บทที่ 1
"ช่างน่าอนาถใจนัก"
ดวงตาของฮัวโต๋ทอดมองดวงจันทร์ผ่านช่องลูกกรงขนาดเท่าฝ่ามือ แววตาเต็มไปด้วยความรวดร้าวใจ
"ที่ผ่านมาข้าช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน... แต่สุดท้ายกลับมิอาจรักษาชีวิตของตนเองได้!"
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาในฐานะหมอผู้หนึ่ง ผลลัพธ์ของความดีที่สั่งสมมากลับกลายเป็นการรอวันตายในคุกเช่นนี้หรือ
เหตุที่ฮัวโต๋ต้องถูกจองจำ เป็นเพราะเขาเสนอให้ผ่าศีรษะของโจโฉเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะเรื้อรัง
เพียงแค่ได้ยินคำว่า "ผ่าศีรษะ" โจโฉก็ตัดสินทันทีว่าเขาเป็นมือสังหารที่แฝงตัวมา จึงมีรับสั่งให้จับฮัวโต๋ไปขังคุกและทรมาน
ร่างกายที่ชราภาพใกล้ร้อยปีทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วจากการถูกทรมาน หลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้กินอะไรและกำลังจะสิ้นใจอยู่รอมร่อ
ในฐานะหมอที่เห็นผู้ป่วยใกล้ตายมานับไม่ถ้วน ฮัวโต๋ย่อมรู้ดีว่าอายุขัยของตนเองใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
"เจ้าโจโฉคนเขลาเอ๋ย"
ฮัวโต๋เอ่ยขึ้นขณะมองจันทร์ผ่านช่องลูกกรง
"แม้ข้าจะต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมด้วยน้ำมือของเจ้า... แต่เมื่อข้ามอง ‘โจซง’ บุตรชายของเจ้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขากำลังป่วยด้วยโรคไส้บิดเน่าใน ซึ่งโรคนี้นอกเหนือจากข้าแล้วก็ไม่มีหมอคนใดรักษาได้ ในภายภาคหน้า เจ้าจะต้องทนดูบุตรชายกระอักเลือดตาย และจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต!"
ราวกับคำสาปแช่งของฮัวโต๋ส่งไปถึงโจโฉ พลันดวงจันทร์ก็ถูกบดบังด้วยเมฆหมอก ส่งผลให้ทั้งคุกจมดิ่งสู่ความมืดมิด
เมื่อแม้แต่ท้องฟ้ายังมืดสนิท ฮัวโต๋ก็เลิกมองออกไปนอกลูกกรงและค่อยๆ หลับตาลง
‘หากหลับไปครานี้... คงจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกแล้วสินะ’
ท่ามกลางความตายที่คืบคลานเข้ามา สิ่งหนึ่งที่ยังพอปลอบประโลมใจได้ก็คือ ระหว่างที่ถูกจองจำ เขาได้เขียนตำราแพทย์ที่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตจนเสร็จสมบูรณ์
เขาได้มอบตำราแพทย์หลายเล่มที่เขียนเสร็จแล้วให้แก่ผู้คุม แม้ตัวเขาจะต้องตายจากไป แต่เหล่าหมอที่ได้ศึกษาตำราของเขาก็จะยังคงดูแลผู้ป่วยในโลกนี้ต่อไป
.
.
.
ฮัวโต๋รู้สึกตัวขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เขากัดฟันแน่นและขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด
‘ข้า... ยังไม่ตายอีกหรือ?’
ตอนที่หลับตาลง เขาคิดว่าจะไม่มีวันได้ลืมตาขึ้นมาอีกแล้ว…
ด้วยวิชาการแพทย์ที่สูงส่งจนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘หมอเทวดา’ เขาย่อมรู้สภาพร่างกายของตนเองดีกว่าใคร
‘หรือบางกรณีก็พบเจออยู่บ้าง คนไข้ที่ใกล้ตายบางรายยังสามารถยื้อชีวิตต่อไปได้อีกวันสองวัน แล้วจากนั้นจึงสิ้นลมหายใจ’
ดูเหมือนว่าตัวเขาก็คงจะเป็นเช่นนั้น
ลืมตาขึ้นมาแล้วจะทำอะไรได้?
