บทที่ 7

“สภาพน่าสังเวช... ไม่เคยเห็นใครน่าสังเวชเท่านี้มาก่อน” ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย คังฮันกลับนั่งอยู่เพียงลำพัง

เมื่อดูจากสายตาที่เหลือบมองเขาเป็นครั้งคราว ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้ว่าคังฮันคือใคร

แต่กลับไม่มีใครเข้าใกล้เขาราวกับว่ามีพลังงานชั่วร้ายแผ่ออกมาจากรอบตัวเขา

และที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่านั้นคือ คังฮันเองก็ดูจะคุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้ เขานั่งจ้องมองกองไฟนิ่ง

ไม่สิ อันที่จริงแล้ว เขาคงกำลังมองหน้าต่างสถานะของตัวเองอยู่

เพราะคังฮันก็เหมือนกับฉัน เป็นคนที่สามารถมองเห็นหน้าต่างสถานะของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องจักร

“ต่อให้มองไปแล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้”

สกิลสำคัญทั้งหมดก็ถูกจำกัดการใช้งาน คงเหลือไว้แค่หน้าต่างสถานะที่บอกว่าระดับ S เท่านั้น

แต่การจ้องมองหน้าต่างสถานะของตัวเองอย่างเหม่อลอยในสภาพที่ต้องทนทุกข์กับความรู้สึกไร้พลังอย่างแสนสาหัส คือนิสัยของคังฮันในช่วงต้นของนิยาย

ฉันค่อยๆ เดินไปยังที่ที่คังฮันนั่งอยู่

ยิ่งระยะทางลดลงเท่าไหร่ สายตาที่จับจ้องมาที่ฉันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

“เฮ้อ เหนื่อยจัง”

ฉันแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขา ไม่แม้แต่จะชายตามองไปทางคังฮัน แล้วเลือกนั่งลงในจุดที่ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป

โชคดีที่คังฮันเพียงแค่เหลือบมองฉันเหมือนเป็นการยืนยันตัวตนเท่านั้น ไม่ได้ลุกหนีหรือย้ายที่ไปไหน

“ผู้หญิงคนนั้น เป็นพวกเดียวกับคังฮันเหรอ”

...

“ไม่เคยเห็นหน้าเลยแฮะ”

“ไม่ใช่สมาชิกใหม่ของกิลด์คุณธรรมรึไง”

“จะบ้าเหรอ ใครมันจะโง่เดินเข้าไปหากลุ่มคนไร้อนาคตแบบนั้นกัน” ได้ยินหมดนั่นแหละค่ะคุณ

ฉันเพิ่งจะตระหนักได้ว่าคังฮันกลายเป็นกระโถนท้องพระโรงให้คนในโลกนี้ด่าทอมากแค่ไหน

แต่ไม่ว่าคนรอบข้างจะพูดอะไรก็ตาม

ฉันแสร้งทำเป็นผิงไฟพลางลอบสังเกตคังฮันอย่างแนบเนียน

‘คราวก่อนก็คิดนะ แต่หล่อจริงๆ นั่นแหละ’

เหล่าผู้ปลุกพลัง โดยเฉพาะฮันเตอร์ระดับสูง หน้าตาจะเปลี่ยนไปหลังจากปลุกพลัง

บางคนสีตาและสีผมเปลี่ยนไปตามสายพลังที่ได้รับ บางคนก็ตัวสูงขึ้นและมีกล้ามเนื้อมากขึ้น

ในบรรดาคนเหล่านั้น คังฮันเป็นประเภทที่สีของนัยน์ตาและเส้นผมเปลี่ยนไป

เดิมทีเขาเคยเป็นทหารมาก่อนจึงทั้งสูงและหุ่นดีอยู่แล้ว พอมีผมสีน้ำตาลกับตาสีเขียวเพิ่มเข้ามา ก็ยากที่จะละสายตาไปได้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างจากซามายอง

แค่การนั่งผิงไฟกองเล็กๆ ในลานกว้างเท่านั้น

คังฮันในชุดรองเท้าคอมแบทเปื้อนฝุ่นและชุดรบเก่าๆ กลับให้ความรู้สึกเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ผุพังกลวงโบ๋อยู่ข้างใน

นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนได้แต่ลอบมองและนินทาเขาจากระยะไกล แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรกับเขาตรงๆ

เอาล่ะ ทีนี้มาลองดูกันหน่อยดีกว่า

ฉันแกล้งยื่นมือเข้าไปใกล้กองไฟอีกนิด พลางเอ่ยขึ้นในใจ

‘หน้าต่างสถานะ’

คังฮัน [S] สาย: เติบโต

  1. กระแสไฟฟ้า (S) - ปิดการใช้งาน
  2. หอกจู่โจม (S) - ปิดการใช้งาน
  3. โอกาสโต้กลับ (A)
  4. [ว่าง]
  5. [ว่าง]

