บทที่ 1
ฉู่ไหวซวี่สวม [หมวกเกม] แล้วจึงลืมตาขึ้น
สภาพแวดล้อมเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป เขารู้สึกเพียงว่าทิวทัศน์ตรงหน้าออกจะมืดสลัว นี่คือค่ำคืนที่ฝนโหมกระหน่ำ
ณ เวลานี้ เขากำลังเหน็บดาบสั้นไว้ที่เอว มือหนึ่งถือร่มกระดาษน้ำมัน และยืนอยู่บนทางเดินเล็กๆ ในป่า กลิ่นไอฝนที่ผสมกับกลิ่นดินโชยเข้าจมูก ทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาอีกหลายส่วน ท้องฟ้ายามค่ำคืนมีเมฆดำทะมึนบดบังจนแทบไม่เห็นแสงจันทร์
ฉู่ไหวซวี่ขมวดคิ้ว ก่อนจะยกมือขวาข้างที่ไม่ได้ถือร่มขึ้นมา เบียดนิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าด้วยกัน แล้วตวัดขึ้นไปในอากาศ
ในวินาทีต่อมา โลกทั้งใบพลันสว่างวาบขึ้นมาหลายส่วน! บัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าพลันปรากฏแก่สายตาของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะที่ฉู่ไหวซวี่กำลังจะสำรวจรอบกาย ก็มีร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากป่าทึบเบื้องหน้า อีกฝ่ายเองก็ถือร่มกระดาษน้ำมันเช่นกัน สวมใส่ชุดรัดกุมสีดำ สิ่งเดียวที่แตกต่างคือดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอว
อ้อ ใช่แล้ว ชายผู้นั้นกดร่มต่ำมากเสียจนจากมุมของฉู่ไหวซวี่ มองเห็นใบหน้าเขาได้เพียงครึ่งเดียว ราวกับภาพโคลสอัปในภาพยนตร์ไม่มีผิด
ดังนั้น ฉู่ไหวซวี่จึงค่อยๆ ลดร่มกระดาษน้ำมันในมือของตนลงต่ำบ้างอย่างเงียบงัน
ชายผู้พุ่งออกมาจากป่าทึบวางมือขวาลงบนด้ามดาบของตน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย ฟังดูราวกับมีเสมหะติดอยู่ในลำคอ: “ข้าขอเตือนให้เจ้าอย่าทำอะไรทั้งสิ้น กลับไปกับข้าเสียแต่โดยดี แล้วไปรับโทษในคุกหลวง”
ชายผู้มีหนวดเคราครึ้มกล่าวจบก็เอ่ยเสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่ง: “แน่นอน เจ้ายังมีทางเลือกที่สอง”
“จ่ายมาห้าสิบตำลึงเงิน” พูดจบ เขาก็เบี่ยงตัวเล็กน้อย เป็นการบ่งบอกว่าจะยอมเปิดทางให้
ฉู่ไหวซวี่ได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งกดร่มกระดาษน้ำมันในมือให้ต่ำลงไปอีก
สายฝนยามค่ำคืนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย หยาดฝนกระทบกับผิวร่มดังซ่าๆ ท่ามกลางความมืดมิด ทำให้ไม่อาจมองเห็นสีหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
‘ห้าสิบตำลึง... น่าจะเทียบเท่ากับเงินห้าหมื่นกว่าหยวนบนโลก’ ฉู่ไหวซวี่คำนวณในใจ ‘เงินห้าหมื่นกว่าหยวนเพื่อแลกกับการไม่ต้องติดคุก หรือกระทั่งซื้อชีวิตตัวเอง ดูเหมือนจะไม่แพงเท่าไร’
แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่า “ตัวเขา” ในตอนนี้ จะมีเงินก้อนโตขนาดนี้ให้หยิบยื่นออกมาได้หรือไม่
ดังนั้น เขาจึงเริ่มคลำหาเงินตามร่างกาย สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ เขาพบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงฉบับหนึ่งในอกเสื้อจริงๆ
‘หืม? ดูท่าว่า [การเริ่มต้น] ครั้งนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว’ เขาคิดในใจ
ฉู่ไหวซวี่แง้มร่มกระดาษน้ำมันขึ้นเล็กน้อย เลิกคิ้วมองไปยังอีกฝ่าย ก่อนจะหยิบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมาแล้วเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า: “เอ่อ... แล้วท่านมีเงินทอนหรือเปล่า?”
