บทที่ 10
จางอวี่หาที่นั่งลงอย่างส่งๆ มองดูกลุ่มคนที่กำลังรองานเหมือนกันในลานกว้าง เขาก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา
“ที่บ้าๆ นี่มันอยู่ยากเกินไปแล้ว ไม่มีที่ไหนที่ไม่ต้องแข่งขันกันเอาเป็นเอาตายเลยหรือไง?”
เพิ่งจะนั่งพักบนพื้นได้ไม่นาน ความรู้สึกหนาวเยือกก็ผุดขึ้นมาจากในใจของจางอวี่
“โปรดปฏิบัติตามสัญญาแห่งพิธี พยายามทำตามความปรารถนาให้สำเร็จ อย่าได้จงใจเกียจคร้าน 10”
“โธ่เว้ย”
จางอวี่สบถในใจ แต่ก็ทำได้เพียงจำต้องเข้าร่วมวงแข่งขันอย่างบ้าคลั่งภายใต้การบีบบังคับของพลังแห่งพิธีกรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงสภาพร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และงานในอีกสักครู่อาจจะต้องใช้กำลังกาย จางอวี่จึงไม่ได้เลือกฝึกเคล็ดกายา 36 ท่า แต่เลือกที่จะโคจรเคล็ดลมหายใจพื้นฐานเพื่อหลอมรวมพลังปราณแทน
ในทุกลมหายใจเข้าออกของเขา ปราณทิพย์ระหว่างฟ้าดินก็ค่อยๆ ไหลมารวมตัวกันที่ทะเลปราณในตันเถียน และถูกเขาหลอมรวมทีละน้อยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังปราณ
เวลาค่อยๆ ผ่านไปพร้อมกับการฝึกเคล็ดลมหายใจของจางอวี่ จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไป
และในหนึ่งชั่วโมงนี้ ก็มีคนมารับสมัครงานไปแล้วสามกลุ่ม มีทั้งรับสมัครเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชั่วคราว มีไซต์ก่อสร้างที่ต้องการผู้บำเพ็ญเพียรไปทำงานหนักอย่างเร่งด่วน และยังมีบริษัทขนส่งที่จ้างผู้บำเพ็ญเพียรไปคัดแยกพัสดุ
จางอวี่ค่อยๆ เข้าใจแล้วว่า งานชั่วคราวส่วนใหญ่ที่จ้างผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณนั้น แทบทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับงานที่ต้องใช้แรงงาน
เพราะผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณนั้น ในด้านสติปัญญาและความรู้ยังไม่ได้แตกต่างจากคนธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน สมรรถภาพทางร่างกายของแต่ละคนนั้นเหนือกว่าคนธรรมดาหลายเท่าตัว สามารถเฉิดฉายได้ในงานก่อสร้าง โรงงาน หรือรักษาความปลอดภัย มีประสิทธิภาพในการผลิตสูงกว่าคนธรรมดามาก
ดังนั้น สถานที่หลายแห่งที่ต้องการเพิ่มกำลังคนอย่างเร่งด่วน ก็จะมารับสมัครผู้บำเพ็ญเพียร
ถึงแม้ว่าค่าตอบแทนที่ผู้บำเพ็ญเพียรต้องการจะสูงกว่าคนธรรมดามาก แต่เมื่อคำนวณดูแล้วก็ยังถือว่าคุ้มค่า
เพราะถ้าผู้บำเพ็ญเพียรหนึ่งคนสามารถทำงานเท่ากับคนธรรมดา 30 คนได้ โดยทั่วไปแล้วก็แค่จ่ายเงินให้มากกว่าสิบเท่าก็พอแล้ว
และคนที่รอยู่ ณ ลานกว้างแห่งนี้ แต่ละคนล้วนเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดวัวควายทำงานที่สามารถทำงานหามรุ่งหามค่ำเจ็ดวันต่อสัปดาห์ได้สบายๆ
เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว จางอวี่ที่ยังต้องนอนวันละสี่ถึงห้าชั่วโมง ก็เป็นเพียงนักเรียน ม.4 ธรรมดาๆ ที่ยังนอนหลับลงได้เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อเหลือบมองภาพที่ผู้คนจำนวนมากกรูกันเข้าไปแย่งงานในแต่ละครั้ง จางอวี่ก็ยังคงรักษาสถานะการฝึกเคล็ดลมหายใจต่อไป ไม่ได้เข้าไปแย่งชิงกับคนอื่นๆ
เขารู้ดีว่าด้วยสถานะนักเรียน ม.4 ของเขา เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแย่งงานกับนักเรียนมัธยมปลายที่จบการศึกษาไปแล้วได้
เขากำลังรอ... รอคอยงานที่พี่หวังบอกว่าจ้างเฉพาะนักเรียนมัธยมปลายที่กำลังศึกษาอยู่เท่านั้น
เช่นเดียวกับจางอวี่ ยังมีนักเรียนมัธยมปลายอีกหลายคนที่บ้างก็อ่านหนังสือ บ้างก็ฝึกเคล็ดลมหายใจ บ้างก็ฝึกซ้อมหมัดมวย แต่ก็ไม่ได้เข้าไปแย่งชิงโอกาสในการทำงาน เพียงแต่รอคอยอย่างเงียบๆ
...
