บทที่ 1
ในที่สุด... ก็ทำสำเร็จ
บอสมอนสเตอร์ล้มลงแล้ว และพวกเราก็เคลียร์เกตได้สำเร็จ
ทันใดนั้น ร่างของฉันที่ฝืนทนมาตลอดก็ทรุดลงอย่างหมดแรง
“ยอจู!”
“นายอจู!”
ฉันรู้สึกได้ว่าชายสองคนกำลังวิ่งเข้ามาพร้อมกับเรียกชื่อของฉัน
“ยอจู ลืมตาสิ ลืมตาแล้วมองฉันหน่อย นายอจู”
“หลีกไป! ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาล”
ฉันคิดว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ทั้งสองคนที่เอาแต่ทะเลาะกันโดยมีฉันอยู่ตรงกลางได้สบายใจขึ้น
พวกนาย... ฉันยังไม่ตายนะ
เมื่อพยายามฝืนลืมตาขึ้น ก็เห็นใบหน้าของคังฮันและซามายองอยู่หลังม่านตาที่พร่ามัว ทั้งคู่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด ดูสาหัสกว่าฉันเสียอีก พอเลื่อนสายตาสูงขึ้นอีกนิด ก็เห็นตัวเลขที่ลอยอยู่เหนือหัวของพวกเขา
( 300 ) ( 300 )
ฉันเผลอหัวเราะออกมา
ใครจะไปห้ามเจ้าพวกนี้ได้ล่ะ
ตอนนั้นเอง ระบบที่เงียบไปนานก็แจ้งเตือนสถานะของฉันขึ้นมาอย่างใจดี
[ พลังชีวิตปัจจุบัน 1% ]
ก็สมควรอยู่หรอก
เพราะในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ฉันเค้นพลังทั้งหมดที่มีส่งต่อไปให้สองคนนั้นจนหมดสิ้น
ไออุ่นจากร่างของใครบางคนที่โอบอุ้มฉันไว้ ทำให้สติที่เลือนลางเริ่มกระจัดกระจาย
ดูเหมือนว่าระหว่างนั้น พวกเราจะออกมาจากเกตได้อย่างปลอดภัย
แชะ! แชะ, แชะ!
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นจากทุกทิศทาง
พร้อมกับเสียงโห่ร้องของนักข่าวที่กำลังตื่นเต้น
“วันสิ้นโลกจบลงแล้วจริงๆ เหรอครับ”
“คุณหัวหน้ากิลด์คังฮัน! คุณหัวหน้ากิลด์ซามายอง! ช่วยกล่าวอะไรกับประชาชนหน่อยครับ!”
“อาการของฮันเตอร์นายอจูเป็นอย่างไรบ้างครับ!”
“พวกคุณได้กลายเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้โลกแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างครับ!”
กึก
ฝีเท้าที่อุ้มฉันอยู่พลันหยุดชะงัก พร้อมกับน้ำเสียงเย็นเยียบของซามายองที่ดังขึ้นข้างๆ
“คนที่กอบกู้โลกคือนายอจู ไม่ใช่พวกเรา”
แล้วคังฮันก็พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เรากำลังจะไปโรงพยาบาล ช่วยหลีกทางด้วยครับ”
น้ำเสียงยังคงสุภาพเหมือนเช่นเคย
...ถ้าไม่นับประโยคสุดท้ายที่เขาเสริมเข้ามา
“ก่อนที่ผมจะกวาดล้างให้สิ้นซาก”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ในม่านตาสีดำของฉันก็ปรากฏหน้าต่างระบบสีฟ้าขึ้นมา
•••
[ คำเตือน! คำเตือน! ]
[ คุณจะได้รับบทลงโทษจากการใช้สกิลเกินขนาด ]
ในที่สุดมันก็เริ่มขึ้นจนได้
คราวนี้จะมอบของขวัญเฮงซวยอะไรให้อีกล่ะ
ฉันนอนฟังเสียงสล็อตแมชชีนราคาถูกดังขึ้น ‘ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง’ อยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานหน้าต่างระบบก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเอฟเฟกต์แสงสีสุดอลังการ
[ ผลการสุ่มบทลงโทษ! ]
[ คุณจะตกอยู่ใน ‘สภาวะโคม่า’ จนกว่าพลังชีวิตและอาการบาดเจ็บจะฟื้นฟู ]
ให้ตายสิ โคตรซวยเลย
แต่ฉันกลับยิ้มออกมา
เพราะข้อความสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นก่อนที่สติจะดับวูบไป
[ ขอแสดงความยินดี! ด้วยความพยายามของคุณ วันสิ้นโลกของโลก B-2907 ได้ถูกยับยั้งลงอย่างเป็นทางการ ]
ฉันรวบรวมพลังงาน 1% ที่เหลืออยู่ เค้นเสียงผ่านริมฝีปาก “ชะ... ชนะแล้ว...”