สัตว์อสูรสลัก – แบคยอง สถานะผิดปกติ – ค่าพิษพลังมืด 83% ไอเทมที่สวมใส่ – ดาบธรรมดาและเก่า (D)

สภาพในหน้าต่างสถานะนี่มันย่ำแย่สิ้นดี

เป็นถึงหัวหน้ากิลด์แท้ๆ แต่ไอเทมที่มีกลับเป็นแค่ดาบแรงค์ D

อาการติดพิษก็รุนแรง แถมสกิลหลักสองสกิลก็ยังอยู่ในสถานะปิดการใช้งาน

‘สภาพแบบนี้ไงถึงได้ถูกปรามาสว่าไม่ใช่แรงค์ S’

ฉันเดาะลิ้นเบาๆ

‘ปัญหาคือฉันจะเปิดใช้งานสกิลพวกนั้นให้เขาได้รึเปล่านี่สิ’

นี่คือเหตุผลที่ฉันไม่ได้เข้าไปหาคังฮันที่หลุมหลบภัย

ก่อนอื่นฉันต้องลงทะเบียนเป็นผู้ปลุกพลังให้เรียบร้อย และต้องเข้าไปแทรกแซงในตอน ‘โศกนาฏกรรมเหมืองถล่ม’ ที่เคยปรากฏใน <จงหยุดยั้งวันสิ้นโลก> เพื่อยืนยันว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องเดิมได้หรือไม่

บางทีเปลือกที่ตามเนื้อเรื่องเดิมกว่าจะแตกก็ต้องใช้เวลาอีกนาน อาจจะถูกทุบให้แตกเร็วขึ้นด้วยค้อนของฉันก็ได้

‘เอาเป็นว่าวิธีที่จะทุบมันน่ะ คิดไว้แล้วล่ะ’ ขณะที่ฉันกำลังยืนผิงไฟพลางใช้ความคิดอยู่นั้นเอง

โครม

ถังเหล็กขนาดใหญ่ที่ใช้ก่อไฟสั่นไหวเล็กน้อย

เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ดูเหมือนว่าคังฮันจะเป็นคนโยนท่อนฟืนขนาดใหญ่เพิ่มเข้าไป

...

เปลวไฟลุกโชนขึ้น เผาผลาญท่อนฟืนใหม่ที่ถูกโยนเข้าไป

‘ทำเพื่อฉันเหรอ’

ถ้าเป็นแรงค์ S จริงๆ ก็จะไม่รู้สึกหนาวแล้ว

ฉันเหลือบมองเขาอีกครั้ง แต่คังฮันก็ยังคงจ้องมองแต่กองไฟ

‘เอาน่า เขาคงแค่ไม่ชอบขนาดของกองไฟล่ะมั้ง’ ฉันยักไหล่แล้วนั่งฆ่าเวลาต่อไป

ไม่นานนัก รถตู้และรถบัสคันใหญ่ก็เริ่มทยอยเข้ามาในลานกว้าง

เหล่าผู้ปลุกพลังที่นัดแนะกันไว้ล่วงหน้าก็ขึ้นรถที่มารับ ส่วนบางคนก็ยกมือสมัครงานกับพนักงานของบริษัทจัดหางานที่มารับสมัครคนทันที

ดูเหมือนคังฮันจะเป็นพวกแรก เพราะเขาลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีที่รถตู้สีเทาคันหนึ่งเข้ามาใกล้

‘ห้ามพลาดเด็ดขาด’

ฉันจะต้องเข้าไปในดันเจี้ยนเดียวกับคังฮันให้ได้

เมื่อฉันเดินตามหลังเขาไปติดๆ ชายวัยกลางคนอายุราว 50 ปีก็ทักทายคังฮัน

“เออ มาแล้วเหรอ รอแป๊บนะ ต้องหาคนเพิ่ม”

แล้วเขาก็ตะโกนเสียงดัง

“หาคนงานเหมืองดันเจี้ยนภูเขามันซู อินชอน ห้าคน!”

ทันใดนั้นก็มีคนมารวมตัวกันสี่คนอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ทุกคนล้วนมีรูปร่างกำยำ

“เอาล่ะ คนสุดท้าย!”

“หนูค่ะ หนูเอง!”

ฉันยกมือขึ้นสุดแขนแล้ววิ่งเข้าไปหาชายคนนั้น

“ดูท่าทางไม่ค่อยเอาไหนเลยนะ”

ชายวัยกลางคนพึมพำพลางมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนประเมินสินค้า

...

“หนูทำได้ค่ะ! ไม่มีงานพาร์ทไทม์ไหนที่ไม่เคยทำ แถมยังแรงดีด้วยนะคะ!”

