกล่าวโทษอะไรพวกเขาตอนนี้หรอก
เพราะตอนที่พ่อจากไป ผมก็เกือบจะบรรลุนิติภาวะแล้ว
แต่ก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี
ทำไมคนที่ไม่เคยติดต่อกันเลย จู่ๆ ถึงได้เรียกผมมาที่งานศพนี้ด้วย
‘หรือจะบอกว่า... ยังไงญาติก็คือญาติงั้นเหรอ’
ผมเผลอหัวเราะในใจออกมา
ทั้งที่ห่างเหินกันยิ่งกว่าคนแปลกหน้า แต่กลับเรียกมาด้วยเหตุผลแค่ว่าเป็นญาติกันเนี่ยนะ... มันน่าแปลกชะมัด
ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ผมเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะเหตุผลที่ผมมาที่นี่ก็ไม่ได้ต่างกันเลย นอกจากประโยคที่ว่า ‘อย่าเอาแต่ขยัน แต่จงทำให้ดี’ แล้ว พ่อยังเคยพูดไว้อีกอย่างหนึ่ง
‘จูวอน... ต่อให้เกลียดกันแค่ไหน ก็ห้ามขาดงานศพของญาติพี่น้องเด็ดขาด งานแต่งจะขาดไปก็ได้ แต่งานศพต้องไปทุกครั้ง ต้องไปร้องไห้เป็นเพื่อนเขา... เพราะนั่นคือสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำ’
ผมตัดสินใจมาที่นี่เพราะนึกถึงคำพูดนั้นขึ้นมาได้ แต่เอาตามตรง จนถึงตอนนี้ที่อายุยี่สิบห้าแล้ว ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าคำพูดของพ่อมันถูกต้องหรือเปล่า และผมก็ไม่สามารถทำตามที่พ่อพูดได้ทั้งหมดด้วย เพราะในเมื่อมันไม่ได้เศร้าเลยสักนิด จะให้ผมไปร่ำไห้ฟูมฟายมันก็คงเป็นไปไม่ได้
ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ดูเหมือนพวกญาติๆ ที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้เศร้าโศกเสียใจกับการตายของคุณน้าเท่าไหร่นัก ผมคิดว่าแค่การที่ผมมาปรากฏตัวที่นี่ ก็ถือว่าทำตามที่พ่อบอกแล้วล่ะ
“เฮ้อ ตอนใช้ชีวิตเสเพลขนาดนั้นก็ว่าแล้วเชียว หัวใจวายตายเนี่ยนะ”
“ก็เอาแต่ซดเหล้าทุกวันนี่นา เรื่องมันถึงได้ลงเอยแบบนี้ น่าสงสารจริงๆ”
เหล่าญาติๆ ต่างขมวดคิ้วพลางพูดคุยกัน ผมไม่ได้เข้าไปผสมโรงด้วย แค่คิดในใจว่า ‘อ้อ อย่างนี้นี่เอง’ คุณน้าใช้ชีวิตแบบไม่บันยะบันยังจนหัวใจวายตายสินะ ดูท่าจะชอบเหล้าจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเลย
ผมได้แต่คิดเรื่องไร้แก่นสารพวกนั้นไปเรื่อยเปื่อย
ระหว่างนั้นเอง ก็มีประโยคหนึ่งแว่วเข้ามาในหูจนผมต้องหันไปสนใจ
“แล้วเด็กคนนั้นจะตกใจขนาดไหนกันนะ... ชื่ออะไรแล้วนะ? ลูกสาวของดงซอกน่ะ”
“นึกชื่อไม่ออกแฮะ เหมือนจะชื่อคล้ายๆ สีอะไรสักอย่าง...”
“อ้อ! ยอนดู! ซอยอนดู ไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ๆ ได้ยินว่าเด็กนั่นเป็นคนเจอศพดงซอกตอนเช้ามืดเลยนะ จะตกใจขนาดไหนกันล่ะนั่น เด็กตัวแค่นั้นต้องมาเห็นพ่อตัวเองนอนตายอยู่”
“เหรอ? แต่ยุนโฮบอกว่าเด็กนั่นยังไม่รู้เรื่องเลยนี่ว่าพ่อตายแล้ว”
“จริงเหรอ? แล้วคนอื่นรู้ได้ยังไงว่าดงซอกตายน่ะ”
“เรื่องมันยาวน่ะ...”