คราวนี้ฉันจะรวยแล้วจริงๆ โว้ย
「 คังฮันสิ้นลมหายใจสุดท้าย เขามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่กำลังถูกเกตกลืนกิน ดวงตาทั้งสองเบิกโพลง มีเพียงน้ำตาสีดำที่ไหลรินออกมา และแล้ว โลกก็ได้มาถึงจุดจบ
-<จงหยุดยั้งวันสิ้นโลก> จบบริบูรณ์- 」
“คนเขียนบ้าไปแล้วรึไง”
มือที่กำโทรศัพท์สั่นระริก
“นี่คือตอนจบเหรอ จบแบบนี้เนี่ยนะ”
ฉันไม่อยากจะเชื่อ ไม่อยากยอมรับความจริง
แต่ไม่ว่าจะเลื่อนหน้าจอลงไปเท่าไหร่ คำว่า ‘จบบริบูรณ์’ สองคำนั้นก็ไม่หายไปไหน และปุ่มไปยังตอนต่อไปก็ไม่ปรากฏขึ้นมา
“ปล่อยให้โลกมันล่มสลายแล้วทุกคนก็ตายกันหมดเนี่ยนะ นี่มันใช่ตอนจบที่ไหนกัน แล้วไหนว่าชนะแล้วไม่ใช่เหรอทำไมอยู่ดีๆ ถึง
จบอิหรอบนี้กันเล่า! ”
นิยายแฟนตาซีเรื่อง <จงหยุดยั้งวันสิ้นโลก> ที่ฉันเฝ้ารออ่านตอนใหม่ทุกวันมาตลอดสามปี ไม่สมควรที่จะจบลงแบบแบดเอนด์สุดห่วยเช่นนี้
ตัวละครหลักและตัวละครรอบข้างต่างก็มีฐานแฟนคลับมหาศาล แต่กลับถูกฆ่าตายเรียบ แล้วทิ้งท้ายด้วยประโยคไร้ความรับผิดชอบแค่ว่า ‘ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ไม่อาจหยุดยั้งวันสิ้นโลกได้’ เนี่ยนะ
ความว่างเปล่าจางหายไป ความโกรธแค้นถาโถมเข้ามาแทนที่
“ไอ้คนเขียนเวรเอ๊ย แม่จะฆ่ามันให้สิ้นซากไปเลย”
และก็เป็นไปตามคาด ช่องความคิดเห็นก็ระเบิดเป็นจุณไปแล้ว
[ รักฮานิที่สุด : หา?? นี่จบแล้วเหรอ? ]
[ เซจงมักตลอดไป : ถ้ามีสามัญสำนึกก็คืนเงินมาเลยนะ ]
[ เห็นเรื่องห่วยแล้วอยากจะ : เห่าโฮ่งๆๆๆไอ้หมาบ้าโฮ่งๆ!! ]
มีตั้งแต่คนที่ร้องโอดครวญว่ามันจะจบแบบห่วยแตกพรรค์นี้ไม่ได้
[ แต่ว่าเขาเริ่มก่อนนะ : ที่อยู่อีเมลของสำนักพิมพ์เซจงมัก -> [email protected] ]
ไปจนถึงคนที่แชร์อีเมลของสำนักพิมพ์เพื่อเรียกร้องให้ทุกคนไปประท้วงด้วยกัน
อย่าหาว่าฉันอินเกินไปหน่อยเลย นี่มันไม่ใชแค่แค่นิยาย
ตลอดทั้งเรื่อง คนเขียนทารุณกรรมตัวละครหลักมาอย่างแสนสาหัส
ตอนแรกก็เปิดตัว ‘คังฮัน’ พระเอกของเรื่อง ให้เป็นหัวหน้ากิลด์ของ ‘กิลด์คุณธรรม’ หนึ่งในห้ากิลด์ใหญ่ของเกาหลีที่ตอนนี้ตกต่ำจนแทบไม่เหลือซาก ทำเอาคนอ่านแทบอกแตกตาย ต่อมายังสร้างปรากฏการณ์ ‘บ้าคลั่ง’ ที่เกิดจากการเสพติด ‘ความมืดมิด’ ที่รั่วไหลออกมาจากเกต แล้วหันมาฆ่าเหล่าฮันเตอร์ที่ผู้อ่านรักและผูกพันไปทีละคนๆ
