บทที่ 8
ดันเจี้ยนแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขามันซู เป็นดันเจี้ยนประเภทถ้ำ
ทันทีที่ผ่านเกตเข้ามา ก็รู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในแกนหินของภูเขาอย่างกะทันหัน
โล่งใจไปทีที่มันไม่ใช่ดันเจี้ยนประเภทป่าดิบชื้นหรือธารน้ำแข็งที่หนาวเหน็บอย่างที่กังวล
ตรงกันข้าม ถึงจะเป็นถ้ำแต่กลับไม่มีความชื้นเลย แถมยังสว่างพอประมาณเหมือนมีใครมาเปิดไฟประดิษฐ์ไว้ให้ ทำให้เป็นสภาพแวดล้อมที่ทำงานได้สะดวก นอกจากฝุ่นดินและเศษหินที่กระเด็นไปมาแล้ว
และเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้การเหวี่ยงจอบของฉันติดเทอร์โบก็คือ...
“หึๆ เงิน เงินทั้งนั้น”
เมื่อขุดผนังดันเจี้ยนที่แข็งแกร่งออกไป บางครั้งก็จะมีมานาสโตนก้อนเล็กๆ กลิ้งออกมา
เนื่องจากเป็นดันเจี้ยนแรงค์ C มันจึงไม่ใช่หินที่มีระดับสูงหรือขนาดใหญ่โตอะไร แต่ถ้าอยู่นอกดันเจี้ยนแล้วล่ะก็ อย่างน้อยก็มีราคาตั้งแต่หลายแสนไปจนถึงหลายล้านวอนเลยทีเดียว
แน่นอนว่าการต้องทุบหินไม่หยุดมันเหนื่อยเอาการ
แต่บางทีอาจเป็นเพราะฉันได้ปลุกพลังเป็นแรงค์ A พลกำลังเลยดีขึ้น ทำให้แรงเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญคือมันถูกกับนิสัยฉันมาก
“เฮ้อ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เจอเรื่องสนุกขนาดนี้รองจากตอนไปขุดมันเทศ” ก้อนนี้ 500,000 วอน ก้อนนี้ 300,000 วอน
ถึงฉันจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวันอยู่แล้ว แต่ก็ได้ยินมาว่ามีค่าคอมมิชชั่นให้ด้วย
นั่นคือเหตุผลที่คังฮันมาทำงานนี้
เพื่อที่จะได้จ่ายดอกเบี้ยหนี้สินหลายหมื่นล้านวอน
เพราะการทำงานเป็นคนงานเหมืองรับค่าจ้างรายวันแบบนี้ เป็นรายได้ที่แน่นอนกว่าการบุกดันเจี้ยนที่มีความเสี่ยงจะล้มเหลว
‘อีกอย่าง ก็ไม่มีใครคิดจะชวนกิลด์คุณธรรมไปร่วมทีมบุกดันเจี้ยนอยู่แล้ว’ ตอนนี้คังฮันก็ยังคงแยกตัวออกไปไกลจากที่ที่ฉันและคนอื่นๆ กำลังทำงานอยู่ เขาเข้าไปขุดดินอยู่ลึกๆ เพียงลำพัง
“พักกินข้าวกันก่อน!”
คุณลุงหัวหน้าคนงานตะโกนเสียงดัง
“ข้าว! ได้เวลากินข้าวแล้ว!”
สมกับที่เป็นหัวหน้าคนงาน เขาหยิบกล่องข้าวสวยๆ ออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่ตามจำนวนคน
พวกเราหาที่นั่งห่างจากจุดทำงานที่เพิ่งขุดกันไปหมาดๆ แล้วนั่งล้อมวงกันเป็นวงกลมโดยธรรมชาติ
ยกเว้นคังฮันอีกตามเคย
“โอ้ สุดยอด ทงคัตสึ” กินข้าวเสร็จแล้วค่อยเดินไปคุยกับเขาก็แล้วกัน
ตอนที่ฉันไม่คิดอะไรมากแล้วอ้าปากงับทงคัตสึคำโตเข้าไปนั่นเอง
ชายคนที่คอยประจบประแจงลุงหัวหน้าคนงานเป็นพิเศษก็เอ่ยขึ้น
“อ้อ จริงสิ ได้ยินเรื่องนั้นรึยังครับ เรื่องที่มีฮีลเลอร์แรงค์ A ปรากฏตัวน่ะ”
“แค่ก!”
