บทที่ 2
เมื่อสำรวจร่างกายดูอีกครั้ง ก็พบว่าเป็นร่างที่ผอมแห้ง ทั้งยังมีรูปร่างเล็กอีกด้วย
"ต่อให้เครียดหนักหนาสาหัสเพียงใด ชีวิตคนเราก็ใช่ว่าจะดับสูญกันได้ง่ายๆ... ไม่เพียงแต่ขวัญอ่อนเท่านั้น แต่ยังไม่เคยดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเลยสินะ!"
เมื่อลองค้นดูในความทรงจำ ก็ได้เห็นชีวิตที่ผ่านมาของอีมินโฮที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะได้เป็นแพทย์ ตั้งแต่เด็กจนโต เขาเอาแต่คร่ำเคร่งอยู่กับตำราจนแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย มิหนำซ้ำยังกินน้อยอีกด้วย เพราะเชื่อว่าหากกินอิ่มแล้วจะทำให้ง่วงและไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ
อุตส่าห์ดิ้นรนจนได้เป็นแพทย์ฝึกหัด แต่กลับต้องมาเจอเรื่องราวที่เหมือนจะถูกใส่ร้ายป้ายสีจนจิตใจย่ำแย่ แล้วจะให้สภาพจิตใจทนรับได้อย่างไรไหว
"เฮ้อ แม้อารยธรรมทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาถึงขีดสุดจะทำให้โลกดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สันดานของมนุษย์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง... แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับยุคที่ข้าเคยอยู่หรอก"
แม้จะรู้สึกสงสารอีมินโฮ แต่ในอีกใจหนึ่งก็คิดว่าเขาช่างโง่เขลาเสียจริง
หากมันทุกข์ทรมานจนอยากจะตายขนาดนั้น เหตุใดจึงไม่ลาออกไปเสียเล่า?
การหางานอื่นทำที่ไม่ใช่แพทย์ย่อมดีกว่าการเลือกความตาย
'เพราะความตายคือจุดจบของทุกสิ่ง'
ความรู้สึกเหมือนเพิ่งหลับไปแล้วตื่นขึ้นมา แต่กาลเวลากลับล่วงเลยไปหลายพันปี การที่ได้เข้ามาอยู่ในร่างของผู้อื่นเช่นนี้ แสดงว่าวิญญาณมีอยู่จริง แต่ตลอดระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา เขากลับจำอะไรไม่ได้เลย ตัวเขาเองโชคดีที่ถูกใครบางคนเล่นตลกให้ได้มาสิงร่างและมีประสบการณ์เช่นนี้ แต่วิญญาณส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสเช่นนี้เล่า... จะไม่สลายหายไปตลอดกาลหรอกหรือ?
ไม่สิ ต่อให้วิญญาณยังคงดำรงอยู่ แต่หากต้องอยู่ในสภาวะที่ไร้ซึ่งการรับรู้ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้รู้สึกสิ่งใด แล้วมันจะมีความหมายอะไร?
นั่นก็เท่ากับว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้จบสิ้นลงแล้ว
'ว่าแต่... หากการสิงร่างนี้สิ้นสุดลง ข้าจะต้องกลับสู่สภาวะแห่งความตายที่จำอะไรไม่ได้อีกครั้งงั้นหรือ?'
ทันใดนั้น ฮัวโต๋ก็รู้สึกไม่อยากตายขึ้นมา
แต่ครั้นจะให้อยู่ในร่างของผู้อื่นไปตลอดกาลก็ใช่ที่
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยมิได้เต็มใจ หากผู้ที่เรียกตนมาหยุดทำพิธี เขาก็คงต้องกลับสู่ห้วงนิทราดังเดิม
'ในเมื่อสุดท้ายก็ต้องกลับสู่ห้วงนิทรา เช่นนั้นก็ขอซึมซับความทรงจำของชายหนุ่มผู้นี้ให้ได้มากที่สุดเถิด'
แม้ตอนนี้ความทรงจำอันมหาศาลจะยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด แต่เขาก็พยายามเปิดใจรับความทรงจำเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด
ติ๊ด-ติ-รี-รี-รี... ติ-รี-รี-รี-รี... ติ-รี-รี-รี…
ขณะที่กำลังทำเช่นนั้น เสียงเรียกเข้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกประหลาดก็ดังขึ้น
ฮัวโต๋รู้ได้ทันทีว่านี่คือเสียงโทรศัพท์มือถือของอีมินโฮ เจ้าของร่างนี้ เขาจึงหันหน้าไปตามทิศทางของเสียง
"ฮยองซอน?"