สุดท้ายก็เป็นได้เพียงนักโทษที่รอวันตาย สู้หลับตาลงรอให้ชีวิตจบสิ้นไปอย่างสงบเสียดีกว่า แต่แล้วอาการปวดศีรษะราวกับจะระเบิดก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ฮัวโต๋ขมวดคิ้วพลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมานวดขมับ
ไหนๆ ก็จะตายแล้ว อย่างน้อยก็ขอตายอย่างทรมานน้อยลงหน่อยเถิด
‘พอใกล้จะตาย ก็นึกถึงตำราที่เคยเห็นสมัยไปศึกษาที่เมืองชีจิ๋วขึ้นมา หากตอนนั้นข้าไม่ได้อ่านตำราแพทย์เหล่านั้น ป่านนี้ก็คงไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นหมอมาจวบจนทุกวันนี้’
ความตกตะลึงเมื่อครั้งแรกที่ได้สัมผัสตำราแพทย์ของชาวตะวันตกยังคงแจ่มชัดในความทรงจำจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
ศาสตร์การผ่าท้องคนเพื่อเย็บลำไส้ที่ฉีกขาด, ผูกเส้นเลือดเพื่อห้ามเลือด, และผ่ากะโหลกเพื่อกำจัดก้อนเนื้อร้ายที่เกาะกุมอยู่
ในช่วงแรกที่เริ่มใช้วิชาแพทย์ จำนวนคนที่ตายด้วยน้ำมือเขามีมากกว่าคนที่รอด แต่เมื่อสั่งสมประสบการณ์และค้นคว้าอย่างไม่หยุดยั้ง ในที่สุดเขาก็สามารถคิดค้น "ยาชาหมาเฟ่ย" ขึ้นมาได้สำเร็จ และนับจากนั้นเป็นต้นมา จำนวนคนที่เขารักษาให้รอดชีวิตก็มีมากกว่าคนที่ตาย และด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนจึงยกย่องเขาเกินจริงถึงขั้นเรียกว่า "หมอเทวดา"
ฮัวโต๋ลองเปิดตำราแพทย์ในความทรงจำราวกับกำลังย้อนรำลึกถึงความหลัง
พรึ่บ
‘เอ๊ะ?’
ทันทีที่เปิดตำรา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ
‘นี่... นี่มันใช่ตำราแพทย์ที่ข้าเคยเห็นที่ชีจิ๋วแน่หรือ?’
ภาพวาดที่ราวกับชำแหละร่างกายมนุษย์ออกเป็นส่วนๆ ถัดจากนั้นคือลูกศรและตัวอักษรแปลกตา
จะมีจิตรกรที่ไหนในโลกสามารถวาดภาพได้คมชัดราวกับนำคนจริงๆ มาผนึกไว้บนหน้ากระดาษเช่นนี้ได้? แล้วตัวอักษรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี่อีกเล่าคืออะไรกัน?
เส้นสายเหล่านี้มิอาจวาดขึ้นได้ด้วยพู่กันจุ่มหมึก และไม่ว่าจะใช้สีย้อมชนิดใดก็ไม่อาจสร้างสีสันที่สมจริงเช่นนี้ได้
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ แม้จะเป็นตัวอักษรแปลกตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด เขากลับสามารถอ่านออกและเข้าใจความหมายของมันได้
ฮัวโต๋รีบพลิกดูหน้าปกของตำรา
สิ่งแรกที่เห็นคือภาพหัวใจมนุษย์ที่วาดไว้อย่างละเอียดลออ ด้านบนมีตัวอักษรแปลกตาเขียนว่า "Essential human anatomy"
‘เอส... เอสเซนเชียล ฮิวแมน อนาโตมี? ตำรากายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ที่ศึกษาโดยการชำแหละร่างกายเป็นส่วนๆ งั้นหรือ?’
เขาหวนนึกถึงตอนที่เห็นตำราของชาวตะวันตกครั้งแรกที่ชีจิ๋ว แต่นี่ไม่ใช่ตำราเล่มเดียวกับที่เขาเคยเห็นอย่างแน่นอน
‘ข้าไม่เคยมีความทรงจำว่าเคยเห็นตำราเช่นนี้ แล้วเหตุใดสิ่งนี้จึงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของข้าได้?’
ขณะที่กำลังขมวดคิ้วสงสัย ในที่สุดเขาก็พลันตระหนักได้ว่า ความทรงจำนี้... หาใช่ของตนไม่ แต่เป็นของผู้อื่น
.
.
.
‘อี... มินโฮ? นี่คือความทรงจำของหมอ... ไม่สิ, ของแพทย์ที่ชื่ออีมินโฮสินะ แต่ทำไมความทรงจำของแพทย์อีมินโฮถึงมาอยู่ในหัวข้าได้?’