เรื่องของฉันมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง
“ผมก็ได้ยินมาเหมือนกันครับ เมื่อวานทั้งคอมมูนิตี้ฮันเตอร์ ทั้งคอมมูนิตี้คนอยากเป็นฮันเตอร์ วุ่นวายกันใหญ่เลย”
มีคอมมูนิตี้สำหรับฮันเตอร์โดยเฉพาะด้วยเหรอเนี่ย?!
“ไม่ใช่แค่ในคอมมูนิตี้นะ ในข่าวก็ออก”
ในข่าวก็ออกด้วยเรอะ?!
“เอ่อ แล้วข่าวว่ายังไงบ้างเหรอคะ”
ฉันรีบเคี้ยวทงคัตสึแล้วกลืนลงคอ ก่อนจะเอ่ยถาม
“ว่าไงนะ... อ้อ เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวเลยเปิดเผยไม่ได้ แต่ว่า...” คุณลุงหัวหน้าคนงานเกาคางที่ปกคลุมไปด้วยหนวดเครารุงรังพลางพูดต่อ
“รู้แค่ว่าเป็นผู้หญิงอายุ 20 กว่าๆ เป็นฮีลเลอร์แรงค์ A แล้วก็เพราะเป็นฮีลเลอร์คนแรกในรอบ 3 ปี เลยวุ่นวายกันใหญ่ ได้ยินว่า 4 กิลด์ใหญ่แสดงความจำนงค์อยากได้ตัวกันหมดเลย”
“แสดงความจำนงค์?”
มิน่าล่ะ เมื่อวานถึงมีเบอร์แปลกๆ โทรเข้ามาแล้วก็ส่งข้อความมาไม่หยุด
ฉันก็นึกว่าเป็นพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เลยบล็อกไปหมดเลย
“ว่าแต่คุณยอจู ทำไมถึงมาทำงานหนักแบบนี้ล่ะ พลังที่ปลุกขึ้นมาคืออะไรเหรอ”
ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับฉันที่นั่งกินข้าวเสียงดังจ๊อบแจ๊บอยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นมาทันที
“ก็... เพราะเงินน่ะค่ะ”
“คุณยอจูก็มีปัญหาเรื่องเงินเหมือนกันสินะ”
จะว่ามีปัญหาก็มีปัญหาอยู่
ปัญหาที่ว่าคือเงินมันเยอะเกินไปจนไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหนดี
นึกว่าจะได้กินข้าวเงียบๆ ซะแล้วเชียว
ชายคนนั้นโน้มตัวมาทางฉัน
“บอกแค่ผมก็ได้นะ ระดับอะไรเหรอ E? F?” ฉันจะไว้ใจอะไรนายถึงต้องบอกแค่นายด้วย
อีกอย่าง การถามระดับคนอื่นโต้งๆ แบบนี้มันได้เหรอ
ในตลาดแรงงานรายวันดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเรื่องระดับกันเท่าไหร่
เพราะในนิยายไม่ได้บรรยายวัฒนธรรมของ <จงหยุดยั้งวันสิ้นโลก> เอาไว้ เลยไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย
ฉันเลยแสร้งทำเป็นตั้งหน้าตั้งตากินข้าวแล้วตอบปัดๆ ไป
“ถ้าระดับสูงๆ ก็คงไปลงทีมบุกดันเจี้ยนกับกิลด์แล้วล่ะค่ะ ก็แค่สายสนับสนุนทั่วไป”
ก็ไม่ได้โกหกนะ
ถ้าจะให้แบ่งประเภท ฮีลเลอร์ก็จัดอยู่ในสายสนับสนุนที่ไม่ใช่สายต่อสู้อยู่แล้ว
แล้วฉันก็รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่เจ้าจ๊อบแจ๊บจะเซ้าซี้ไปมากกว่านี้
“ว่าแต่ทำไมคนนั้นเขาถึงไปกินข้าวคนเดียวล่ะคะ” เป็นคำถามเพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของผู้คน