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
พร้อมกับเสียงระเบิดเบาๆ ในอากาศ
จางอวี่ที่รู้สึกว่าร่างกายได้พักผ่อนเพียงพอแล้วก็เริ่มฝึกเคล็ดกายา 36 ท่า
คนรอบข้างเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วก็ไม่สนใจอีกต่อไป คนที่ฝึกฝนไปพลางรองานไปพลางมีอยู่ถมเถไป และเคล็ดกายา 36 ท่าซึ่งเป็นเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐานยิ่งไม่สามารถดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างได้เลย
เคล็ดกายา 36 ท่า ระดับ 2 (18/20)
เคล็ดกายา 36 ท่า ระดับ 2 (19/20)
หลังจากฝึกเคล็ดกายา 36 ท่าไปสองรอบ ถึงแม้จางอวี่จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อทั่วร่างเริ่มปวดเมื่อย แต่จิตใจของเขากลับฮึกเหิมขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหลืออีกเพียงรอบเดียว เขาก็จะสามารถยกระดับเคล็ดกายา 36 ท่าเป็นระดับ 3 ได้แล้ว
นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่ไป๋เจินเจิน อันดับหนึ่งของระดับชั้นยังทำไม่ได้
แต่เขาใช้เวลาเพียงสองวันก็ทำได้แล้ว
ขณะที่จางอวี่กำลังฝึกเคล็ดกายา 36 ท่ารอบที่สามอยู่นั้น ในที่สุดงานชั่วคราวที่ต้องการนักเรียนมัธยมปลายก็มาถึง
รถเก๋งคันหนึ่งขับมาจอดหน้าลานกว้าง กระจกรถเลื่อนลง คนขับตะโกนมาจากในรถ “มีเด็ก ม.4 ม.5 ไหม? รับสมัครคู่ซ้อมวิถียุทธ์สองคน”
ที่เรียกว่าคู่ซ้อมวิถียุทธ์ ก็คือการที่ผู้บำเพ็ญเพียรต้องการฝึกฝนภาคปฏิบัติของวิถียุทธ์ แล้วหาคนมาเป็นคู่ซ้อมให้ตามข้อกำหนดต่างๆ
เมื่อได้ยินคำพูดของคนขับ บรรดานักเรียนมัธยมปลายที่กำลังรอคอยอย่างเงียบสงบในลานกว้างก็พลันเคลื่อนไหวพร้อมกัน ร่างของพวกเขาพุ่งผ่านอากาศจนเกิดเป็นภาพติดตา พร้อมกับเสียงลมกรรโชกแรง ตรงไปยังหน้ารถเก๋งคันนั้น
“ผมอยู่ ม.5 ครับ!”
“ระดับความแข็งแกร่งของร่างกายผม 2.15!”
นักเรียนชั้น ม.5 มีระดับความแข็งแกร่งของร่างกายนำหน้านักเรียนชั้น ม.4 อยู่มากโข ตอนที่จางอวี่พุ่งเข้าไป ก็พบว่าตำแหน่งหน้าคนขับถูกพวกตัวใหญ่ๆ ยึดครองไปหมดแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถเบียดเข้าไปได้เลย
จางอวี่คิดในใจ “แค่งานไปเป็นกระสอบทรายให้คนอื่นซ้อมยังแย่งกันขนาดนี้ ยังมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีของนักเรียนมัธยมปลายกันอยู่ไหมเนี่ย”
คนขับกวาดตามองนักเรียนจำนวนมากที่ยกมืออยู่ตรงหน้า แล้วเอ่ยปากถาม “มีใครมาจากโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำไหม?”