เมื่อตั้งสมาธิมากขึ้น เขาก็รับรู้ได้ว่าเจ้าของความทรงจำนี้คือเจ้าของร่างที่เขาอาศัยอยู่ ณ บัดนี้
"เฮือก!"
ทันใดนั้น ฮัวโต๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกับเบิกตาโพลง
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เขารีบสำรวจร่างกายของตนเอง และพบว่านี่ไม่ใช่ร่างชราที่กำลังจะตายจากผลของการทรมาน แต่เป็นร่างของชายหนุ่ม
เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็แปลกตาไม่เคยเห็นมาก่อน เตียงที่นอนอยู่และทิวทัศน์ทั้งหมดในห้องขนาดประมาณห้าพยอง (ประมาณ 16.5 ตารางเมตร) ล้วนดูแปลกใหม่ไปเสียทุกอย่าง
ในสายตาของเขาปรากฏทั้งคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์, โต๊ะหนังสือ, ชั้นวางหนังสือ, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, และเครื่องปรับอากาศ แม้จะเป็นสิ่งของที่ไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง แต่ทันทีที่เห็น เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่ามันคืออะไรและใช้งานอย่างไร
"นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น? หรือว่าข้า... จะเข้ามาอยู่ในร่างของหมอจากต่างโลก?"
เขาเคยเห็นพวกหมอดู คนทรง นักพรต หรือมิโกะทำพิธีเรียกวิญญาณคนตายมาเพื่อปัดเป่าโชคร้ายและทำนายอนาคต
หรือว่าเรื่องเช่นนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวข้า?
"ผู้ใดเรียกข้ามายังร่างของชายหนุ่มผู้นี้!"
ฮัวโต๋ตะโกนถามขึ้นกลางอากาศด้วยความสับสน
"......"
แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด รอบกายก็ยังคงเงียบสงัดราวกับป่าช้า
"หากเรียกข้าผู้หลับใหลอยู่ในนิทรากาลมาแล้วมีธุระ ก็จงรีบกล่าวมา!"
"......"
"หากยังไม่ตอบอีก ข้าจะกลับสู่ห้วงนิทราเสียเดี๋ยวนี้"
เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังไม่มีคำตอบหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ฮัวโต๋จึงล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วหลับตาลง แต่ถึงทำเช่นนั้น ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น
"คงคิดว่าข้าพูดจาเหลวไหลสินะ ข้าจะกลับสู่ห้วงนิทรากาลจริงๆ แล้ว อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน" ฮัวโต๋หลับตาลงและรอต่อไปอีกครู่ใหญ่
อันที่จริง แม้จะพูดว่าจะกลับสู่ห้วงนิทรา แต่เขาก็ไม่รู้วิธีที่จะทำเช่นนั้นเลย เมื่อหลับตาลงเฉยๆ กลับกลายเป็นว่าอาการปวดศีรษะก็ค่อยๆ หายไป และสติสัมปชัญญะก็เริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
‘ถ้าหลับไปตอนนี้ จะเป็นการกลับสู่ห้วงนิทรากาลก่อนหน้านี้หรือเปล่านะ?’
ขณะที่นอนนิ่งๆ อยู่นั้น เขาก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกที่ไม่คุ้นเคยซึ่งร่างนี้อาศัยอยู่ขึ้นมา แต่จะให้ทำตามความประสงค์ของจอมขมังเวทย์ที่เรียกตนมาโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อย่างไร
เขานอนต่อไป แต่ก็ยังคงข่มตาให้หลับไม่ลง ภาพตำราแพทย์ในหัวที่เห็นเมื่อครู่ยังคงปรากฏขึ้นซ้ำๆ
‘อ๊ะ! จริงสิ เมื่อครู่นี้เหมือนจะเห็นตำราที่ว่านั่นเสียบอยู่บนชั้นหนังสือตรงนั้นนี่นา...’
