บทที่ 2
ไอ้บ้า! ไอ้คนสติไม่ดี! ไอ้คนไม่มีหัวคิด!
ส่วนคำที่เหลือมันหยาบคายเกินกว่าจะเอ่ยออกมาได้
หลังจากเดินออกจากสถานที่จัดพิธีศพ ผมก็ได้แต่สบถด่าตัวเองด้วยคำหยาบที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะนึกออก
แน่นอนว่าผมไม่ได้พูดมันออกมา เพราะข้างๆ กันยังมีเจ้าของมือเล็กๆ ที่ยังคงจับมือผมไว้อยู่
‘ซอยอนดู... สินะ?’
นั่นคือชื่อของเด็กหญิงวัยห้าขวบที่ผมพาออกมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
เอาตามตรง อาจเพราะไม่ได้ตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกญาติๆ เท่าไหร่ ชื่อของเด็กคนนี้ผมเลยจำได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็น่าจะใช่ซอยอนดูนั่นแหละ เพราะผมยังจำได้ว่าพวกเขาพูดกันว่าชื่อเหมือนสีอะไรสักอย่าง
ว่าแต่... นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย
สิ่งที่สำคัญสำหรับผมในตอนนี้คือสถานการณ์ที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้นมาต่างหาก
‘นี่เราทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย?’
ต่อให้จะโกรธกับท่าทีไร้หัวคิดของพวกญาติๆ แค่ไหน แต่นี่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเลย
ลองนึกย้อนกลับไปถึงสถานการณ์เมื่อครู่
ก่อนจะเดินออกจากสถานที่จัดพิธีศพ ผมพูดกับพวกญาติด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “ก็ให้ผมเลี้ยงเอง ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ!”
ผมประกาศกร้าวต่อหน้าญาติทุกคนว่าจะเลี้ยงเด็กคนนี้เอง ทั้งที่ไม่ใช่หลานแท้ๆ แถมยังเป็นเด็กที่ผมจำชื่อได้ไม่แม่นด้วยซ้ำ ผมถึงขั้นมีปากเสียงกับคุณน้าเขย จำได้แม่นเลยว่าพูดไปว่า ‘คุณน้าไม่ใช่ผู้ใหญ่แค่คนเดียวนะครับ’
สุดยอด!... พอลองคิดดูแล้วก็เท่ไม่ใช่เล่น... ซะที่ไหนเล่า นี่ผมบ้าไปแล้วหรือไง?
ไม่ใช่แค่รับเด็กมาดูแล แต่ยังไปสร้างศัตรูกับพวกญาติอีก
เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะรับเลี้ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าจะรับมาจริงๆ ก็น่าจะทำตัวดีๆ หน่อย อย่างน้อยก็จะได้ค่าเลี้ยงดูมาบ้าง แต่ผมกลับพล่ามอะไรไร้สาระออกไปแล้วทำเหมือนตัวเองเท่เต็มประดาพาเด็กออกมาด้วย นั่นหมายความว่าตอนนี้มันกลายเป็นสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนเกินกว่าจะโทรไปขอค่าเลี้ยงดูได้แล้ว
ไม่สิ นี่มันหลงประเด็นไปหน่อย เอาจริงๆ ต่อให้มีค่าเลี้ยงดู ผมก็คงเลี้ยงเด็กคนนี้ไม่ได้อยู่ดี
‘ไอ้คนไม่ได้เรื่องเอ๊ย’
ไอ้คนไม่ได้เรื่องที่แม้แต่ตัวเองยังรับผิดชอบไม่ไหว กลับไปก่อเรื่องใหญ่เข้าจนได้
แค่หาเลี้ยงปากท้องตัวเองยังทำไม่ได้เลยแท้ๆ
ไอ้คนที่ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง กลับกล้าดีไปป่าวประกาศว่าจะ ‘เลี้ยงเด็ก’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไกลตัวที่สุด
“ฮ่าๆ...”
ผมเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเหมือนคนเสียสติ ทั้งที่ยังจูงมือเด็กน้อยอยู่
สถานที่จัดพิธีศพยังคงอยู่ในสายตา
ในชั่วพริบตา ความคิดมากมายก็แล่นเข้ามาในหัว
และทั้งหมดก็นำไปสู่ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียว
‘ถ้าเป็นตอนนี้...’
ถ้าเป็นตอนที่ยังย้อนกลับไปได้
ใช่... ผมยอมรับว่าก่อเรื่องไปแล้ว
ไอ้คนไม่เจียมตัวที่ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบเข้าครอบงำจนพล่ามเรื่องไม่เข้าท่าออกไปต่อหน้าญาติๆ แต่ถ้ามองในแง่ดีมันก็พอจะมีทางออกอยู่บ้างในตอนนี้ เพราะผมยังสามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้
‘แค่เดินย้อนกลับไปทางเดิม’
พาเด็กคนนี้กลับไปหาพวกญาติๆ ที่รวมตัวกันอยู่ตรงนั้น แล้วก็ขอโทษขอโพยสำหรับความไร้มารยาทเมื่อครู่ แม้จะไม่ได้คิดว่าตัวเองทำผิด แต่ก็ช่วยไม่ได้
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผมกลายเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีขนาดนี้
แค่ยอมก้มหัวให้สักครั้งเพื่อความสงบสุขในอนาคตของตัวเองก็พอแล้ว
ถ้าทำแบบนั้นแล้วฝากเด็กไว้ในมือของพวกญาติๆ ได้ ผมก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามเดิมได้อย่างปลอดภัย
‘แต่ว่า...’
แต่แล้วเด็กคนนี้ล่ะ? จู่ๆ ผมก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว
ถ้าผมหันหลังกลับไปตอนนี้ เด็กคนนี้คงต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์ แน่นอนว่าสถานสงเคราะห์ไม่ใช่สถานที่เลวร้ายอะไร แต่ถ้าจะเป็นแบบนั้น ผมก็ไม่ควรพายอนดูออกมาตั้งแต่แรก
ถ้าผมที่เพิ่งจะพูดจาโผงผางแล้วพาเด็กออกมาไม่ถึงสิบนาที กลับพาเด็กคนนี้ไปคืน
แล้วถ้าเด็กคนนี้ต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์เพราะถูกผมทอดทิ้ง... เธอจะรู้สึกอย่างไร
คงไม่ใช่แค่ความโชคร้าย แต่คงรู้สึกเหมือนโดนหักหลังด้วย
ขนาดผมในวัยสิบเก้ายังรับมือกับมันได้ยาก แล้วจะให้เด็กหญิงวัยห้าขวบมาทนรับสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น มันโหดร้ายเกินไป
แถมยังเป็นเพราะความผิดพลาดของผมเองอีก
ซวบ…
ผมค่อยๆ หันหน้าไปมองเด็กน้อย
ผมเผ้ายังคงยุ่งเหยิง ใบหน้าถูกเส้นผมบดบังจนหมด
เสื้อผ้าก็มอมแมม ท่าทางที่ก้มหน้าคอพับคออ่อนก็เหมือนกับตอนแรกไม่มีผิด
มีเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไป
“ฮึก... ฮือ...” เสียงสะอื้นที่แผ่วเบา ราวกับพยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้
ติ๋ง... ติ๋ง…
กับหยดน้ำตาที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ซึ่งกำลังหยดลงบนพื้น
พอได้เห็นภาพนั้น ก็น่าแปลกที่ความคิดฟุ้งซ่านเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น หัวของผมเย็นลงในทันที
มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
ตึก... ตึก…
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ขาทั้งสองข้างของผมกำลังก้าวเดินไปยังป้ายรถเมล์
.
.
.
ผมไม่รู้ว่ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร บางทีผมเองก็อาจจะต้องการเวลาคิดทบทวนเหมือนกัน หลังจากขึ้นรถเมล์มา ผมก็ไม่ได้พูดอะไรกับยอนดูเลยสักคำ
สติของผมเริ่มกลับมาบ้างก็ตอนที่ลงจากรถเมล์แล้ว
‘ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เลยแฮะ’
ในเมื่อตัดสินใจพามาแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือการทำให้เด็กน้อยรู้สึกสบายใจ
แต่ผมกลับทำไม่ได้ ก็แหงล่ะ... เพราะสถานการณ์ในตอนนี้มันหนักหนาสำหรับผมมากจริงๆ
อาจจะฟังดูไร้มนุษยธรรมไปหน่อย แต่มันเหมือนมีอุปสรรคขนาดมหึมากำลังขวางทางผมอยู่
แน่นอนว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว ผมไม่คิดจะเปลี่ยนใจ
ไม่ว่าจะหัวหรือก้อย จากนี้ไปผมต้องรับผิดชอบเด็กคนนี้
ผมตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้อย่างเจ็บปวด
‘จะทำได้ไหมนะ’
คำถามนี้มีความหมายตรงตามตัวอักษรทุกอย่าง
โอกาสที่ผมจะทอดทิ้งเด็กคนนี้เป็นศูนย์ เพราะผมไม่ใช่คนแบบนั้น
อย่างน้อยที่สุด ผมก็ไม่ใช่คนเลวระยำพอที่จะทิ้งเด็กคนหนึ่งได้อย่างเลือดเย็น
‘แต่ว่า...’
มันมีความเป็นไปได้สูงมากที่ผมจะไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้เติบโตมาได้อย่างปกติสุขเพราะความไร้ความสามารถของตัวเอง บางทีสภาพแวดล้อมที่มีผมเป็นศูนย์กลาง อาจจะเลวร้ายสำหรับเด็กคนนี้ยิ่งกว่าสถานสงเคราะห์เสียอีก
ก็เพราะ... ผมมันเป็นคนไร้ความสามารถนี่นา
ผมกัดริมฝีปากตัวเองอย่างครุ่นคิดจนได้รสคาวเลือดในปาก
“อะ... อ๊ะ...!”
ผมหันขวับไปทันที
เพราะเด็กน้อยที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็ส่งเสียงขึ้นมา
“มี... มีอะไรเหรอ?”
“เจ็บ...”
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงของยอนดู
แต่การออกเสียงของเธอยังไม่ชัดเจนนักจนฟังลำบาก
ปกติเด็กห้าขวบจะพูดยังไม่ชัดแบบนี้หรือเปล่านะ? ผมไม่เคยสังเกตเด็กวัยนี้อย่างจริงจังเลยไม่รู้แฮะ
ผมจึงถามยอนดูซ้ำ
“ว่าไงนะ? ...?”
เด็กน้อยส่ายหน้าไปมาอย่างแรง
ท่าทางที่ส่ายหัวอย่างตื่นตระหนกทำให้ผมรู้สึกใจคอไม่ดี
ขณะที่ผมกำลังทำอะไรไม่ถูก เด็กน้อยก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่... เจ็บ... มือ...”
ในที่สุดผมก็เข้าใจ เลยรีบปล่อยมือของเด็กน้อยทันที
สงสัยตอนที่กำลังคิดเรื่องซีเรียส ผมคงเผลอบีบมือเธอแน่นโดยไม่รู้ตัว
ผมไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
นี่ผมบีบมือแรงตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? หรือว่าเธอจะทนมาตลอดทางเลย?
ผมลูบมือของเด็กน้อยเบาๆ แล้วพูดว่า “ขอโทษนะ ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ยอนดูพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ
ว่าไปแล้ว เสียงของเธอก็เด็กสมวัยจริงๆ
อ้อ ก็เป็นเด็กนี่นา นี่ผมคิดอะไรโง่ๆ อยู่เนี่ย ถึงจะไม่ใช่การเริ่มต้นบทสนทนาในอุดมคติ แต่ในเมื่อเปิดปากคุยกันแล้ว ก็จำเป็นต้องคุยกันต่อ
“ชื่อยอนดูสินะ? ซอยอนดู... ใช่ไหม?”
“...ค่ะ”
“อื้ม ยอนดู นอกจากที่มือแล้ว เจ็บตรงไหนอีกไหม?”
“คะ...”
คำถามห่วยชะมัด
พอพยายามจะฝืนคุยต่อ คำถามแปลกๆ ก็เลยหลุดออกมา
สุดท้ายแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุดที่ต้องถามก็มีอยู่ข้อเดียว
“ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง?”
“ค่ะ”
“เรื่องเมื่อกี้ขอโทษนะยอนดู ที่ฉันดันไปทะเลาะกับคุณลุงคุณป้าพวกนั้น อ๊ะ... คือก็ไม่ได้ทะเลาะหรอก แต่แบบ... ที่พูดเสียงดังใส่กันน่ะ”
“…”
ยอนดูไม่ได้ตอบอะไร เอาแต่พยักหน้าเงียบๆ
อันนี้เป็นแค่การคาดเดาของผมนะ แต่ดูเหมือนว่ายอนดูจะยังพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่
‘คงไม่ใช่ว่าเกลียดเราจนไม่อยากตอบหรอกนะ’
หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น
ผมพยายามเค้นคำพูดออกมาต่อ
“ยอนดู... พอจะรู้ไหมว่า ‘ครอบครัว’ คืออะไร?”
“ครอบครัว...?”
“ใช่ ครอบครัว”
“อ๊ะ... รู้ค่ะ...!”
เอ๊ะ? เหมือนจะเป็นครั้งแรกเลยที่ได้ยินคำตอบที่มีชีวิตชีวาแบบนี้
ที่ผ่านมาเหมือนจะได้ยินแค่ ‘ค่ะ’ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเท่านั้นเอง
ถือว่าเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่เลย อย่างน้อยถ้าคุยกันรู้เรื่องก็น่าจะสนิทกันได้ง่ายขึ้น
หรือว่าถ้าถามในสิ่งที่เธอรู้ เธอจะดีใจขึ้นมาหน่อยงั้นเหรอ?
ผมเลยถือโอกาสนี้ถามต่อไป
“เหรอ? ฉันไม่ค่อยรู้น่ะ ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่ามันคืออะไร?”
“อยู่ด้วยกัง...”
“อยู่ด้วยกัน?”
“การอยู่ด้วยกัง...”
อืม... ถึงจะไม่ใช่คำตอบที่เลิศเลออะไร แต่มันก็ไม่ใช่คำตอบที่ผิด เอาจริงๆ ถ้าให้มานั่งอธิบายความหมายของครอบครัวในเชิงปรัชญา ผมเองก็ทำไม่ได้เหมือนกัน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยมแล้ว โดยเฉพาะกับเด็กอายุห้าขวบ ผมเผลอหลุดยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ใช่เลย... และดูเหมือนว่า... ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราคงจะได้เป็นครอบครัวกันแล้วล่ะ”
“...เรา?”
“ใช่ เรา... เธอกับฉัน”
“ยอนดูด้วยเหรอคะ?”
“อื้ม”
…
ไม่รู้ว่าเธอเข้าใจที่ผมพูดหรือเปล่า แต่ก็น่าแปลกที่บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปได้
รู้สึกดีจังแฮะ? ตอนนี้ผมจำเป็นต้องคิดในแง่บวกเข้าไว้ ถึงจะต้องฝืนใจก็เถอะ
ระหว่างนั้น เราก็มาถึงหน้าบ้านของผมจนได้ มันคือห้องเช่ารายเดือนเล็กๆ ที่ผมอาศัยอยู่ ก่อนจะเข้าไปในบ้าน ผมก็เอ่ยปากถามด้วยสีหน้ากังวล มันเป็นคำถามที่ผมลังเลอยู่นานว่าจะถามดีไหมเพราะมันค้างคาใจมาตลอด
“ยอนดู... แล้วเธอ... ไม่ชอบเหรอ? ที่เราจะต้องมาเป็นครอบครัวกัน”
ถ้าตอบว่าไม่ชอบ ผมคงใจสลายแน่ๆ
บอกตามตรงว่าผมเลื่อนการถามคำถามนี้ออกไปเพราะกลัวจะเจ็บปวดนี่แหละ
ตึกตัก... ตึกตัก…
แค่เรื่องแค่นี้ทำไมต้องใจเต้นแรงขนาดนี้ด้วยนะ
ในที่สุด เสียงเล็กๆ ของยอนดูก็ดังเข้ามาในหู
“มะอาว...”
“หืม?”
“มะอาวฮะ!”
คำตอบที่ได้รับ... ทำเอาผมถึงกับหายใจไม่ออก