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องแบบนั้น ช่องความคิดเห็นก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านที่กำลังจัดงานศพ
แต่ถึงอย่างนั้น นักอ่านจำนวนมากก็ยังคงติดตามเรื่องนี้มาจนถึงที่สุด เพราะพวกเขาอยากเห็นเหล่าตัวละครที่รอดชีวิตจากโลกที่ไร้ซึ่งความฝันและความหวังนี้ได้มีความสุขในตอนท้ายให้จงได้
“แล้วเป็นไงล่ะ สาดโคลนใส่กันแบบนี้เนี่ยนะ”
ฮู่วว ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง แล้วเริ่มพิมพ์ความคิดเห็นด้วยใบหน้าที่สงบลงกว่าเดิม
[ ฉันนี่แหละนางเอก : ไม่สิ... คุณนักเขียนคะ... ตอนแรกเนื้อเรื่องของเซจงมักมันคือการที่ตัวเอกต่อสู้เพื่อยับยั้งวันสิ้นโลกไม่ใช่เหรอคะ?? ถ้างั้นก็ควรจะทิ้งพล็อตเรื่องการเสพติดความมืดมิดนั่นบ้าคลั่งฆ่าไม่เลือกแบบนั้นไปซะ หรือไม่ก็มอบพลังให้พวกเขาสามารถป้องกันความมืดมิดที่รั่วไหลออกมาจากเกตได้สิ!! ขอบคุณสำหรับตอนจบแบบตั๋วเที่ยวเดียวสู่ขุมนรกนะคะ^^ มีแต่พวกตัวละครที่ต้องทนทุกข์ทรมาน คนเขียนนี่มัน... บอกตรงๆ ว่านี่มันเป็นเพราะความสามารถไม่ถึงของคนเขียนล้วนๆ.... ]
จริงอยู่ที่ระหว่างพิมพ์ก็มีอารมณ์ขึ้นไปบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรผิดสักหน่อย
เมื่อกดปุ่มส่ง ความคิดเห็นของฉันก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น... แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้น
มันถูกความโกรธเกรี้ยวของนักอ่านคนอื่นๆ ดันให้เลื่อนถอยหลังไปจนหายลับไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ ทำแบบนี้ไปจะมีประโยชน์อะไร ปวดนิ้วเปล่าๆ”
พอได้ระบายความอัดอั้นตันใจผ่านความคิดเห็นไปแล้ว คราวนี้ความอ่อนล้าสุดขีดก็ถาโถมเข้ามาแทนที่
ฉันทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วนอนมองเพดานอย่างเหม่อลอย
ภาพความจริงที่ฉันพยายามเมินเฉยมาตลอดขณะที่อ่าน <เซจงมัก> ก็เริ่มผุดขึ้นมาทีละอย่างสองอย่าง
ฉันเปิดโทรศัพท์อีกครั้ง เข้าแอปธนาคาร แล้วยอดเงินอันน้อยนิดก็ทักทายฉัน
“พอจ่ายค่าเช่ากับค่าน้ำค่าไฟเดือนหน้าก็ไม่เหลืออะไรแล้วสินะ”