หลังจากนอนนิ่งๆ อยู่ประมาณสิบนาที ในที่สุดฮัวโต๋ก็ทนความสงสัยไม่ไหว เขาจึงลุกจากเตียงและเดินไปหยิบหนังสือที่เห็นแวบแรกขึ้นมาเปิดดู
พรึ่บ
ทันทีที่เปิดดูเนื้อหาข้างใน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
"โอ้! มีตำราเช่นนี้อยู่บนโลกจริงๆ ด้วย! เหตุใดจึงสามารถวาดภาพได้ละเอียดลออถึงเพียงนี้" เมื่อพลิกไปอีกสองสามหน้า ก็เห็นภาพโครงกระดูก, เส้นเลือด, และอวัยวะภายในที่ถูกวาดแยกออกจากกัน และในขณะที่มองดูภาพเหล่านั้น เขาก็เข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่ภาพวาดด้วยมือมนุษย์ แต่เป็นสิ่งที่พิมพ์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของยุคนี้
ซ่าาาา…
ทันใดนั้น ความรู้ของโลกใบนี้... ไม่สิ ความทรงจำของอีมินโฮผู้เป็นเจ้าของร่าง ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก อาการปวดศีรษะที่สงบลงแล้วกลับมาอีกครั้ง ฮัวโต๋โซซัดโซเซจนต้องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
‘อะ... อะไรกัน? เรื่องบ้าอะไรเนี่ย! ต่อให้เป็นคนละโลกกัน แต่กลับมีราชรถขนาดมหึมาที่เหาะเหินบนท้องฟ้า... ไม่สิ เครื่องบิน และยังมีสิ่งที่เรียกว่าโทรศัพท์มือถือที่สามารถพูดคุยกันได้ราวกับอยู่ข้างๆ โดยไม่ว่าระยะทางจะไกลเพียงใดอีกหรือ!’
ไม่ใช่แค่นั้น
คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ดาวเทียม หรือแม้แต่ยานอวกาศที่เคยเดินทางไปถึงดวงจันทร์ โลกที่ประกอบขึ้นจากอารยธรรมทางวิทยาศาสตร์อันน่าทึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัวของเขา
ความสับสนอย่างรุนแรงถาโถมเข้ามาโดยอัตโนมัติ
นี่คือโลกที่แพทย์ซึ่งชื่ออีมินโฮอาศัยอยู่งั้นหรือ?
โลกแบบนี้จะมีอยู่จริงได้อย่างไร? มันช่างแตกต่างกับโลกที่เขาเคยอยู่ ซึ่งผู้คนต้องประทังชีวิตด้วยข้าวต้ม และบ้านเมืองก็ไม่เคยว่างเว้นจากสงครามที่นองเลือด
เมื่อนึกถึงโลกที่ตนเคยอยู่ ความรู้อื่นๆ ก็ถาโถมเข้ามาอีก
โลกที่อีมินโฮอาศัยอยู่ ณ ปัจจุบัน และโลกที่ตนเคยอยู่ในอดีต
"เฮือก! นี่... เป็นไปได้อย่างไร!"
ไม่น่าเชื่อ โลกทั้งสองมิใช่คนละโลกกัน
เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่เขาก็ได้รู้ว่าโลกมิได้แบนราบ แต่กลับกลมดิกและถูกเรียกว่า ‘โลก (Earth)’ ทั้งยังโคจรรอบดวงอาทิตย์อีกด้วย
ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงครามได้ผ่านพ้นไป ราชวงศ์นับไม่ถ้วนก่อกำเนิดและล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้สิ่งที่ไม่เคยจินตนาการถึงกลายเป็นจริงได้ ตลอดระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
‘ข้า... ตายไปนานขนาดนี้แล้วเชียวหรือ!’
ความรู้สึกเหมือนเพิ่งหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาเท่านั้นเอง
น่าประหลาดใจที่ในความทรงจำของอีมินโฮมีบันทึกเกี่ยวกับตัวเขา ผู้เป็นหมอที่ถูกเรียกว่า "ฮัวโต๋" อยู่ด้วย
"ศัลยแพทย์คนแรกของจีนผู้คิดค้นยาชา... เป็นหมอผู้รักษาแขนให้กวนอู และท้ายที่สุดก็ต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของโจโฉ"
แม้จะเป็นเพียงความรู้สั้นๆ แต่การที่คนในอีกหลายพันปีต่อมาซึ่งเดินในเส้นทางสายแพทย์ยังคงรู้จักชื่อของเขา ก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจ และเขาก็รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ การที่ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จนคนรุ่นหลังยังจดจำได้ ดูเหมือนจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตการเป็นหมอที่ผ่านมาของเขาไม่ได้สูญเปล่า
ฮัวโต๋ใช้เวลาอยู่พักใหญ่เพื่อรับเอาความรู้ของอีมินโฮซึ่งมีมากมายมหาศาลจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัด ถึงแม้ตนจะเป็นเพียงวิญญาณที่ตายไปแล้ว และเมื่อช่วงเวลาของการสิงร่างสิ้นสุดลงก็ต้องกลับสู่ห้วงนิทราดังเดิม แต่การได้รับรู้เกี่ยวกับอนาคตอันน่าทึ่งเช่นนี้แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมากแล้ว
‘ว่าแต่... การที่วิญญาณของข้าเข้ามาสิงร่างได้ แสดงว่าชายหนุ่มที่ชื่ออีมินโฮผู้นี้ได้ตายไปแล้ว แต่เหตุใดเขาถึงตายตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้?’