ดูเหมือนว่าคุณน้าจะมีลูกสาวด้วย ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่ แต่ดูท่าจะยังเด็กมาก ยังไงก็ตาม เด็กคนนั้นคงมีชะตากรรมคล้ายๆ กับผมในอดีต แต่ดูจะน่าสงสารกว่าเยอะ อย่างน้อยพ่อผมก็จากไปตอนที่ผมโตแล้ว แต่เด็กที่ชื่อยอนดูนั่นยังเล็กอยู่เลย
ความสงสัยทำให้ผมเอ่ยปากถามออกไปอย่างระมัดระวัง
“เอ่อ... เด็กคนนั้นอายุเท่าไหร่เหรอครับ?”
คำถามนั้นทำให้สายตาของญาติทุกคนจับจ้องมาที่ผมเป็นตาเดียว ความรู้สึกที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาในรอบหลายปีทำเอาผมหายใจติดขัด โชคดีที่ญาติคนหนึ่งยอมตอบ... คุณป้าคนนี้น่าจะเป็นน้าคนที่สองของผมสินะ ว่ากันตามลำดับแล้ว น้องชายแท้ๆ ของตัวเองเสียทั้งคน แต่สีหน้ากลับเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด
“ปีนี้น่าจะห้าขวบแล้วมั้ง?”
ห้าขวบ…
เด็กมาก... เด็กกว่าที่คิดไว้เสียอีก
ถึงจะนึกภาพไม่ค่อยออก แต่เด็กห้าขวบก็คงจะตัวเล็กนิดเดียว
พอได้ยินอายุ คำถามใหม่ก็ผุดขึ้นมาทันที
“แล้วทีนี้... เด็กคนนั้นจะเป็นยังไงต่อเหรอครับ?”
ผมเพิ่งจะมารู้ตัวว่าพลาดไปก็ตอนที่ถามออกไปแล้ว
บรรยากาศเยียบเย็นลงในทันใด ถึงผมจะเป็นคนที่ไม่เก่งอะไรเลยสักอย่าง แต่ตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ผมก็เรียนรู้ทักษะอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือความสามารถในการอ่านอารมณ์และความคิดของคนอื่นคร่าวๆ ผ่านสีหน้า จากทักษะที่ว่ามา ทำให้ผมตัดสินได้ทันทีว่าญาติทุกคนต่างรู้สึกอึดอัดกับคำถามของผม
ซึ่งนั่นหมายความว่า... ไม่มีใครต้อนรับเด็กคนนั้นเลยสักคน
เหมือนกับผมเมื่อหกปีก่อน
หลังผ่านความเงียบอันเยือกเย็นไปครู่หนึ่ง ก็มีคนเอ่ยปากขึ้น แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ผมต้องตกตะลึง
“ฮ่าๆ ยังไม่ได้ตัดสินใจเลย... แต่ว่า... จูวอนลองรับไปเลี้ยงดูไหมล่ะ?”
ผมตกใจจนต้องถามกลับไป
“...หา?”
ไม่รู้ว่าพูดเล่นหรือพูดจริง แต่มันเป็นเรื่องที่สิ้นคิดสิ้นดี จะให้ผมที่ยังเอาตัวเองไม่รอด จมอยู่กับความรู้สึกไร้ค่าและดูถูกตัวเองไปวันๆ เนี่ยนะ... เลี้ยงเด็ก? แถมยังเป็นเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตัวเองอีกต่างหาก นี่มันชีวิตจริง ไม่ใช่ละครน้ำเน่า ต่อให้เป็นแค่คำพูดลอยๆ ผมก็ไม่อาจทำเป็นหูทวนลมได้
ก่อนที่ผมจะได้ทันตอบอะไร ก็มีคนสวนขึ้นมา
“พูดอะไรของคุณน่ะ จูวอนอายุเท่าไหร่กันเอง”
“อ้าว ก็ฉันแค่...” คุณน้าเขยเหลือบมองรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะพูดต่อ
“ก็แค่เสนอความเห็นดูเฉยๆ นี่นา เอาจริงฉันก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนี่ จูวอนก็อายุยี่สิบห้าแล้ว โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยอนดูใช่ไหม? อายุของเด็กนั่นก็ห่างกับจูวอนไม่มากเท่าไหร่ถ้าเทียบกับพวกเรา! ห๊ะ? ก็แค่ลองให้ไปอยู่ด้วยกันดู ไม่ได้บอกให้รับเลี้ยงไปตลอดชีวิตซะหน่อย”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...”