ชายหนวดเคราฝั่งตรงข้ามเองก็แง้มร่มให้สูงขึ้นเช่นกัน แววตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นหลายส่วน
ตามความคิดเดิมของเขา เขาตั้งใจจะหยั่งเชิงฐานะของเจ้าหนุ่มตรงหน้าดู สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว คงไม่มีใครพกทรัพย์สินทั้งหมดติดตัว การชิงเพียงเงินที่อยู่ติดตัวเล็กๆ น้อยๆ มันจะไปสะใจอะไร?
พูดง่ายๆ ก็คือ นอกจากจะปล้นกระเป๋าสตางค์แล้ว เขายังต้องการเงินในคลังสมบัติของอีกฝ่ายด้วย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเจ้าหนุ่มนี่จะพกตั๋วเงินมูลค่าสูงขนาดนี้ติดตัวมาด้วย!
ชายหนวดเคราเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าราวกับมีเสมหะติดคอ: “เดิมทีข้ายังสงสัยในฐานะของเจ้าอยู่บ้าง แต่สำหรับตอนนี้ล่ะก็...”
“เคร้ง—!” ชายหนวดเคราพลันชักดาบยาวที่เอวออกมา!
เขามองฉู่ไหวซวี่ด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม มือซ้ายถือร่ม มือขวาถือดาบ แล้วก้าวไปข้างหน้าสองก้าว
“เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจอยู่บ้าง การส่งสามัญชนที่เป็นแค่ [กายวิญญาณเทียม] เช่นเจ้ามา จะมีความหมายอันใด?”
บัดนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษ มหันตภัยใกล้จะมาเยือน โลกได้เข้าสู่ยุคสมัยที่ทุกคนต่างฝึกปรือวรยุทธ์แล้ว ขอเพียงมีคุณสมบัติของกายวิญญาณอยู่บ้าง ก็สามารถก้าวเข้าสู่ประตูแห่งการฝึกตนและกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ ชายผู้นี้ดูแล้วอายุก็ไม่น้อย แต่กลับยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ประตูแห่งการฝึกตนได้ เห็นชัดว่าเป็นพวกกายวิญญาณเทียมอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉู่ไหวซวี่ได้ฟังคำพูดของชายหนวดเครา ก็เอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วมองอีกฝ่าย: “สหาย ท่านเองก็ไม่ต่างกันมิใช่หรือ?”
ขำตายชัก เ**้ยเอ๊ย ตัวเองก็เป็นแค่กายวิญญาณเทียมเหมือนกัน ยังมีหน้ามาดูถูกคนอื่นอีก?