ถึงจะทำงานพิเศษทุกเดือน แต่ถ้าอยากจะเก็บเงินให้ได้สักก้อนเล็กๆ ก็ต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียรสุดๆ แต่ชีวิตที่แสนลำบากนี้ก็ไม่มีทั้งครอบครัวหรือเพื่อนให้ระบาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันยอมจ่ายเงินหลายหมื่นวอนทุกเดือน ซึ่งถือเป็นเงินก้อนโตสำหรับฉัน เพื่ออ่าน <เซจงมัก>
“แล้วทีนี้จะอยู่ไปเพื่ออะไรล่ะเนี่ย”
ฉันขยี้ตาพลางพึมพำ
เพิ่งกลับมาจากทำงานพิเศษยังไม่ได้อาบน้ำเลยด้วยซ้ำ แต่จู่ๆ ความง่วงก็ถาโถมเข้ามา
วันนี้งานยุ่งนิดหน่อยก็จริง แต่ก็ไม่น่าจะเหนื่อยขนาดนี้
หรือว่าตอนจบของ <เซจงมัก> มันจะกระทบกระเทือนจิตใจฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ
ทั้งหมดนี่เป็นเพราะไอ้คนเขียนบ้านั่นคนเดียว
ฉันพยายามฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้ง เปิดแอปนิยายออนไลน์ขึ้นมาอีกครั้ง
จ้องมองหน้าจอที่ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธของเหล่านักอ่านและคำว่า ‘จบบริบูรณ์’ อย่างเหม่อลอย
“กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ คนเขียน กลับมาบอกว่าจริงๆ แล้วมันเป็นแนววนลูปไม่รู้จบแล้วเปิดตัวซีซั่น 2 ซะสิ... หาววว... ถ้าทำแบบนั้นฉันจะแกล้งทำเป็นไม่เคยเห็นตอนนี้ก็ได้...”
ในที่สุด หน้าจอโทรศัพท์ที่กำไว้ในมือก็ดับลง พร้อมกับที่ฉันยอมแพ้ต่อเปลือกตาอันหนักอึ้งแล้วผล็อยหลับไป
* * *
ปี๊บ— อี๊ด— ปี๊บ—!
“อ๊ะ! ตกใจหมดเลย!”
เสียงเตือนภัยที่ดังลั่นทำให้ฉันสะดุ้งตื่น
“โธ่เว้ย ปิดแจ้งเตือนภัยพิบัติไปตั้งนานแล้วนะเนี่ย! ...นี่มันอะไรกัน”
ข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉิน
[ศูนย์บัญชาการคาดการณ์เกต]
เกตระดับ D จะเปิดในอีก 10 นาที บริเวณใกล้เคียง (เขตมาโพ แขวงยอนนัม กรุงโซล)
กิลด์ไททันกำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ
ประชาชนในพื้นที่โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการ
ข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัตินี้มันดูแปลกๆ
ฉันขยี้ตาแล้วมองอีกครั้ง แต่มันก็ยังคงแปลกอยู่ดี
“แล้วนี่มันอะไรอีกเนี่ย”
ในมือซ้ายของฉันมีบางอย่างกำอยู่
มันคือกระดาษที่ดูเหมือนใบเสร็จเล็กๆ ซึ่งถูกกำไว้แน่นจนยับยู่ยี่ไปหมด
“เมกะ... ล็อตโต้?”
อะไรวะ
นี่ฉันเมาแล้วไปซื้อลอตเตอรี่มาอีกแล้วเหรอ
แล้วสภาพห้องของฉันก็ดูแปลกไป
“ที่นี่... ที่นี่มันโรงพยาบาลนี่?”