“แล้วอีกอย่าง สองคนนี้ก็คล้ายๆ กันนี่นา ตอนที่พี่เขยจากไป จูวอนก็อยู่ตัวคนเดียวมาได้จนถึงทุกวันนี้ ในฐานะผู้มีประสบการณ์ก็น่าจะเป็นกำลังใจให้เด็กคนนั้นได้ไม่ใช่เหรอ! ส่วนเรื่องเงินทอง เดี๋ยวพวกเราก็ช่วยกันลงขันให้ได้นี่นา พวกค่าเลี้ยงดูอะไรทำนองนั้นน่ะ”
พอได้พูดออกมาครั้งหนึ่ง เขาก็เริ่มมีความมั่นใจและพล่ามเรื่องไร้สาระออกมาไม่หยุด ทำให้ผมเข้าใจได้ในทันทีว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีความเห็นอกเห็นใจใครเลยแม้แต่น้อย ที่น่าแปลกก็คือ แม้จะไม่มีใครเออออตาม แต่ดูเหมือนพวกญาติๆ จะเห็นด้วยกับเขาอยู่ลึกๆ แม้กระทั่งคุณน้าคนที่สองที่เพิ่งจะต่อว่าคุณน้าเขยไปเมื่อครู่นี้ ผมสังเกตได้จากสายตาและแววตาที่พวกเขาเหลือบมองกัน
“ขอโทษด้วยครับ”
แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนโง่ ไม่มีทางที่ผมจะยอมรับข้อเสนอที่ไร้สาระแบบนี้ได้ พอผมปฏิเสธอย่างหนักแน่น คุณน้าเขยก็ทำหน้าบึ้งแล้วหุบปากไป คุณน้าคนที่สองจึงส่งยิ้มแห้งๆ แล้วพูดขึ้น “ใช่ๆ จะรีบร้อนไปทำไมกัน เดี๋ยวรอให้ยุนโฮพาเด็กมาถึงก่อนแล้วค่อยคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกทีก็ได้”
เด็กคนนั้นกำลังจะมาที่นี่? นี่เป็นข้อมูลใหม่สำหรับผมเลย
วินาทีนั้น ผมคิดได้อย่างเดียว ต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนที่จะมีเรื่องยุ่งยากตามมา
.
.
.
“ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมที่กำลังหาจังหวะลุกอยู่แล้ว จึงเอ่ยปากขึ้นอย่างระมัดระวัง
“จะกลับแล้วเหรอ?”
“ครับ พอดีมีธุระต้องไปทำต่อ”
แน่นอนว่าวันนี้ผมไม่มีธุระอะไรทั้งนั้น มันเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อที่จะหนีออกจากสถานการณ์นี้
พวกญาติๆ ทำหน้าตาไม่สบอารมณ์พลางกล่าวลาผม
ตอนนั้นเอง
เอี๊ยด…
ขณะที่ผมกำลังจะลุกขึ้น ก็มีคนเปิดประตูเข้ามาพอดีทำให้ผมพลาดจังหวะที่จะออกไป
ผมสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
“ยุนโฮมาแล้ว”
สิ้นคำนั้น เสียงครางแผ่วเบาก็หลุดออกมาจากปากของเหล่าญาติ
และผมก็เข้าใจเหตุผลในทันที
‘นี่มัน...อะไรกันวะเนี่ย...’