และก็เป็นไปตามคาด
ทันทีที่ฉันถาม ก็มีบางคนขมวดคิ้วทันที
“ไม่รู้จักคังฮันเหรอ กิลด์คุณธรรมน่ะ”
“อ๋ออ”
ฉันพยักหน้ารับส่งๆ
“ก็เป็นแบบนั้นแหละ คงจะหมายความว่าตัวเองไม่เหมือนกับพวกปลายแถวอย่างพวกเราล่ะมั้ง” คนงานหญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉันพูดพลางเหลือบมองคังฮันอย่างเคืองๆ แล้วทุกคนก็เริ่มพูดสมทบเหมือนรอเวลานี้มานาน
“ถึงจะเป็นแรงค์ S แต่ก็โจมตีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ไม่เห็นจะต่างจากพวกเราตรงไหน”
“ไม่ ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ นะ มอนสเตอร์แรงค์ C ยังฆ่าไม่ได้เลย ทำไมถึงเป็นแรงค์ S ได้วะ แรงค์ D ยังแทบจะไม่รอดเลยมั้ง”
“แล้วยังทำตัวหยิ่งยโสในตำแหน่งหัวหน้ากิลด์อีกนะ ทั้งๆ ที่รวบรวมแต่พวกเหลือเดนที่มีตำหนิจนไปเข้ากิลด์อื่นไม่ได้แท้ๆ”
โห ดูพูดเข้าสิ
คำพูดหยาบคายหลั่งไหลออกมาจนฉันซึ่งเป็นคนเปิดประเด็นยังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
พูดตามตรง ฉันไม่เข้าใจเหตุผลของความรู้สึกเกลียดชังที่รุนแรงของพวกเขาเลย
“ก็แค่หน้าตาก็ระดับ S แล้วไม่ใช่เหรอคะ”
หล่อขนาดนั้นเชียวนะ
แถมอย่างที่บอกไปเมื่อเช้า ต่อให้ไม่ใช่สกิล แต่ความสามารถทางกายภาพของแรงค์ S ก็เหนือจินตนาการ
พูดง่ายๆ ก็คือ...
‘บทสนทนาทั้งหมดในตอนนี้ เขาก็ได้ยินน่ะสิ’
และหลักฐานก็คือ ฉันเห็นคังฮันยกน้ำขึ้นดื่มทันทีที่ฉันพูดจบ
ฉันหรี่ตามองคังฮันแวบหนึ่ง
‘เฮ้อ พ่อคนน่าอึดอัดเอ๊ย’
ฉันรับประกันได้เลยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คังฮันถูกคนอื่นกีดกัน และต้องมานั่งฟังคำนินทาว่าร้ายตัวเองแบบสดๆ
แต่เขาก็ไม่เคยโกรธ และไม่เคยโต้ตอบ
เพราะคนที่เจ็บช้ำกับความไร้พลังของตัวเองมากที่สุดก็คือตัวคังฮันเอง
นั่นคือนิสัยดั้งเดิมของคังฮัน และฉันก็รู้ดีอยู่แล้ว แต่ว่า...
จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ ฉันจึงยกน้ำขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
ทันใดนั้น เจ้าจ๊อบแจ๊บข้างๆ ก็ถามขึ้นมาด้วยสีหน้าดีใจ
“เอ๊ะ คุณยอจู ไม่กินแล้วเหรอ งั้นผมขอนะ”
“ค่ะ เชิญเลย”
เพราะนี่อาจจะเป็นมื้อสุดท้ายของนายในโลกนี้แล้วก็ได้
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากมื้อกลางวันผ่านไป และตารางงานขุดแร่ใกล้จะสิ้นสุดลง
คังฮันที่ทำงานอยู่คนเดียวไกลๆ จู่ๆ ก็ทิ้งงานที่ทำอยู่แล้ววิ่งมาทางพวกเราพลางตะโกน
“หลบไป!”