เมื่อชายหนวดเคราได้ยินเช่นนั้น แววตาของเขาก็ยิ่งทวีความอำมหิตมากขึ้น ใบหน้าปรากฏร่องรอยความขุ่นเคือง
ในปีก่อนๆ สิทธิ์ในการฝึกตนถูกผูกขาดโดยขุมกำลังอย่างสำนัก ราชวงศ์ และตระกูลใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าลำดับชั้นทางสังคมจะยังคงอยู่เสมอ หากสามัญชนไม่ได้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นอย่างแท้จริงแล้ว แม้แต่โอกาสในการฝึกตนก็ยังไม่มี
กระทั่งปัจจุบันนี้ เพราะมหันตภัยใกล้จะมาเยือน จึงได้มีการเปิดศักราชแห่งการฝึกตนสำหรับทุกคน และภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ สำหรับคนที่เป็นกายวิญญาณเทียมอย่างเขาแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่โหดร้ายอย่างยิ่ง
นอกจากการฝึกกายแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก
ทว่า การจะอาศัยเพียงการฝึกกายเพื่อทะลวงผ่านด่านแรกของการฝึกตนนั้น ยากเย็นดุจดั่งขุนเขา! ความพยายามที่ต้องทุ่มเทลงไปนั้นมากกว่าผู้ที่มีกายวิญญาณเป็นร้อยเท่า หรือกระทั่งพันเท่าหมื่นเท่า! ดังนั้น สำหรับชายหนวดเคราแล้ว กายวิญญาณคือสิ่งที่เขาอิจฉาริษยาที่สุด เขาใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์มาโดยตลอด
โทสะของเขาพลุ่งพล่านขึ้นในบัดดล มือขวาที่กุมดาบอยู่ถึงกับออกแรงบีบแน่นขึ้นอีกหลายส่วน แต่ก่อนที่จะลงมือฟันอีกฝ่าย ชายหนวดเคราก็คิดจะเยาะเย้ยถากถางกลับไปเช่นกัน เพราะการฟันคนก็ส่วนฟันคน การโต้คารมก็ส่วนโต้คารม
“ใช่ ข้าเองก็เป็นกายวิญญาณเทียม ไม่ผิด”
“แต่ข้าไม่เคยคิดที่จะอาศัยเพียงกายวิญญาณเทียมเพื่อแทรกซึมเข้าไปใน [เต้าจิน]”
“เจ้าขยะเอ๊ย ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเอาเสียเลย! คงมิใช่ว่าคิดจะอาศัยผิวพรรณที่ดูหมดจดของตัวเอง เพื่อเดินเส้นทาง...เบื้องหลังหรอกนะ?” เขากล่าวพลางเลียริมฝีปากบนของตน
ฉู่ไหวซวี่ฟังคำพูดของเขา พร้อมกับประมวลข้อมูลที่ได้ยิน “แทรกซึมเข้าไปใน [เต้าจิน]?” เขาจับใจความสำคัญนี้ได้
ตามหลักการแล้ว กายวิญญาณเทียมย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกรับเข้า [สำนักเต๋า] ทว่า ฉู่ไหวซวี่กลับเผยรอยยิ้มออกมา แล้วเอ่ยถ้อยคำที่ชายหนวดเคราไม่มีทางเข้าใจได้เลยแม้แต่น้อย: “มิต้องถาม”
“ข้าเป็นนักกีฬาโควตาพิเศษ”
…
ฝนยังคงตกกระหน่ำไม่หยุด
ชายหนวดเคราสงสัยว่าสมองของตนถูกน้ำฝนซัดเข้าไป หรือว่าสมองของอีกฝ่ายกันแน่ที่ถูกน้ำฝนซัดเข้าไป เขาฟังแล้วไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
ทว่า อีกฝ่ายกลับเคลื่อนไหวแล้ว! ฉู่ไหวซวี่เองก็ชักดาบสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาเช่นกัน “ราตรีฝนพรำ ดาบ และร่ม งั้นหรือ?” เขาพึมพำกับตนเอง
ทันใดนั้น เขาก็โยนร่มทิ้งไป
เมื่อดาบสั้นออกจากฝัก! สายฝนสาดซัดร่างกายของเขา ฉู่ไหวซวี่ก็ชักดาบพุ่งไปข้างหน้า ก้าวแรกเหยียบลงไปในแอ่งน้ำ จนน้ำที่ผสมกับดินโคลนสาดกระเซ็นขึ้นมา
“กล้านัก!” ชายหนวดเคราตวาดลั่น ก่อนจะโยนร่มกระดาษน้ำมันในมือทิ้งไปเช่นกัน ดาบยาวฟาดฟันไปเบื้องหน้า กระบวนดาบทรงพลังอำมหิต และเป็นท่วงท่าที่เปิดช่องว่างกว้างขวาง
เมื่อดาบทั้งสองเล่มปะทะกัน ฉู่ไหวซวี่ก็รู้สึกได้ถึงแรงสะท้านที่อุ้งมือ เห็นได้ชัดว่าพละกำลังของอีกฝ่ายนั้นเหนือกว่าเขามาก! หากไม่มีอะไรผิดพลาด ชายหนวดเคราผู้นี้คงเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกกายมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถทะลวงผ่านด่านแรกของการฝึกตนได้เท่านั้น
“เป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจดีนี่” ฉู่ไหวซวี่คิดในใจ
แต่ว่านะ อายุปูนนี้แล้ว ปากยังเสีย แถมฝึกกายมาได้แค่นี้เองรึ?