คนที่ยกมืออยู่ก็ลดลงไปกว่าครึ่งในทันที
จางอวี่รีบยกมือขึ้น “ผมมาจากโรงเรียนมัธยมปลายซงหยางครับ!”
คนขับถามต่อ “มีใครที่วรยุทธ์ภาคปฏิบัติระดับ 3 ขึ้นไปบ้างไหม?”
เมื่อมองดูสามคนที่เหลืออยู่ คนขับก็ถามต่อ “ชั่วโมงละสามร้อยทำไหม?”
นักเรียนคนหนึ่งที่ตัดผมสั้นเกรียนพูดอย่างไม่พอใจ “สามร้อยมันน้อยไปหน่อยมั้งครับ?”
แต่แล้วนักเรียนอีกคนที่อยู่ข้างๆ เขาก็รีบพูดขึ้น “สามร้อยผมทำครับ!”
เมื่อมองดูอีกฝ่ายขึ้นรถแล้วรถเก๋งก็แล่นฉิวจากไป นักเรียนหัวเกรียนก็สบถ “ชั่วโมงละสามร้อย คิดได้ยังไงวะ”
“แค่สามร้อยคิดจะจ้างคนไปเป็นคู่ซ้อมให้? ไม่มีปัญญาจ่ายแล้วจะหาคู่ซ้อมไปทำไม?”
มีคนด่าตาม “300 ก็ยังจะรับอีกเหรอ? ไอ้หนอนบ่อนไส้! เดี๋ยวพอไอ้หมอนั่นโดนซ้อมจนเจ็บขึ้นมา ก็จะรู้เองแหละว่าสามร้อยนี่ยังไม่พอค่ารักษาพยาบาลเลย”
เมื่อนายจ้างจากไป นักเรียนรอบข้างก็สบถด่ากันอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็แยกย้ายกันกลับไปฝึกฝนและเรียนต่อ
จางอวี่ก็ทำได้เพียงกลับไปฝึกเคล็ดกายา 36 ท่าต่อ
ดูจากทรงแล้ว เขารู้สึกว่าวันนี้อาจจะหางานไม่ได้แล้ว
...
สิบกว่านาทีต่อมา ก็มีคนขับรถมารับสมัครนักเรียนมัธยมปลายอีกครั้ง และยังระบุเป็นพิเศษว่าต้องการนักเรียนชั้น ม.4
แต่เนื้องานในครั้งนี้กลับเป็นการทดลองยา ว่ากันว่าเป็นการทดลองยาชนิดใหม่ล่าสุดจากห้องปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นสำหรับผู้เริ่มต้นบนเส้นทางแห่งเซียน
จางอวี่คิดถึงสภาพร่างกายของตัวเองแล้ว ก็ไม่ได้เดินเข้าไปสมัครเลยแม้แต่น้อย แต่ยังคงฝึกเคล็ดกายา 36 ท่ารอบที่ 20 ต่อไป
ครู่ต่อมา พร้อมกับเสียงระเบิดดังเปรี้ยง จางอวี่ก็ชกหมัดสุดท้ายของเคล็ดกายา 36 ท่าออกไป และยกระดับวรยุทธ์นี้ขึ้นสู่ระดับที่สามได้สำเร็จ
เคล็ดกายา 36 ท่า ระดับ 3 (0/30)
ในตอนนี้เอง ความทรงจำจากการฝึกเคล็ดกายา 36 ท่า นับไม่ถ้วนราวกับถูกอัดฉีดเข้ามาในสมองของจางอวี่ ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าได้ฝึกฝนซ้ำอีกนับพันนับร้อยครั้ง
และในการฝึกฝนเหล่านั้น ไม่ได้มีเพียงความทรงจำของเลือดเนื้อเท่านั้น แต่ยังมีความทรงจำของการโคจรพลังปราณในร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย
“เคล็ดกายา 36 ท่าเมื่อบรรลุถึงระดับที่สาม ขณะที่ฝึกฝนวรยุทธ์นี้ก็จะสามารถชักนำให้พลังปราณในร่างกายโคจรไปทั่วร่างได้ ช่วยเร่งการฟื้นฟูและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น”
ถ้าจะบอกว่าเคล็ดกายา 36 ท่าระดับหนึ่งและสองเป็นเพียงการทำลายเลือดเนื้อในระหว่างการฝึกฝน และบีบคั้นพลังปราณในร่างกายออกมาเพื่อเข้าร่วมการฝึกฝนอย่างแข็งขัน