สภาพของเด็กที่คิมยุนโฮพามาด้วยมันดูไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ได้พูดเกินจริง แต่ต้องบอกว่า ‘ย่ำแย่ที่สุด’
ผมเผ้ารุงรังยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้ตัดมานาน ใบหน้าถูกเส้นผมบดบังจนมองแทบไม่เห็น เสื้อผ้าก็มอมแมม ท่าทางที่ก้มหน้าคอพับคออ่อนนั่นก็ดูเหมือนคนป่วย ผมเดาได้ในทันทีเลยว่าไอ้คุณน้าที่ตายไปนั่นมันเป็นคนเละเทะแค่ไหน เลี้ยงลูกอีท่าไหนกันนะถึงได้ปล่อยให้เด็กมีสภาพแบบนี้ได้
ผมตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ นั่งนิ่งอยู่กับที่ พวกญาติๆ เองก็คงไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอสภาพแบบนี้เหมือนกันเลยไม่มีใครพูดอะไรออกมา
คิมยุนโฮที่พาเด็กมาด้วยจึงพูดขึ้น “เฮ้อ รีบมาก็เลยยังไม่ได้อาบน้ำให้เลย นั่งตรงนี้ก่อนนะยอนดู”
ฟังเผินๆ เหมือนจะใจดี แต่กลับเป็นน้ำเสียงที่เย็นชา
เขาจัดแจงให้เด็กนั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ... และที่นั่งนั่นก็ดันเป็นที่ว่างข้างๆ ผมพอดี
แต่ไม่รู้ไปสูบบุหรี่ข้างๆ เด็กมาหรือยังไง กลิ่นบุหรี่ฉุนกึกถึงได้ลอยมาเตะจมูกขนาดนี้
‘ไม่ใช่กลิ่นจากผู้ชายคนนี้’
นี่มันเป็นกลิ่นบุหรี่ที่ติดตัวมานาน ไม่ใช่กลิ่นที่เพิ่งจะติดมาเดี๋ยวนี้
ถ้าอย่างนั้นก็พอจะเดาได้... หากรอบตัวไม่มีใครอยู่ ผมคงสบถด่าออกมาแล้ว ด่าไอ้ชาติชั่วที่ชื่อว่า ‘คุณน้า’ เจ้าของงานศพนี่แหละ
ขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องนั้นอยู่ พวกญาติๆ ก็ปล่อยให้เด็กนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วหันไปคุยกันต่อ
‘เฮ้อ...’
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจจนไม่สามารถสนใจบทสนทนาของพวกเขาได้เลย
ทำไมถึงได้ตัวสั่นขนาดนั้นนะ…
จะนั่งให้สบายๆ ก็ได้ ทำไมต้องมานั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกแบบนี้ก็ไม่รู้ ต่อให้พ่อจะเป็นคนเละเทะแค่ไหน แต่การที่พ่อตายไปมันคงน่าเศร้ามากสินะ อาจเพราะรู้สึกสงสาร ผมจึงเผลอยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็นไรนะยอนดู” ผมจับมือเด็กน้อยไว้แล้วกระซิบเบาๆ
ยอนดูสะดุ้งสุดตัว อาจจะเพราะตกใจที่ถูกสัมผัสอย่างกะทันหัน สะดุ้งแรงเสียจนผมเองเกือบจะร้องออกมาด้วยความตกใจ โชคดีที่หลังจากนั้นอาการตัวสั่นของเด็กน้อยก็ค่อยๆ ทุเลาลง
เฮ้อ... นี่ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย
ต้องรอให้พวกเขาคุยกันจบแล้วรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ไม่น่ามาเลยจริงๆ
แต่แล้วบทสนทนาที่ผมไม่อาจทำเป็นไม่สนใจได้ก็ดังขึ้นมา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่น้ำเสียงของเหล่าญาติเริ่มจะดุเดือดขึ้น
“พูดกันตามตรงนะ... ยอนดูก็ไม่ได้เป็นอะไรกับพวกเราเลยนี่นา”
“ไม่ได้เป็นอะไรได้ยังไง?”
“ก็ไม่อยากจะพูดถึงขั้นนี้หรอกนะ แต่ยอนดูไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับดงซอกสักหน่อย คนหนึ่งแซ่ซอ คนหนึ่งแซ่คิม นามสกุลก็ต่างกันแล้ว ไม่ใช่ว่าไปเจอผู้หญิงมีลูกติดแล้วรับมาเลี้ยงเหรอ? ทำไมพวกเราต้องมารับผิดชอบด้วย”
“ถึงอย่างนั้นมันก็มีความรับผิดชอบทางศีลธรรมอยู่นะ...”
“ถ้างั้นพี่เขยก็รับไปเลี้ยงสิครับ”
“ไม่ใช่สิเฟ้ย! ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น! แค่จะให้ช่วยกันหาทางออกไง อ๊ะ... แล้วคุณแม่ยายล่ะ?”