ด้านหลังของคังฮันที่วิ่งมา มีค้างคาวขนาดเท่าตึก 3 ชั้นกางปีกกว้างบินตามมา
มันคือการปรากฏตัวของมอนสเตอร์ที่ควรจะถูกกำจัดไปทั้งหมดโดยกิลด์ที่บุกดันเจี้ยนภูเขามันซูแล้ว
“อะไรวะนั่น!”
“เชี่ยเอ๊ย มอนสเตอร์โผล่มาได้ไงวะ! ที่นี่ปลอดภัยไม่ใช่เหรอ?!”
“อ๊ากกก! ไม่อยากตาย!”
ท่ามกลางผู้คนที่กำลังแตกตื่น ฉันใช้สกิล ‘รู้แจ้งเห็นจริง’
[ ไจแอนท์ วิงแบต (C) : มอนสเตอร์ประเภทค้างคาว ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในดันเจี้ยนประเภทถ้ำ สายตาเสื่อมถอย แต่การได้ยินเป็นเลิศ ]
“บัดซบ ดันเป็นแรงค์ C ซะด้วย” ดันเจี้ยนภูเขามันซูเป็นดันเจี้ยนระดับความยาก C
นั่นหมายความว่ามอนสเตอร์ที่ชื่อไจแอนท์ วิงแบต ตัวนี้คือบอสของดันเจี้ยนนี้
แถมยังเป็นมอนสเตอร์บินได้อีก
สำหรับพวกเราที่เป็นผู้ปลุกพลังระดับล่างและไม่มีสกิลบินได้ มันคือมอนสเตอร์ที่รับมือได้ยากที่สุด
“ตะ... ต้องหนีรึเปล่า วิ่งหนีก็ได้นี่...!”
“อยากตายรึไง ไม่รู้เหรอว่าถ้าหันหลังให้มอนสเตอร์บินได้แบบนั้นมีแต่ตายกับตาย”
“แล้วจะให้ทำยังไงเล่า!”
ยิ่งเวลาผ่านไป ผู้คนก็ยิ่งเสียสติ และมอนสเตอร์ก็ยิ่งบินเข้ามาใกล้
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ฉันพยายามรักษาความเยือกเย็นแล้วหนี... บ้าที่ไหนล่ะ
‘ให้ตายสิ!’
แรงกดดันจากมอนสเตอร์ตัวเป็นๆ มันหนักหน่วงเกินกว่าที่จินตนาการไว้
ร่างกายแข็งทื่อไปหมดจนแม้แต่จะกะพริบตายังทำไม่ได้
“นั่น... แรงค์ C เหรอ”
ชั่วขณะหนึ่ง ภาพตรงหน้าพลันมืดดับ
ถ้าแรงค์ C ยังขนาดนี้ แล้วมอนสเตอร์แรงค์ A, S ที่ต้องเจอในอนาคตล่ะ
ไม่สิ แล้วเกตที่จะเปิดในวันสิ้นโลกล่ะ
ขาของฉันที่สูญสิ้นความกล้าหาญไปหมดแล้วสั่นระริกทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปีกสีดำสนิทราวกับปีศาจกระพือ
ฉันสูญเสียแม้กระทั่งความสามารถที่จะหนีได้ตามใจชอบ
คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน พวกเขาไร้ทางสู้ต่อหน้ามอนสเตอร์แรงค์ C ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
แทนที่จะรวบรวมพลังเข้าโจมตี พวกเขากลับพร้อมใจกันตะโกนด่าทอคังฮัน
“ทำอะไรสักอย่างสิ!”
“แกเป็นแรงค์ S ไม่ใช่รึไง ไอ้เวรเอ๊ย!” ทุกคนที่นี่ล้วนมีระดับต่ำกว่าแรงค์ C ทั้งนั้น
นั่นหมายความว่าถ้าโดนกรงเล็บของมอนสเตอร์ตัวนั้นข่วนเข้าเพียงครั้งเดียว ก็ได้ไปเฝ้ายมบาลทันที
คังฮันยืนหยัดอยู่เพียงลำพังระหว่างวิงแบตที่เข้ามาใกล้จนประชิดกับผู้คน
แผ่นหลังกว้างของเขาที่หันให้พวกเรานั้น ปรากฏประกายไฟฟ้าเริ่มแลบแปลบปลาบออกมาจากมือทั้งสองข้าง
“เคี๊ยก!”