“หนูเอ๊ย เคยทำงานเหมืองมาก่อนรึเปล่า มันไม่ใช่งานง่ายๆ นะ ขนาดพวกสายเสริมพลังกายยังว่าหนักเลย แล้วพลังปลุกของหนูก็ดูเหมือนจะไม่ใช่สายโจมตีด้วย”

“ก็จริงอยู่ค่ะ แต่ว่า”

“อย่าต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเลย ไปหางานอื่นเถอะ”

แต่ฉันก็ไม่ยอมถอย

“หนูจำเป็นต้องทำงานนี้จริงๆ ค่ะ จะตั้งใจทำงานนะคะ”

“รับเธอไปเถอะครับ”

เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังแทรกขึ้นมา

เป็นคังฮันนั่นเอง

“ผมจะทำงานเพิ่มเองครับ”

แค่ตัวคังฮันคนเดียวก็ทำงานเท่ากับสิบคนอยู่แล้ว พอเขาพูดขึ้นมาแบบนั้น สีหน้าบึ้งตึงของชายวัยกลางคนก็อ่อนลง

“เอ้า ถ้าหัวหน้ากิลด์คังจะช่วยขนาดนั้นก็...”

“หนูจะตั้งใจทำงานค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!”

ฉันรีบโค้งคำนับเหมือนเป็นการตอกย้ำ ชายวัยกลางคนจึงจิ๊ปากหนึ่งทีแล้วหันหลังกลับไปพลางพูดว่า

“อย่ามาขอค่าพลาสเตอร์ยาแก้ปวดทีหลังแล้วกัน”

คำพูดแค่นี้ยังไม่ระคายผิวฉันหรอก

ลุงคนนี้ก็ใจอ่อนเหมือนกันนะเนี่ย

สุดท้ายหลังจากผ่านความวุ่นวายมาได้ ฉันก็ได้ขึ้นรถตู้ และจับพลัดจับผลูนั่งลงข้างๆ คังฮัน

ก่อนอื่นต้องทักทายไว้ก่อน

“ขอบคุณสำหรับเมื่อกี้นะคะ ฉันอยากไปดันเจี้ยนนี้ให้ได้จริงๆ ค่ะ”

“.....”

คังฮันไม่ตอบ

เขาแค่มองฉันแวบหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย แล้วก็หันไปมองนอกหน้าต่าง

...

กว่าจะได้ยินเสียงเขาสักคำนี่ยากเย็นชะมัด แล้วแบบนี้จะไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วยได้ยังไง

ก่อนที่รถจะสตาร์ท ฉันเห็นตัวเลขที่ชัดเจนลอยอยู่เหนือหัวของคังฮัน

(0/3)

“โห หน้าตาเป็นแบบนี้นี่เอง”

หลังจากวิ่งมาได้พักใหญ่จนพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า เราก็มาถึงหน้าดันเจี้ยนภูเขามันซู

เคยแต่อ่านเจอคำว่าเกตในหนังสือ พอมาเจอของจริงกลับใหญ่และดำมืดกว่าที่คิด

เกตก็คือทางเข้าดันเจี้ยนตามชื่อของมัน

เหมือนกับที่เราไม่สามารถมองเห็นอีกฟากของประตูที่ปิดอยู่ได้ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อผ่านเกตนี้เข้าไปแล้วจะไปเจอกับสภาพแวดล้อมแบบไหน

แน่นอนว่าดันเจี้ยนภูเขามันซูที่เคลียร์ไปแล้วคงจะถูกสำรวจจนหมดเปลือกแล้วก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้น การได้แต่มองเกตสีดำสนิทที่กำลังสั่นไหวอยู่ตรงหน้า ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะกลืนประตูหมุนขนาดใหญ่ของตึกสูงๆ ได้สักสองสามบาน ก็ทำให้ฉันขนลุกซู่

“เอาล่ะ ทุกคนก็รู้ใช่ไหมว่าที่นี่เพิ่งเคลียร์ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาจะเปิดทิ้งไว้ถึงแค่อาทิตย์หน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องรีบขุดให้ไว วันนี้เราจะทำงานกันหนักหน่อย อย่าคิดอู้งานล่ะ”

หัวหน้าคนงานที่แนะนำตัวเองในรถว่าชื่อคูกยองอิล พูดจบก็เดินนำเข้าไปในเกตเป็นคนแรก

คังฮันเดินตามเข้าไป และสุดท้ายก็เหลือแค่ฉัน

“ฟู่ว”

ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยืนอยู่หน้าเกต

อย่ามาใจเสาะกับเรื่องแค่นี้สิ นายอจู

...

เงิน 25,000 ล้านวอนที่น่ารักเหมือนกระต่ายน้อยกำลังมองฉันอยู่

ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วยื่นหน้าเข้าไปในเกตที่ดำสนิทราวกับน้ำหมึก

“ทำได้ดีกว่าที่คิดนะเนี่ย”

“ทำแทนได้สองคนสบายๆ เลย” ฉันเห็นด้วยกับคำชมที่ดังมาจากข้างหลัง

ความกังวลในตอนแรกกลายเป็นเรื่องตลกไปเลย เพราะการเหวี่ยงจอบของฉันไม่มีทีท่าว่าจะหยุด



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 7

ตอนถัดไป