ชื่อที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอที่สว่างวาบ
คิมฮยองซอนคือเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังฝึกงานอยู่แผนกศัลยศาสตร์ทรวงอกด้วยกัน
แม้เสียงเรียกเข้าจะดังต่อเนื่อง แต่ฮัวโต๋ก็ไม่ได้กดรับสาย
จากการซึมซับความทรงจำของอีมินโฮ เขารู้วิธีรับโทรศัพท์ แต่คนตายไปแล้วจะรับโทรศัพท์ไปเพื่ออะไรกัน?
ติ๊ด-ติ-รี-รี-รี... ติ-รี-รี-รี-รี... ติ-รี-รี-รี…
แต่เสียงเรียกเข้าที่เพิ่งเงียบไปก็ดังขึ้นอีกครั้งภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที
ฮัวโต๋ลองค้นดูในความทรงจำของอีมินโฮ และพอจะเดาได้ว่าเหตุใดจึงมีคนโทรมาไม่หยุดหย่อน
'คงเป็นเพราะเรสซิเดนต์ที่ชื่อชเวยงซูตามหาเจ้าของร่างนี้อยู่สินะ'
ชเวยงซู แพทย์ประจำบ้านปีสองผู้ถูกขนานนามว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายระเบียบวินัยของแผนก คือคนที่กลั่นแกล้งเขาหนักที่สุดในบรรดาแพทย์ประจำบ้านทั้งหมด คงเป็นเพราะถูกคนผู้นั้นเร่งรัด เพื่อนร่วมรุ่นจึงต้องโทรมาตามทั้งๆ ที่เป็นวันหยุด
ติ๊ด-ติ-รี-รี-รี... ติ-รี-รี-รี-รี... ติ-รี-รี-รี…
เมื่อเสียงเรียกเข้าดังขึ้นเป็นครั้งที่สี่หลังจากที่ตัดสายไปแล้ว ฮัวโต๋ก็ขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้
ดูท่าว่าจะโทรมาไม่หยุดจนกว่าจะรับสาย เสียงเรียกเข้าที่ทั้งคุ้นหูและแปลกใหม่นี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง
'ขนาดร่างกายยังแสดงปฏิกิริยาต่อต้านเสียงเรียกเข้านี่... แสดงว่าเสียงนี่ก็คงเป็นหนึ่งในความเครียดของเขาสินะ'
ยิ่งเสียงเรียกเข้าดังนานเท่าไหร่ ความหงุดหงิดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดฮัวโต๋ก็กดรับสายอย่างหัวเสีย
"ฮัลโหล"
— ไอ้บ้า! ทำไมรับสายช้าอย่างนี้วะ!
ทันทีที่รับสาย เสียงตะคอกก็ดังกระแทกแก้วหู แม้จะยังเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคยนัก แต่เพราะซึมซับความทรงจำมาพอสมควรแล้ว เขาจึงสามารถใช้งานได้อย่างไม่ติดขัด
"ที่รับนี่ไม่ใข่เพราะอยากรับหรอกนะ มีธุระอะไรก็ว่ามา"
— หา, ว่าไงนะ? เพราะแกคนเดียวพวกฉันถึงโดนด่าไปด้วยจนจะบ้าอยู่แล้วนี่ยังจะมาบอกว่าไม่อยากรับสายอีกเหรอ? บ้าไปแล้วรึไง?
"เจ้าจะโดนอะไรมามันก็ไม่ใช่เรื่องของข้า บอกธุระของเจ้ามาสิ"
— เฮอะ! เหลือเชื่อจนพูดไม่ออกเลยว่ะ แกเสียสติไปแล้วรึไง?
"ถ้าไม่พูดธุระข้าจะวางแล้วนะ แล้วต่อไปนี้ก็ไม่ต้องโทรมาอีก เพราะข้าจะไม่รับแล้ว"
— เฮ้ย, ไอ้เวรนี่! คิดจะแหกคอกแล้วจะลากฉันซวยไปด้วยรึไ…
ติ๊ด
ฮัวโต๋ขมวดคิ้วพลางกดตัดสายทิ้งทันที
หลังจากวางสาย เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ระหว่างที่คุยโทรศัพท์ เขานึกวิธีเปลี่ยนเป็นโหมดเงียบและวิธีปิดเครื่องขึ้นมาได้พอดี เขาจึงกดปฏิเสธสายแล้วเปลี่ยนเป็นโหมดเงียบทันที
"หึ่ม…ค่อยเงียบขึ้นหน่อย"
แม้จะเปลี่ยนเป็นโหมดเงียบแล้ว แต่หน้าจอก็ยังคงสว่างวาบขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าคิมฮยองซอนยังคงโทรเข้ามาไม่หยุด แค่เห็นเท่านี้ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกระลอก ฮัวโต๋จึงหยิบโทรศัพท์มือถือยัดไว้ใต้หมอน
เขากลับไปนั่งที่เก้าอี้แล้วหยิบตำราแพทย์ที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาดูอีกครั้ง และพบว่าอีมินโฮได้อ่านตำราเล่มนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายต่อหลายครั้ง
"เหอะ! ช่างเป็นสหายที่น่าทึ่งจริงๆ ขยันหมั่นเพียรศึกษาได้ถึงเพียงนี้เชียว" เพราะได้ซึมซับความทรงจำของอีมินโฮมาแล้ว เพียงแค่กวาดตาอ่านคร่าวๆ เนื้อหาทั้งหมดก็ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบในหัวของเขา และยังสามารถนำไปเปรียบเทียบกับวิธีการรักษาผู้ป่วยของตนเองได้อีกด้วย
"ยิ่งอ่านก็ยิ่งน่าทึ่ง"
วิชาการแพทย์ก้าวหน้าไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าที่ผ่านมามีแพทย์จำนวนมากเพียงใดที่ทุ่มเทค้นคว้าและพยายามเพื่อช่วยชีวิตผู้คน
หลังจากอ่านตำรากายวิภาคศาสตร์จบ เขาก็อ่านตำราเวชศาสตร์ฉุกเฉิน, ศัลยศาสตร์ทั่วไป, และศัลยศาสตร์ทรวงอกต่อ
โลกใบใหม่ของการแพทย์อันกว้างใหญ่และน่าอัศจรรย์ได้เปิดฉากขึ้นตรงหน้าเขา
"เพียงแค่ตัดลำไส้ที่เน่าเสียออกแล้วเย็บกลับเข้าไปใหม่ก็ถูกยกย่องให้เป็นหมอเทวดาแล้ว แต่ในยุคนี้ไม่เพียงแต่เส้นเลือดที่ขาด แต่แม้กระทั่งเส้นประสาทก็ยังสามารถต่อกลับเข้าไปใหม่ได้! ช่างน่าอัศจรรย์ใจโดยแท้!" ฮัวโต๋อุทานด้วยความทึ่งแล้วทึ่งอีก
ระหว่างที่อ่านตำราศัลยศาสตร์ทรวงอก เมื่อมาถึงบทว่าด้วยการปลูกถ่ายหัวใจ เขาก็ตกตะลึงจนลืมหายใจไปชั่วขณะ ขณะที่กำลังอ่านหนังสืออยู่นั้น เขาก็นึกขึ้นได้ว่าสามารถดูวิดีโอหัตถการและการผ่าตัดต่างๆ ได้จากเว็บไซต์สำหรับแพทย์ของโรงพยาบาล นั่นหมายความว่าเขาสามารถดูวิดีโอการผ่าตัดของคนอื่นได้ทันทีหากเปิดคอมพิวเตอร์
ฮัวโต๋รีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วรอให้เครื่องบูต
ครู่ต่อมา เขาก็เข้าสู่เว็บไซต์ของโรงพยาบาลตามที่อยู่ในความทรงจำของอีมินโฮ ล็อกอิน และเริ่มดูวิดีโอ
มีวิดีโอมากมายตั้งแต่การใส่ท่อช่วยหายใจแบบง่ายๆ วิธีการจัดข้อไหล่ที่หลุด การผ่าตัดไส้ติ่ง, และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน สุดท้ายคือวิดีโอการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ
ฮัวโต๋ดูวิดีโอไปพลางทำท่าทางตามแพทย์ที่กำลังทำการผ่าตัดไปพลาง
ฟู่
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฮัวโต๋ขณะที่เขากำลังขยับมือตาม
แม้จะเป็นเพียงวิญญาณที่สิงอยู่ในร่างของผู้อื่น แต่การได้เรียนรู้วิชาการแพทย์และหัตถการใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกอย่างยิ่ง
.
.
.
โครก... คราก…
เขาทำท่าตามวิดีโอไปนานเท่าไหร่แล้วนะ?
ฮัวโต๋ที่มัวแต่จดจ่อจนลืมเวลา หันมาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากท้องของตนเอง
"เอ๊ะ? หิวข้าวรึ? ร่างนี้ตายไปแล้วมิใช่รึ เหตุใดจึงรู้สึกหิวได้?"
เขาลองเพ่งสมาธิเข้าไปในร่างกาย ก็พบว่าลำไส้กำลังบีบตัวและหัวใจก็กำลังเต้นอยู่
"ตายไปแล้วแน่ๆ... หรือเป็นเพราะข้าเข้ามาสิงร่างจึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น?"
พอคิดว่าหิว ความรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้ามา
'เหตุใดจึงหิวถึงเพียงนี้ ปกติเจ้าของร่างนี้ก็ไม่ใช่คนกินจุเสียหน่อย' ฮัวโต๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะหาอะไรกินดี หรือจะทนต่อไปดี เพราะเมื่อการสิงร่างสิ้นสุดลง ร่างนี้ก็จะกลับไปเป็นศพดังเดิม
"ว่าไปแล้ว... อาหารของโลกใบนี้รสชาติจะเป็นเช่นไรหนอ!"
แม้จะอยู่ในสภาพสิงร่าง แต่เขาก็คิดว่าน่าจะสามารถรับรสชาติอาหารได้อย่างเต็มที่
ฮัวโต๋หยุดวิดีโอไว้ชั่วคราวแล้วเดินไปเปิดตู้เย็น
ในนั้นมีน้ำเปล่า ข้าวสวยสำเร็จรูป และกิมจิอยู่
เขาหยิบขวดน้ำเปล่าออกมาก่อน
"นี่คือน้ำที่ผ่านการกรองแล้วนำมาขายสินะ? ในยุคของข้า น้ำไม่สะอาด หากไม่อยากป่วยก็ต้องต้มน้ำดื่มก่อน แต่แบบนี้สามารถดื่มได้เลยสินะ"
เขาเปิดฝาขวดแล้วจรดปากดื่ม น้ำเย็นๆ ไหลเข้าสู่ปากของเขา
ดวงตาของฮัวโต๋เบิกกว้างขึ้นในทันใด
แม้จะรู้ว่าตู้เย็นมีหน้าที่อะไร แต่การได้ดื่มน้ำเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งด้วยตนเองก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
"สุดยอด! ไม่ใช่ฤดูหนาวเสียหน่อย แต่กลับสามารถดื่มน้ำเย็นเช่นนี้ได้! ช่างทำให้รู้สึกสดชื่นเสียจริง!"
แถมน้ำยังรสชาติดีอีกด้วย
ฮัวโต๋เปิดตู้เก็บของที่อยู่เหนือตู้เย็นด้วยแววตาเป็นประกาย
ในนั้นมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทูน่ากระป๋องอยู่
เอื๊อก
เขาเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ในความทรงจำของอีมินโฮ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหนึ่งในอาหารอร่อยที่เขากินแทนข้าวอยู่บ่อยครั้ง
ฮัวโต๋เทน้ำใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งบนเตาแก๊สแล้วเปิดไฟ เมื่อน้ำเริ่มเดือดปุดๆ เขาก็ใส่เครื่องปรุงและเส้นบะหมี่ลงไป เมื่อกลิ่นหอมของบะหมี่ลอยมาแตะจมูก เขาก็ยกช้อนขึ้นมาตักน้ำซุปชิมก่อน
ซู้ด
"แหม! โลกนี้... มีของอร่อยเช่นนี้อยู่ด้วยรึ! ทำอย่างไรจึงสามารถปรุงรสชาติเช่นนี้ออกมาได้?" ระหว่างที่รอให้เส้นบะหมี่สุก ฮัวโต๋ก็ใช้ช้อนตักน้ำซุปขึ้นมาเป่าแล้วดื่มไม่หยุด และเมื่อเส้นสุกได้ที่ เขาก็ใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาลองกินดู
…
"อ้า!"
มันอร่อยเสียจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ที่ผ่านมาเขาเคยกินอาหารประเภทเส้นมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเจอรสชาติที่ทำให้เซลล์รับรสทุกส่วนบนลิ้นตื่นตัว เส้นที่ทั้งเหนียวและนุ่มเด้งเช่นนี้มาก่อน
ซิก…
น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ความซาบซึ้ง ความทึ่ง และความอิจฉาผู้คนในยุคนี้ที่สามารถกินอาหารเช่นนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
รู้สึกเหมือนเพิ่งกินไปไม่กี่คำ แต่เส้นบะหมี่ก็หมดเสียแล้ว
ฮัวโต๋ซดน้ำซุปจนหมดแล้วต้มบะหมี่เพิ่มอีกสี่ซองโดยไม่ลังเลใจ ใจจริงอยากจะต้มบะหมี่ที่เหลือทั้งหมดกินให้หมด แต่หม้อเล็กเกินไปจึงต้มได้แค่สี่ซอง
หลังจากกินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย พุงของเขาก็ป่องออกมาเหมือนลูกอ๊อด แม้อยากจะซดน้ำซุปให้หมด แต่ก็ทำไม่ได้เพราะท้องจะแตกเสียก่อน
"น้ำซุปนี่เอาไว้ดื่มตอนท้องว่างดีกว่า"
ฮัวโต๋วางหม้อที่มีน้ำซุปเหลืออยู่บนเตาแก๊ส ปิดฝา แล้วกลับไปกดเล่นวิดีโอต่อ
"ถึงไหนแล้วนะ... อ้อ ตรงนี้เอง เริ่มดูจากการผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยกล้องส่องผ่านช่องท้อง (Laparoscope) ก็แล้วกัน"
"ไอ้นี่มันบ้าไปแล้วรึไง?"
.
.
.
คิมฮยองซอนมองโทรศัพท์มือถือพลางกัดฟันกรอด
เขาโทรไปสิบกว่าสายและส่งข้อความไปอีกสามข้อความ แต่จนป่านนี้ล่วงเลยมาสองชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีการตอบกลับหรือโทรกลับมาเลย
ปัง
ทันใดนั้น ชเวยงซู แพทย์ประจำบ้าน ก็เปิดประตูห้องพักแพทย์เข้ามาอย่างหัวเสีย
คิมฮยองซอนที่หันไปมองพอดี รีบเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าทันที
"เฮ้ย! คิมฮยองซอน"
"ครับ อาจารย์"
"ไอ้ก้างนั่นยังไม่มาทำงานอีกเหรอ?"
"ผมโทรไปแล้วแต่เขาไม่รับครับ ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ"
"เป็นแค่อินเทิร์น ออกเวรแล้วกลับบ้านไปเลยก็เหลือจะทนแล้ว นี่ยังจะกล้าเมินสายเรียกตัวอีกเหรอ?"
"......"
คิมฮยองซอนก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนสีหน้าที่เหลือเชื่อของตนเอง
อันที่จริง ทำให้เขาต้องเจอเรื่องไม่เป็นธรรมขนาดนั้นแล้วยังบังคับให้เข้าเวรอีก วันนี้ซึ่งเป็นวันหยุดของเขาก็น่าจะปล่อยไปเสียไม่ใช่หรือ?
"จะบ้าตาย! ถึงสมัยนี้จะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้มีการเข้าเวรติดกันเป็นร้อยวันแล้วก็เถอะ แต่ตอนฉันเป็นอินเทิร์นนะ แทบไม่เคยได้กลับบ้านเลยด้วยซ้ำ ต้องกินนอนอยู่ที่ห้องพักแพทย์นี่แหละ"
"......"
"แล้วแกมาทำอะไรอยู่ตรงนี้?"
"ผมยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยว่าจะกินบะหมี่ถ้วยสักหน่อยครับ"
เมื่อคิมฮยองซอนชี้ไปที่บะหมี่ถ้วยที่เพิ่งเทน้ำร้อนลงไป ชเวยงซูก็ยื่นมือไปหยิบบะหมี่ถ้วยนั้นมาไว้ตรงหน้าตนเอง
"ดีเลย ฉันก็กำลังหิวอยู่พอดี ถ้วยนี้ฉันกินเอง ส่วนของแกไปต้มใหม่เอา"
"...ครับ ได้ครับ"
"แล้วก็ตอนพักเที่ยง ออกไปลากคอไอ้ก้างนั่นมาให้ได้"
"หา? ตอนพักเที่ยงเหรอครับ?"
"ทำไม ไม่พอใจ?"
"เปล่าครับ ได้ครับ"
…
ซู้ด... ซู้ด…
ขณะที่ชเวยงซูกำลังคีบบะหมี่เข้าปาก คิมฮยองซอนก็เทน้ำใส่กาต้มน้ำไฟฟ้าแล้วแกะพลาสติกหุ้มบะหมี่ถ้วยใหม่ออก
'เวรเอ๊ย ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้กิน ข้าวเที่ยงก็คงไม่ได้กินดีๆ อีกล่ะมั้ง! '