เมื่อค้นดูส่วนท้ายๆ ของความทรงจำอันมหาศาลที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามา เขาก็ได้รู้ว่าอีมินโฮตายได้อย่างไร
"เทเบิลเดธ? ศัลยแพทย์เจ้าของไข้? เรสซิเดนต์? อินเทิร์น? การปัดความรับผิดชอบ? จนกระทั่งทำงานหนักจนตาย? เฮอะ! น่าตลกสิ้นดี โลกเช่นนี้ยังมีคนทำงานหนักจนตายอีกหรือ!"
เขาเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ
เจ้าของร่างที่ชื่ออีมินโฮผู้นี้ เป็นแพทย์ฝึกหัด (อินเทิร์น) ที่กำลังฝึกงานอยู่แผนกศัลยกรรมทรวงอก
ระหว่างที่เข้าเวรดึก เขาได้รับคำสั่งให้ย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังห้องผ่าตัด และเมื่อศัลยแพทย์เจ้าของไข้สวมชุดผ่าตัด ล้างมือฆ่าเชื้อ และเดินเข้ามาในห้องผ่าตัด ผู้ป่วยคนนั้นก็สิ้นใจไปเสียแล้ว
เหล่าแพทย์ประจำบ้าน (เรสซิเดนต์) และแพทย์ฝึกหัดพยายามปั๊มหัวใจและใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าเพื่อทำให้หัวใจที่หยุดเต้นกลับมาทำงานอีกครั้ง แต่วิญญาณที่ออกจากร่างไปแล้วก็ไม่กลับคืนมา ญาติและครอบครัวของผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลช้าไปต่างก็ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของคนในครอบครัวตัวเอง และพยายามหาผู้รับผิดชอบการตายจากแพทย์และโรงพยาบาล
วันต่อมา โรงพยาบาลก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทางการแพทย์ทันที
ศัลยแพทย์เจ้าของไข้แผนกศัลยกรรมทรวงอกซึ่งไม่ต้องการพัวพันกับคดีอ้างว่า แม้ตนจะเป็นผู้ประกาศการเสียชีวิต แต่ผู้ป่วยก็ได้เสียชีวิตไปแล้วก่อนที่จะถูกย้ายมายังห้องผ่าตัด ส่วนแผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉินก็อ้างว่าได้ส่งผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตไปยังห้องผ่าตัด
ในที่สุด ความรับผิดชอบทั้งหมดก็ถูกโยนมาที่แพทย์ฝึกหัดซึ่งเป็นคนย้ายผู้ป่วยจากห้องฉุกเฉินไปยังห้องผ่าตัด
ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย แพทย์ฝึกหัดแทบไม่ถูกมองว่าเป็นหมอด้วยซ้ำ แล้วจะให้แพทย์ฝึกหัดเช่นนั้นรับผิดชอบอะไรได้?
โชคยังดีที่เมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัวของผู้ป่วยที่กำลังโกรธจัดก็ยอมรับการเสียชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รักว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และได้ทำการถอนฟ้องในที่สุด
แต่แม้คดีความจะถูกถอนฟ้องไปแล้ว แต่อีมินโฮ แพทย์ฝึกหัดผู้ย้ายผู้ป่วย ก็ยังคงถูกศัลยแพทย์เจ้าของไข้และเหล่าแพทย์ประจำบ้านกลั่นแกล้งอย่างหนัก และต้องเข้าเวรดึกในห้องไอซียูไม่หยุดหย่อนจนกว่าเรื่องจะเงียบ
อีมินโฮตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างรุนแรง
และหลังจากที่คดีความถูกถอนฟ้อง เขาก็ไม่ได้รับคำขอโทษหรือค่าชดเชยใดๆ หลังเลิกเวร ระหว่างทางกลับบ้าน เขาจึงซื้อโซจูสิบขวดกลับมาที่ห้อง แล้วซดโซจูกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรวดเดียวเกลี้ยง
หลังจากนั้น ความทรงจำทั้งหมดก็ตัดไป
เขาตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้นเอง
"เหอะ! อายุแค่ยี่สิบเจ็ดปี แต่กลับต้องมาตายอย่างไร้สาระเช่นนี้! อัปรีย์สิ้นดี!! "