วิงแบตส่งเสียงร้องแหลมออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายจากคังฮันโดยสัญชาตญาณ
เปรี้ยะ!
กระแสไฟฟ้าสีเหลืองที่แลบแปลบปลาบไหลไปตามแขนของคังฮันที่เส้นเลือดปูดโปน แล้วยิงเข้าใส่ค้างคาว
ทว่าภาพที่ตามมานั้นช่างน่าสิ้นหวัง
หนังสีดำหนาทึบที่ดูแวบเดียวก็รู้ว่าดาบฟันไม่เข้านั้น สะท้อนกระแสไฟฟ้าอันอ่อนแรงของคังฮันกลับออกมา
“คี๊! คี๊ส!”
การโจมตีที่ไม่ได้ผลนั้นยิ่งทำให้มันโกรธเกรี้ยว เสียงกรีดร้องของมันยิ่งโหยหวนมากขึ้น
บางทีมันอาจจะกำลังคิดอยู่ว่าจะฆ่าเหยื่อที่น่ารำคาญพวกนี้อย่างทรมานที่สุดได้อย่างไร วิงแบตที่บินเข้ามาจนเกือบจะถึงตัวก็พลันกางปีกกว้างขึ้นแล้วเริ่มบินวนไปรอบๆ
“ไอ้คนไร้ประโยชน์!”
“ขนาดวิงแบตแรงค์ C ยังจัดการในทีเดียวไม่ได้ จะเป็นแรงค์ S ไปทำไม!”
“เชี่ยเอ๊ย เพราะไอ้เวรนั่น พวกเราถึงต้องตายกันหมด!”
ผู้คนเริ่มสาดคำด่าทอใส่คังฮัน
ว่ากันตามตรงแล้ว คนที่พวกเขาควรจะด่าไม่ใช่คังฮันที่พยายามจะทำอะไรสักอย่าง
แต่ควรจะไปโทษกิลด์ที่เคลียร์ดันเจี้ยนนี้ไม่เรียบร้อยต่างหาก
แต่คังฮันก็ไม่ได้ตำหนิคนเหล่านั้น
“ผมจะพยายามสกัดมันไว้ให้ได้ รีบหนีไปครับ”
เขายังคงยืนหยัดปกป้องอยู่เบื้องหน้าผู้คน พยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้
“รอจังหวะ... รอจังหวะก่อน”
ฉันหลบอยู่หลังคังฮัน พยายามขจัดความกลัวออกไป
หัวใจที่พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มันเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมา
ใน <จงหยุดยั้งวันสิ้นโลก> คนเหล่านี้จะต้องตายทั้งหมด
มันเป็นเหตุการณ์ในช่วงต้นเรื่องที่จะทำให้ชื่อเสียงของคังฮันตกต่ำถึงขีดสุด
แต่ถ้าจะปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ฉันก็คงไม่ถ่อเข้ามาในดันเจี้ยนนี้ด้วยตัวเองหรอก
ตอนนี้ที่เหลือก็แค่เหนี่ยวไกปืนเพื่อเปิดใช้งานสกิลของคังฮันให้ทำงานอย่างเต็มที่
ตอนนั้นเอง
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“อย่า... อย่าโทษกันเลยนะ พวกเราก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน” เป็นเสียงของเจ้าจ๊อบแจ๊บอย่างไม่ต้องสงสัย
“นั่นมันเรื่องบ้า...!” อะไรของแก
แต่ฉันก็พูดไม่ทันจบ
เพราะเจ้าหมอนั่นผลักหลังฉันอย่างแรงจนฉันกระเด็นไปข้างหน้า
ในชั่วพริบตา ฉันก็ล้มลงบนพื้นดันเจี้ยนในสภาพไร้การป้องกัน
และในขณะเดียวกัน นัยน์ตาสีแดงฉานของวิงแบตก็จับจ้องมาที่ฉัน