เช่นนั้นแล้ว เคล็ดกายา 36 ท่าที่ก้าวเข้าสู่ระดับที่สาม ก็คือการใช้ท่วงท่าชักนำให้พลังปราณไหลเวียนไปทั่วร่าง บำรุงเลือดเนื้อไปพร้อมๆ กับการฝึกฝน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกฝนได้อย่างมหาศาล
ในตอนนี้ ขณะที่จางอวี่เริ่มฝึกเคล็ดกายา 36 ท่ารอบใหม่ กระแสลมอุ่นๆ ก็ไหลไปตามท่วงท่าของเขา ไหลเวียนไปทั่วแขนขาทุกส่วน เพิ่มพูนระดับความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างเงียบๆ ทำให้เขาก้าวจากคนธรรมดาสู่ยอดมนุษย์ทีละก้าว
ภายใต้การบำรุงของกระแสลมอุ่น เลือดเนื้อที่เริ่มปวดเมื่อยและเจ็บปวดก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงไปมาก ทำให้จางอวี่สามารถฝึกฝนต่อไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
ทันใดนั้น จางอวี่ก็รู้สึกได้ว่าเลือดเนื้อทั่วร่างหดตัวและขยายตัวออกวูบหนึ่ง
ระดับความแข็งแกร่งของร่างกาย 0.84 → 0.85
เมื่อกวาดตามองการเปลี่ยนแปลงของระดับความแข็งแกร่งของร่างกายบนตำราอวี่ ในใจของจางอวี่ก็พลันเกิดความยินดีขึ้น
ในตอนนี้ ต่อให้ไม่มีพลังแห่งพิธีกรรมคอยบีบคั้น เขาก็ยังคงฮึกเหิมและฝึกฝนต่อไป
...
และในขณะที่จางอวี่กำลังฝึกเคล็ดกายา 36 ท่าอยู่นั้น การรับสมัครคนทดลองยาก็ยังคงดำเนินต่อไป
เพียงแต่เมื่อต้องเผชิญกับงานทดลองยาเช่นนี้ นักเรียนชั้น ม.4 ที่เต็มใจจะลองมีไม่มากนัก
ถึงแม้ว่าคนที่มาจะต้องการรับสมัครนักเรียน 5 คน แต่สุดท้ายตะโกนอยู่ครึ่งค่อนวันก็ได้ไปเพียง 2 คนก็จำต้องจากไป
ในช่วงเวลาต่อมา เมื่อรัตติกาลเริ่มมาเยือน นายจ้างที่มารับสมัครคนก็ยิ่งน้อยลง จางอวี่ยังคงหาโอกาสในการทำงานไม่ได้เสียที ทำได้เพียงฝึกเคล็ดกายา 36 ท่าต่อไป
เคล็ดกายา 36 ท่า ระดับ 3 (6/30)
เมื่อจางอวี่ฝึกเคล็ดกายา 36 ท่าไปถึงรอบที่หก เขาก็รู้สึกว่าตัวเองจะรอต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว
จางอวี่เดินเข้าไปในบริษัทจัดหางานอีกครั้ง ก็เห็นพี่หวังยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวนั้น ราวกับว่าไม่ได้ขยับไปไหนเลยตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา
เขาหยิบบุหรี่ซองหนึ่งที่ซื้อมา ยื่นให้อีกฝ่าย แล้วถามว่า “พี่หวัง พอจะมีงานอะไรที่ผมทำได้บ้างไหมครับ”
พี่หวังเหลือบมองบุหรี่ที่จางอวี่ยื่นให้ แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็บอกแล้วไง? ถ้ามีงานเดี๋ยวข้างนอกเขาก็ตะโกนเรียกเองแหละ”
แต่จางอวี่ยังไม่ยอมแพ้ “ผมหมายถึงนอกจากงานข้างนอกพวกนั้นน่ะครับ”
“เป็นไปไม่ได้หรอกที่งานชั่วคราวทั้งหมดในเมืองซงหยางจะขับรถมาประกาศรับสมัครกันที่นี่ ยังมีที่อื่นอีกไหมครับ?”
พี่หวังถูกจางอวี่ตอแยอยู่ครู่หนึ่ง ก็พูดอย่างรำคาญ “ไม่เชื่อก็ดูเอาเองแล้วกัน ไม่ใช่ว่าฉันไม่ให้นายทำนะ แต่งานชั่วคราวอื่นๆ มันทำกันง่ายๆ ซะที่ไหนล่ะ?”
จางอวี่มองดูภาพหน้าจอที่อีกฝ่ายส่งมาให้ในโทรศัพท์มือถือ บนนั้นมีรายชื่องานที่เปิดรับสมัครระยะยาวอยู่เต็มไปหมด
มีทั้งการเซ็นสัญญาเข้าร่วมการทดลองยาระยะยาว
มีทั้งการเป็นผู้ทดลองเข้าร่วมการวิจัยเคล็ดวิชาระยะยาว
ยังมีทั้งการลงไปใต้ดินคุนซวี เพื่อเป็นลูกมือของทีมสำรวจ
และยังมีทั้งการร่วมมือกับหน่วยลาดตระเวนไปปราบปรามอาชญากร
จางอวี่มองดูงานแต่ละอย่างแล้ว ก็พบว่าถ้าไม่เสี่ยงเกินไป ก็ทั้งเสี่ยงทั้งทำไม่ได้
“ไอ้งานที่เปิดรับสมัครระยะยาวแล้วยังหาคนไม่ได้นี่ แต่ละอย่างมันกับดักชัดๆ”
ทันใดนั้น จางอวี่ก็มองดูรายการหนึ่งแล้วถามว่า “พี่หวังครับ ไอ้การเข้าร่วมวิจัยเคล็ดวิชานี่ มันมีอันตรายอะไรบ้างครับ?”
พี่หวังพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ให้แกไปเป็นคนทดลองเคล็ดวิชาไง ไปทดลองฝึกเคล็ดวิชาที่บริษัทใหญ่ๆ เขาเพิ่งพัฒนาขึ้นมาใหม่ ในระหว่างที่แกฝึก พวกเขาก็จะบันทึกว่าร่างกายแกมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ได้รับบาดเจ็บตรงไหน พิการตรงไหน แล้วสุดท้ายก็ตายยังไง...”
จางอวี่กลืนน้ำลาย ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นงานชั่วคราวอีกอย่างหนึ่งแล้วถามว่า “แล้วการเข้าร่วมทดสอบเคล็ดวิชานี่ล่ะครับ? ครั้งละหนึ่งหมื่นหยวน? ทำไมถึงรับสมัครแค่นักเรียนชั้น ม.4 ล่ะครับ?”
พี่หวังคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ร้องอ๋อ “อ้อ อันนั้นน่ะเหรอ เหมือนว่าจะเป็นเคล็ดวิชาที่เซียนยวิ่นกรุ๊ปพัฒนาขึ้นมา ผ่านการทดสอบการฝึกฝนแล้ว ไม่มีผลข้างเคียง แล้วก็ฝึกไม่ถึงตายหรอก”
“แต่ขั้นตอนการเริ่มต้นมันยากเกินไป ถ้าฝึกไม่สำเร็จก็จะบาดเจ็บภายในได้ง่ายๆ ก็เลยต้องหาคนมาทดสอบอยู่เรื่อยๆ”
“เพราะเป็นเคล็ดวิชาที่เตรียมจะขายให้กับผู้เริ่มต้นบนเส้นทางแห่งเซียน ก็เลยเจาะจงหานักเรียนชั้น ม.4 มาทดสอบ...”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็มองจางอวี่ที่กำลังตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ แล้วขมวดคิ้ว “แกคงไม่ได้คิดจะไปทำไอ้นี่หรอกนะ? คราวก่อนมีนักเรียนคนหนึ่งไปทำแล้วฝึกจนพลังปราณคลั่ง ได้รับบาดเจ็บภายใน ลาหยุดกับโรงเรียนไปสองอาทิตย์แล้วยังไม่หายเลย”
“เงินหนึ่งหมื่นหยวนนี่มันไม่ได้มาง่ายๆ นะ”
จางอวี่ยักไหล่อย่างจนใจ “ช่วยไม่ได้ครับ ผมร้อนเงินจริงๆ คงต้องลองดูสักตั้ง”