คิดเสร็จดาบสั้นก็พลันตวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ชายหนวดเคราใจหายวาบ เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกว่า เหตุใดหนุ่มน้อยตรงหน้าผู้นี้พละกำลังก็ไม่มาก ความเร็วก็ไม่สูง ร่างกายก็ไม่แข็งแกร่ง แต่ทำไมตนถึงฟันไม่โดน? หากเป็นเพียงการหลบหลีกอย่างฉิวเฉียดเพียงครั้งเดียว เขาก็คงคิดว่าอีกฝ่ายแค่โชคดี
แต่ถ้ามันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น มุมในการออกดาบ ตลอดจนการกะระยะของอีกฝ่ายนั้น อยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัว เขาดูราวกับว่าจะสามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงขั้นผิดมนุษย์!
“ทำไมกัน?” ชายหนวดเคราไม่อาจเข้าใจได้
ลางสังหรณ์อันเลวร้ายเริ่มปรากฏขึ้นในใจของเขา
“เพียงครั้งเดียว หากข้าถูกมันฟันโดนเพียงครั้งเดียว จะต้องโดนจุดตายและข้าจะต้องตายแน่!”
และข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่า...เขาคิดถูก
เพราะทันทีที่ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว ดาบสั้นก็ได้กรีดเส้นเลือดสายหนึ่งขึ้นบนลำคอของเขา
—เจ้าทายถูกแล้ว ดีใจหรือไม่เล่า?
หลังจากที่ฉู่ไหวซวี่ปาดคออีกฝ่ายได้ในดาบเดียว เขาก็เตะเข้าที่ท้องน้อยของชายหนวดเคราอย่างแรง ส่งผลให้ร่างของอีกฝ่ายกระเด็นออกไปไกล เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย ป้องกันมิให้เกิดเหตุไม่คาดฝันในระยะประชิดก่อนที่อีกฝ่ายจะสิ้นใจสนิท
ร่างนั้นนอนคว่ำอยู่บนพื้น กายกระตุกเกร็ง สองมือพยายามกุมปิดบาดแผลที่ลำคอของตนไว้อย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งโลหิตที่ทะลักออกมาได้
—สถานการณ์คลี่คลายแล้ว
หยาดฝนชะล้างร่างกาย ฉู่ไหวซวี่ก้มหน้าลงเล็กน้อย เก็บดาบเข้าฝัก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า: “อ่อนนักก็อย่าปากเก่ง”
ฉู่ไหวซวี่เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว เพื่อเก็บร่มกระดาษน้ำมันที่ตนโยนทิ้งไปก่อนหน้านี้ขึ้นมา แล้วสะบัดไล่น้ำที่ขังอยู่ออกไป
เขารู้สึกว่าท่วงท่าของตนเมื่อครู่นี้ช่างเท่ระเบิด
ทว่าเพียงไม่นาน เขาก็เริ่มเข้าสู่สภาวะงุนงง ตามมาด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนทั้งขุ่นเคือง ไม่เข้าใจ และตื่นตระหนก
“เฮ้ย! ปุ่ม [ออกจากเกม] ของข้ามันหายหัวไปไหนวะ!”