สายน้ำเกลือที่ต่ออยู่กับแขนข้างหนึ่งของฉัน การตกแต่งภายในที่เน้นโทนสีขาว และชุดผู้ป่วยที่สวมอยู่
โรงพยาบาลแน่ๆ
“แล้วทำไมฉันถึงมานอนโรงพยาบาลได้ล่ะ”
ฉันจำได้แม่นว่าตัวเองหลับไปบนเตียงในห้องเช่าเก่าๆ ของตัวเอง แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมากลับกลายเป็นห้องผู้ป่วย
มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นระหว่างที่ฉันหลับไปกันแน่
นี่มันไม่ใช่พล็อตเรื่องที่ตื่นมาแล้วเจอเพดานที่ไม่คุ้นเคยอะไรทำนองนั้นใช่ไหม
“ปกติแล้ว พล็อตทะลุมิติมันก็เริ่มแบบนี้แหละ”
ทะลุมิติเหรอ ไร้สาระสิ้นดี ฉันเผลอหัวเราะเยาะออกมาทั้งที่ยังสับสนอยู่
ก็สมควรแล้วที่จะคิดเรื่องไร้สาระแบบนั้น ลืมตาตื่นขึ้นมา แทนที่จะเป็นห้องเช่าเก่าๆ ที่หลับไป กลับกลายเป็นห้องพักผู้ป่วยที่หรูหราขนาดนี้…
“ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่านี่มันห้องพิเศษนี่หว่า!”
ชิบหายแล้ว
น่าจะรู้ตัวตั้งแต่ตอนที่รู้สึกว่าเตียงโรงพยาบาลมันนุ่มสบายขนาดนี้แล้ว!
เหงื่อเย็นที่ไม่เคยไหลแม้แต่ตอนที่ฟื้นขึ้นมาในที่ที่ไม่คุ้นเคย ตอนนี้กลับไหลอาบแผ่นหลัง ถึงจะไม่เคยป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ฉันก็พอจะรู้ว่าห้องดีๆ แบบนี้ราคาประมาณเท่าไหร่
ต่อให้เทเงินในบัญชีทั้งหมดที่มี ก็คงจ่ายค่าห้องที่นี่แค่วันเดียวยังไม่ได้เลย!
ขอห้องพักรวม 6 เตียงให้ฉันที!
ฉันคิดว่าจะเรียกบุคลากรทางการแพทย์ทันที จึงเอื้อมมือไปที่ปุ่มเรียกซึ่งอยู่ตรงหัวเตียง
“อ้าว คุณนายอจู ฟื้นแล้วเหรอครับ”
ประตูห้องผู้ป่วยเลื่อนเปิดออก พร้อมกับแพทย์ในชุดกาวน์สีขาวที่กล่าวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ขอห้องพักรวม 6 เตียงค่ะ... ไม่สิ ที่นี่ที่ไหนคะ” ความในใจที่อยากจะย้ายห้องโพล่งออกไป แต่ฉันก็พยายามดึงสติแล้วถามคำถามที่สำคัญที่สุดออกไปก่อน
“โรงพยาบาลผู้ปลุกพลังแห่งชาติครับ คุณจำเรื่องราวก่อนที่จะหมดสติไปไม่ได้เหรอครับ”
“คะ? ที่ไหนนะคะ”
“โรงพยาบาลผู้ปลุกพลังครับ ที่อยู่ในเขตซอแดมุน อืมม ตอนที่คุณล้มหัวน่าจะกระแทกไปหน่อย...”
“โรงพยาบาลผู้ปลุกพลังแห่งชาติที่อยู่ในเขตซอแดมุน?”
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
ฉันเลิกสนใจปุ่มเรียกแล้วรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาทันที
ข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉิน
[ศูนย์บัญชาการคาดการณ์เกต]
เกตระดับ D จะเปิดในอีก 10 นาที บริเวณใกล้เคียง (เขตมาโพ แขวงยอนนัม กรุงโซล)
กิลด์ไททันกำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ
ประชาชนในพื้นที่โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการ
มันยังอยู่ ไม่ได้ตาฝาดไปตอนงัวเงีย
ข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติจาก ‘ศูนย์บัญชาการคาดการณ์เกต’
และโรงพยาบาลผู้ปลุกพลังแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตซอแดมุน
แค่สองอย่างนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันเข้าใจได้แล้ว
ที่นี่คือประเทศเกาหลีในนิยายเรื่อง <จงหยุดยั้งวันสิ้นโลก> ที่ฉันอ่าน
...ดูเหมือนว่าฉันจะโดนลำแสงแห่งกรรมตามสนองเข้าให้แล้วสินะ... ไอ้พล็อตเรื่องซ้ำซากที่ด่านักเขียนแล้วต้องทะลุมิติเข้ามาในนิยายของเขาน่ะ