“ท่านก็สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่...”
พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขากำลังบอกว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ญาติของผม
สรุปสั้นๆ คือไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของน้าผมนั่นเอง
“งั้นส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์ดีไหม? มันก็มีวิธีที่เราช่วยกันบริจาคเงินให้ทางนั้นดูแลได้นี่นา”
“สถานสงเคราะห์?”
“ใช่ ได้ยินว่าเดี๋ยวนี้ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ ส่วนใหญ่เขาก็ส่งไปที่นั่นกัน”
แต่สำหรับผมในตอนนี้ เรื่องญาติแท้หรือไม่แท้มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว ต่อให้ผมจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรดีเลย แต่สถานการณ์แบบนี้มันทำให้ผมเดือดขึ้นมาจริงๆ
ผมจึงเผลอพูดจาด้วยความหงุดหงิดออกไป “พวกคุณนี่มันจะเกินไปหน่อยไหมครับ?”
“ว่าไงนะ?”
“เรื่องแบบนี้จำเป็นต้องมาพูดต่อหน้าเด็กด้วยเหรอ? ทำไมไม่พูดกันตั้งแต่เมื่อกี้ล่ะครับ?”
ถ้าทำได้ ผมอยากจะพูดต่ออีกว่า ‘พอเห็นสภาพของเด็กเข้าจริงๆ ความคิดที่จะรับเลี้ยงที่เคยมีอยู่บ้างมันก็หายไปหมดเลยสินะ’ แล้วก็อยากจะด่าสาดเสียเทเสียไปด้วยว่า ‘พวกมนุษย์เห็นแก่ตัว ไอ้สารเลว!’
แต่การทำแบบนั้นคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับเด็กน้อยที่กำลังตัวสั่นอยู่ข้างๆ
ทันใดนั้นคุณน้าเขยที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็เอ่ยปากขึ้น
“ไอ้หนู... ถึงน้องมันจะยังเด็กแต่ก็เป็นคน เรื่องที่ควรรู้ก็ต้องรู้สิ ไม่พูดอะไรสักคำแล้วส่งไปสถานสงเคราะห์ นั่นมันไม่ใจร้ายกว่าหรือไง?”
“งั้นก็พูดกับเขาดีๆ สิครับ พูดจาแบบนี้ไม่คิดบ้างเหรอว่าเด็กจะรู้สึกยังไง?”
“นี่แก...กล้าขึ้นเสียงกับผู้ใหญ่เหรอ”
“ขอโทษนะครับ...”
“เออ ต้องขอโทษสิ”
“ขอโทษนะครับ แต่คุณน้าไม่ใช่ผู้ใหญ่แค่คนเดียวนะครับ”
“ว่าไงนะ? ไอ้เวรนี่” คุณน้าเขยจ้องเขม็งมาที่ผมอย่างเอาเรื่อง
ให้ตายสิ ไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ อาการสั่นของเด็กน้อยที่ผมจับมืออยู่รุนแรงขึ้นอีกครั้ง รุนแรงจนเทียบกับตอนแรกไม่ได้เลย
คงจะกำลังกลัวสินะ
หัวใจของผมเต้นรัวตามแรงสั่นของเด็กน้อย คงต้องกระดกเบียร์สักห้าลิตรถึงจะรู้สึกแบบนี้ได้
“พอได้แล้วๆ มาทะเลาะอะไรกันในหมู่ญาติพี่น้อง” มีคนเข้ามาห้ามทัพระหว่างผมกับคุณน้าเขย แต่ในสายตาของผมตอนนี้ ญาติทุกคนที่นั่งล้อมโต๊ะอยู่ไม่ต่างอะไรกับปีศาจ
ผมไม่ใช่คนดีหรือเป็นแบบอย่างให้ใครได้ แต่ในสายตาของผม สถานการณ์แบบนี้มันไม่ปกติ ไม่สิ...คนพวกนี้ต่างหากที่ไม่ปกติ
อาจจะเพราะเหตุนั้น
พรึ่บ!
ผมจับมือยอนดูไว้แล้วลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“ผมจะเลี้ยงเองครับ”
“ว่าไงนะ?”
“ก็ให้ผมเลี้ยงเอง ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ!”
ผมก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว