บทที่ 9

หลังเลิกเรียนในวันนั้น

ที่โรงอาหาร

จางอวี่ โจวเทียนอี้ และไป๋เจินเจินกำลังนั่งทานอาหารเย็นด้วยกัน

ไป๋เจินเจินยังคงทำตัวเย็นชาไม่พูดไม่จาเหมือนเช่นเคย เธอกำลังก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารจานใหญ่ตรงหน้าอย่างเงียบๆ

ส่วนโจวเทียนอี้เหลือบมองจางอวี่แล้วพูดขึ้นว่า “ช่วงนี้สถานะทางการเงินของนายดูไม่ค่อยดีเลยนะ”

“มันเห็นได้ชัดขนาดนั้นเลยเหรอ?”

จางอวี่ชะงักไปเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า ‘หรือว่าโทรศัพท์ทวงหนี้โทรหาเพื่อนร่วมชั้นแล้ว? งั้นเรื่องที่เขาเป็นหนี้เจ็ดแสนหยวนก็กำลังจะแตกในโรงเรียนแล้วน่ะสิ?’

โจวเทียนอี้เหลือบมองอาหารเย็นสุดหรูของไป๋เจินเจินที่มีทั้งไก่ เป็ด ปลา และเนื้อครบครัน แล้วหันมามองชุดอาหารยาจกราคา 5 หยวนของจางอวี่

เขาลูบคางแล้วพูดว่า “จากการสังเกตการณ์โรงอาหารของฉันตลอดสามเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่คนคนหนึ่งกินในโรงอาหาร สามารถสะท้อนสถานะทางการเงิน หรือแม้กระทั่งระดับพลังบำเพ็ญเพียรในช่วงนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยนะ”

“ยกตัวอย่างเช่น คนที่กินมื้อละสิบชั่ง จะไม่มานั่งโต๊ะเดียวกับคนที่กินมื้อละสามชั่งหรอก”

“เพราะทั้งสองฝ่ายอยู่คนละชนชั้นกันโดยสิ้นเชิง อยู่กันคนละปลายของห่วงโซ่อาหารในโรงเรียน”

“อ้อ ที่แท้ก็เห็นว่าฉันกินน้อยนี่เอง” จางอวี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าตัวตนยาจกของตัวเองจะถูกเปิดโปงเสียแล้ว

เขาหันไปมองไป๋เจินเจิน เห็นน่องไก่สิบกว่าชิ้นในถาดของเธอ ก็ถามด้วยความอยากรู้ “อาเจิน น่องไก่นี่ดูพิเศษจังเลยนะ ขอลองชิมสักชิ้นสิ”

ไป๋เจินเจินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาพูด “ไสหัวไป”

โจวเทียนอี้ที่อยู่ข้างๆ ยิ้มแล้วคีบน่องเป็ดจากชามของตัวเองให้จางอวี่ “วันนี้เจินเจินออกกำลังกายหนักเป็นพิเศษ ดูท่าจะหิวจัดเลย นายลองชิมของฉันดูสิ”

“เพื่อนรัก!” จางอวี่ชูนิ้วโป้งให้โจวเทียนอี้ แล้วคว้าน่องเป็ดมากัดกินทันที

โจวเทียนอี้มองท่าทางที่เหมือนหมาป่าตะครุบเหยื่อของจางอวี่แล้วยิ้มเล็กน้อย “ถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน ฉันพอจะให้ยืมได้นะ”

จางอวี่โบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ฉันจัดการเองได้”

ถึงแม้จะมีหนี้ท่วมหัว แต่จางอวี่ก็ไม่คิดจะยืมเงินเพื่อนร่วมชั้น หรือต่อให้ยืม ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ก้อนโตเจ็ดแสนหยวนได้ในคราวเดียว สิ่งที่เขาต้องการคือวิธีการหาเงินและใช้หนี้อย่างต่อเนื่อง

“อย่างน้อยก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละเดือนให้ได้ จะปล่อยให้พวกทวงหนี้มันยกระดับวิธีการไม่ได้อีกแล้ว”

จางอวี่รู้ดีว่ายิ่งเขาผิดนัดชำระนานขึ้นเท่าไหร่ วิธีการของบริษัททวงหนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น จากการประจานทางออนไลน์ ไปสู่การคุกคามในชีวิตจริง ซึ่งแต่ละขั้นจะรุนแรงกว่าเดิม

“ยังมีค่าเช่าห้อง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหารอีก...”

พอคิดถึงตรงนี้ จางอวี่ก็รู้สึกปวดหัวตุบๆ

...

หลังจากที่โจวเทียนอี้เดินจากไปแล้ว ไป๋เจินเจินก็พูดขึ้นมาทันที “จากการสังเกตการณ์ของฉันตลอดสามเดือนที่ผ่านมานะ เขาน่ะดีกับนายเป็นพิเศษเลย”

จางอวี่: “จริงเหรอ?”

ไป๋เจินเจินหัวเราะเหอะๆ “ผู้ชายคนหนึ่งยิ้มแล้วคีบน่องเป็ดในชามตัวเองให้ผู้ชายอีกคนน่ะนะ ฉันอายุสิบแปดปีมานี่เคยเห็นแค่สองกรณีเท่านั้นแหละ”

“หนึ่งคือ ทั้งสองคนเป็นพ่อลูกกัน”

“ส่วนอีกกรณีหนึ่ง... หึๆๆๆ...”

คิ้วของจางอวี่กระตุก “อาเจิน เธอนี่ก็ดูอะไรมาเยอะเหมือนกันนะ”

ไป๋เจินเจิน: “อวี่จื่อ ที่จริงนายก็ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ยังไงซะในโรงเรียนนี้น่ะ นายต่างหากที่เป็นฝ่ายคุมเกม”

พูดจบ ไป๋เจินเจินก็เลื่อนถาดอาหารของตัวเองมาไว้ตรงหน้าจางอวี่ “เฮ้อ กินไม่ลงแล้วล่ะ เศษอาหารพวกนี้ยกให้นายก็แล้วกัน ก็เห็นว่าเป็นลูกชายตัวโตที่น่ารักของฉันหรอกนะ”

“ไสหัวไป” จางอวี่คว้าถาดอาหารมาทันที สายตากวาดมองก็เห็นว่าอาหารครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแวบเดียวก็รู้ว่ายังไม่ได้แตะต้องเลย

ขณะที่จางอวี่เงยหน้าขึ้นมาจะขอบคุณเธอ เขาก็เห็นเพียงแผ่นหลังของไป๋เจินเจินที่กำลังเดินออกจากโรงอาหาร

เมื่อเดินออกมานอกโรงอาหาร แววตาของไป๋เจินเจินก็กลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง เธอคิดในใจ “อวี่จื่อเอ๊ย ที่จริงมันยังมีกรณีที่สามด้วยนะ ที่จะทำแบบนี้ได้”

ไป๋เจินเจินหันไปมองขั้นบันไดตรงทางเข้าโรงอาหาร พนักงานโรงอาหารคนหนึ่งกำลังเทเศษอาหารจากถังขยะลงในชามของแมวจรจัดตัวหนึ่ง

...

เมื่อออกจากโรงเรียน จางอวี่ก็เริ่มวางแผนหาทางทำเงิน

“ตอนนี้ค่าเช่าห้องฉันเดือนละพันห้า ค่าน้ำค่าไฟอีกประมาณสองร้อยกว่า ส่วนเงินกู้ต้องจ่ายเดือนละหมื่นห้า...”

“เฮือก...”

พอคิดถึงตรงนี้ จางอวี่ก็เริ่มปวดหัวอีกครั้ง

“ฉันต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อยเดือนละสองหมื่นถึงจะพอ งานธรรมดาคงไม่ไหวแน่”

จางอวี่พลิกฝ่ามือ ตำราอวี่ก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้า

จางอวี่ จิตเต๋า: ระดับ 1 พลังปราณ: 7.7 แต้ม ระดับความแข็งแกร่งของร่างกาย: 0.84 วรยุทธ์: เคล็ดกายา 36 ท่า ระดับ 2 (17/20), วิชาต่อสู้มือเปล่า ระดับ 1, เพลงกระบี่พื้นฐานมัธยมปลาย ระดับ 0 วิชาเต๋า: เคล็ดลมหายใจพื้นฐาน ระดับ 1, เคล็ดบำเพ็ญจิตพื้นฐาน ระดับ 1

เมื่อเห็นแถว ‘เพลงกระบี่พื้นฐานมัธยมปลาย ระดับ 0’ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นมา ภาพคาบเรียนวิถียุทธ์ในวันนี้ก็แวบเข้ามาในหัวของจางอวี่

คาบเรียนวิถียุทธ์ คือคาบที่เรียนเกี่ยวกับวรยุทธ์การต่อสู้แขนงต่างๆ ซึ่งใน 100 คะแนนของวิชานี้ มีถึง 80 คะแนนที่เป็นคะแนนภาคปฏิบัติ

อย่างนักเรียนชั้น ม.4 จะต้องเรียนวรยุทธ์ต่อสู้มือเปล่าให้สำเร็จหนึ่งแขนง และวรยุทธ์ต่อสู้โดยใช้อาวุธอีกหนึ่งแขนง

และเพลงกระบี่พื้นฐานมัธยมปลายนี่เองคือสิ่งที่เขาเพิ่งเรียนในคาบวิถียุทธ์วันนี้ เพียงแต่ดูเหมือนว่าเพราะยังฝึกไม่สำเร็จ มันจึงยังคงแสดงเป็นระดับ 0 อยู่

แต่จางอวี่ลองพยายามดูเล็กน้อย ก็พบว่า ‘เพลงกระบี่พื้นฐานมัธยมปลาย ระดับ 0’ นี้สามารถลากได้เช่นกัน

เขาคาดว่าถ้าเขาเลือกฝึกฝนเฉพาะทางวรยุทธ์แขนงนี้ ด้วยศักยภาพของเขา เขาก็น่าจะสามารถฝึกฝนจนสำเร็จและยกระดับได้อย่างรวดเร็ว

ความคิดเหล่านี้แวบผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว จางอวี่ยังคงจ้องมองหน้าต่างสถานะของตัวเองต่อไป พลางครุ่นคิดว่าเขาจะสามารถทำงานอะไรได้บ้าง

“ถึงแม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียนได้ไม่นาน แต่ยังไงซะฉันก็เป็นนักเรียนอย่างเป็นทางการของโรงเรียนมัธยมปลายซงหยาง...”

ครู่ต่อมา จางอวี่ก็เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อสถาบันกวดวิชาเก่าของเขา

จางอวี่คนเดิมก็เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายซงหยางได้หลังจากที่ติวกับสถาบันแห่งนี้นี่เอง

“รายได้ของสถาบันกวดวิชาแบบนี้น่าจะดีนะ แล้วฉันก็เป็นนักเรียนอย่างเป็นทางการของโรงเรียนมัธยมปลายซงหยางด้วย ก็น่าจะได้เปรียบอยู่”

แต่หลังจากที่เขาสอบถามไป อาจารย์ของสถาบันกวดวิชากลับบอกว่าตอนนี้คนเต็มแล้ว ให้เขาไปลองที่อื่นดู

จางอวี่จึงติดต่อสถาบันกวดวิชาอื่นๆ ต่อไป

“สวัสดีครับ ผมอยากจะสมัครเป็นครูสอนพิเศษพาร์ทไทม์ครับ ผมเป็นนักเรียนชั้น ม.4 ของโรงเรียนมัธยมปลายซงหยาง...”

“ขอถามหน่อยค่ะว่าคุณจบชั้นประถมกับมัธยมต้นจากที่ไหนคะ?”

“เอ่อ แต่ผมเป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายซงหยางแล้วนะครับ!”

“ขอโทษด้วยค่ะ พอดีครูสอนพิเศษที่จบจากโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน นักเรียน ม.4 ที่ยังเรียนไม่จบอย่างคุณถ้าจะมาทำพาร์ทไทม์ ผู้ปกครองเขาจะให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษาระดับประถมและมัธยมต้นเป็นอย่างมากค่ะ”

หลังจากที่ได้รู้ชื่อโรงเรียนประถมและมัธยมต้นของจางอวี่ อีกฝ่ายก็ไม่ตอบกลับมาอีกเลย

และหลังจากที่บทสนทนาข้างต้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ห้าถึงหกครั้ง จางอวี่ก็ค่อยๆ เข้าใจสถานการณ์

“บ้าเอ๊ย!”

“ทำไมถึงให้ความสำคัญกับวุฒิประถมกับมัธยมต้นขนาดนี้?”

“วงการครูสอนพิเศษนี่เขาแข่งขันกันโหดขนาดนี้เลยเหรอ?”

จางอวี่รู้สึกราวกับว่าวุฒิการศึกษาชั้นประถมและมัธยมต้นของเขากลายเป็นป้ายตีตราที่น่ารังเกียจสองแผ่น ถูกประทับไว้บนใบหน้าของเขาอย่างลบไม่ออก ทำให้แม้แต่งานครูสอนพิเศษพาร์ทไทม์ก็ยังหายากขึ้นเป็นทวีคูณ

จางอวี่จึงจำต้องล้มเลิกเส้นทางสถาบันกวดวิชาไปชั่วคราว แล้วหันไปลองแผนสำรองอีกแผนหนึ่ง

“คงต้องลองหางานพาร์ทไทม์ไปก่อน”

สำหรับเส้นทางงานพาร์ทไทม์นี้ อันที่จริงจางอวี่คนเดิมก็พอจะมีความเข้าใจอยู่บ้างในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

แน่นอนว่า งานชั่วคราวที่พูดถึงนี้ไม่ใช่งานชั่วคราวที่คนธรรมดาหาทำกัน แต่เป็นงานชั่วคราวที่คนซึ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียนแล้วเป็นคนหา

อย่างนักเรียนมัธยมปลายเป็นกลุ่มคนที่มีสัดส่วนไม่น้อยในตลาดนี้ เพราะไม่ใช่ว่านักเรียนมัธยมทุกคนจะเป็นลูกคนรวย นักเรียนมัธยมปลายจำนวนไม่น้อยต้องหาเงินเองเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว หรือเพื่อซื้อของที่ตัวเองอยากได้

และเพราะนักเรียนมัธยมปลายยังไม่มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย และเวลาส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ไปกับการเรียน จึงมักจะสามารถทำได้แค่งานพาร์ทไทม์ชั่วคราวเท่านั้น

ในช่วงสองวันที่ผ่านมาจางอวี่ก็ได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางนี้มาบ้างแล้ว ในตอนนี้เขาจึงแอดเพื่อนกับนายหน้าคนหนึ่งทันที แล้วสอบถามว่าตอนนี้มีงานอะไรให้ทำบ้างไหม

“นายมาถามช้าไปหน่อยนะ งานของวันนี้มีคนรับไปหมดแล้ว”

“หรือนายจะมานั่งรอแถวนี้ก่อนก็ได้นะ? ถ้ามีงานใหม่เข้ามาจะได้แย่งทัน”

...

ครึ่งชั่วโมงต่อมา จางอวี่ก็มาถึงลานเล็กๆ แห่งหนึ่ง

เขามองเห็นผู้คนนั่งๆ นอนๆ กระจัดกระจายอยู่เต็มลานตั้งแต่ไกล ในบรรดาคนเหล่านั้นมีทั้งแก่ทั้งหนุ่ม มีทั้งชายทั้งหญิง บางคนก็นอนพักอยู่บนพื้นเฉยๆ บางคนก็ยังสวมชุดนักเรียน นั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณอยู่

จางอวี่เดินตามที่อยู่ที่อีกฝ่ายให้มา จนมาพบบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งที่มุมลาน

บริษัทไม่ใหญ่โตนัก ข้างในดูเหมือนบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ บนกระจกสกปรกๆ แปะใบประกาศรับสมัครงานแบบง่ายๆ ไว้เต็มไปหมด

จางอวี่มองป้ายร้านเก่าๆ แล้วผลักประตูเข้าไป กลิ่นควันบุหรี่ฉุนกึกก็โชยมาปะทะหน้าทันที ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว

หลังโต๊ะทำงานที่รกรุงรัง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังสูบบุหรี่อยู่เงยหน้าขึ้นมา มองจางอวี่แวบหนึ่งแล้วพูดว่า “นายคือนักเรียนมัธยมที่เพิ่งโทรมาถามเมื่อกี้ใช่ไหม?”

เมื่อเห็นจางอวี่พยักหน้า ชายคนนั้นก็แนะนำตัวเองว่าชื่อพี่หวัง เป็นนายหน้าของที่นี่ เขาหยิบกระดาษสองสามแผ่นออกมาแล้วพูดว่า “กรอกประวัติซะ เดี๋ยวฉันจะลงทะเบียนให้”

จางอวี่รับมาดู ก็พบว่านอกจากข้อมูลส่วนตัวบางอย่างแล้ว ยังต้องกรอกวรยุทธ์และวิชาเต๋าที่เรียนมาพร้อมระดับ และผลการเรียนที่โรงเรียนด้วย

เมื่อกรอกใบสมัครเสร็จแล้วยื่นให้อีกฝ่าย จางอวี่ก็ถามว่า “ปกติจะหางานได้ในเวลานานแค่ไหนครับ? แล้วรายได้เป็นยังไงบ้าง?”

พี่หวังเกาผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “อย่างต่ำก็ชั่วโมงละหลายร้อยหยวนล่ะมั้ง... แต่จะหาได้เมื่อไหร่นี่ก็พูดยาก ถ้าโชคไม่ดีอาทิตย์นึงไม่ได้งานเลยก็เป็นเรื่องปกติ”

จางอวี่คิดในใจ “รายได้ของงานที่นี่สูงขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันทำงานวันละสองสามชั่วโมง ก็คงจะพอจ่ายหนี้กับค่าครองชีพแล้วสินะ?”

พอคิดถึงตรงนี้ ในใจของจางอวี่ก็ดีใจขึ้นมา

แต่พอได้ยินอีกฝ่ายบอกว่างานหายาก เขาก็สงสัยขึ้นมา “ทำไมล่ะครับ?”

เขาเน้นย้ำสถานะของตัวเอง “ผมเป็นนักเรียนท็อปเท็นของระดับชั้น ม.4 โรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำนะครับ หายากด้วยเหรอครับ?”

พี่หวังได้ฟังก็ยิ้ม แล้วชี้ไปข้างนอกพลางพูดว่า “เห็นคนพวกนั้นที่ลานไหม? นอกจากนักเรียนมัธยมอย่างนายแล้ว ที่เหลือก็คือคนที่จบมัธยมปลายแล้วทั้งนั้น”

จางอวี่ได้ฟังก็ตกใจในใจ แล้วพูดอย่างไม่เชื่อ “เป็นไปได้ยังไง? จบมัธยมปลายแล้ว บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนแล้ว ยังต้องมาหางานพาร์ทไทม์ที่นี่อีกเหรอ?”

พี่หวังยักไหล่ “ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้น่ะสิ ไม่ใช่ว่านักเรียนมัธยมทุกคนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ซะหน่อย”

“สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็ต้องติดอยู่ที่ระดับหลอมปราณไปตลอดชีวิต ขึ้นไปบนชั้นสองของคุนซวีก็ไม่ได้ ได้แต่หาเช้ากินค่ำอยู่บนชั้นหนึ่งนี่ไปปีแล้วปีเล่า...”

จางอวี่ยังคงไม่เข้าใจ “แต่ก็น่าจะหางานประจำทำบนชั้นหนึ่งได้นี่ครับ ทำไมต้องมาทำงานพาร์ทไทม์ด้วย?”

พี่หวังอธิบาย “ก็พวกเขาไม่ต้องนอนไง พอทำงานของตัวเองตอนกลางวันเสร็จ ถ้าบริษัทไม่ให้ทำโอที ก็มาหางานพาร์ทไทม์ทำต่อ”

“ไม่อย่างนั้นจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้? แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาบำรุงรักษาระดับพลังบำเพ็ญเพียรล่ะ?”

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ในใจของจางอวี่ปั่นป่วนไปหมด ในความทรงจำของเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนที่จบมัธยมปลายแล้วจะยังลำบากขนาดนี้

เขาคิดมาตลอดว่าพอจบมัธยมปลาย ต่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็คงจะได้นั่งทำงานในออฟฟิศบนตึกระฟ้าใจกลางเมือง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ จิบชา แล้วก็ได้เงินเดือนดีๆ...

ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่า ก่อนเรียนจบก็เรียน 24 ชั่วโมง พอเรียนจบก็ทำงาน 24 ชั่วโมง ยิ่งอยู่ยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆ สินะ

พี่หวังมองดูประวัติของจางอวี่แล้วยิ้ม “โอ้ โรงเรียนมัธยมปลายซงหยางเหรอ งั้นเราก็เป็นศิษย์ร่วมสถาบันกันน่ะสิ ฉันก็จบจากโรงเรียนมัธยมปลายซงหยางเหมือนกัน แต่ลาออกตอน ม.6 น่ะ”

จางอวี่: “ลาออก?”

พี่หวังยักไหล่ “ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้น่ะสิ ก็เลยไม่อยากเสียเงินเปล่า หนี้ที่กู้มาตอนมัธยมปลายน่ะ ฉันเพิ่งจะใช้หมดเมื่อสองปีก่อนนี่เอง”

“เห็นว่าเป็นศิษย์ร่วมสถาบันนะ ฉันจะให้คำแนะนำอย่างหนึ่ง”

“ตอนมัธยมปลายก็พยายามตามกำลังก็พอ ถ้ารู้สึกว่าสอบเข้าไม่ไหวก็รีบถอนตัวซะแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เหมือนบางคนที่ติดหนี้เยอะเกินไปจนชีวิตพัง”

หลังจากกรอกข้อมูลเสร็จ อีกฝ่ายก็ให้จางอวี่ไปรอข้างนอก ถ้ามีงานจะรีบแจ้งให้ทราบทันที

จางอวี่: “ต้องไปแข่งกับคนที่จบมัธยมปลายแล้ว จะมีงานมาถึงผมเหรอครับ?”

พี่หวัง: “วางใจเถอะน่า งานบางอย่างเขาก็จ้างเฉพาะนักเรียนมัธยมปลายที่ยังเรียนอยู่เท่านั้นแหละ”



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 9

ตอนถัดไป