ฝูงหมาป่ากลับมาแล้ว

แมวป่าลิงซ์ตัวนี้มีน้ำหนักกว่า 25 กิโลกรัม


ซูหลินไม่มีทางกินหมดในมื้อเดียว เขากินไปได้เพียงเจ็ดถึงแปดชั่งก็แน่นท้องแล้ว ไม่สามารถกินต่อได้อีก


แต่เพียงแค่เนื้อลิงซ์เท่านี้ ก็ทำให้เขาได้รับแต้มวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเกือบยี่สิบแต้ม ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่ขยับเข้าใกล้การวิวัฒนาครั้งถัดไป


ส่วนเนื้อกวางเรนเดียร์อาร์กติกที่ถูกทิ้งไว้ทั้งคืน กลับแข็งทื่อราวกับหิน


น้องสาวหมาป่ากัดไม่เข้าซักนิด


เธอพยายามกัดแทะซากกวางอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็แทบไม่ได้เนื้อติดปาก จนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหอนแผ่ว ๆ อย่างน้อยใจ


เห็นดังนั้น ซูหลินได้แต่ลุกขึ้นอย่างจำใจ เขาใช้แรงฉีกซากกวางออกมาเป็นชิ้น ๆ แล้วกัดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนจะคายออกมาโยนให้น้องสาวหมาป่า


ถึงอย่างไร เวลานี้เธอก็ถือเป็นสายเลือดเดียวกับเขา จะให้เขามองดูเธอหิวโหยไปเฉย ๆ คงทำไม่ได้


น้องสาวหมาป่าดีใจจนหูสั่น รีบกินเนื้อที่ซูหลินโยนให้ด้วยความตื่นเต้น


เจ้าหมาป่ากำพร้าที่นั่งมองอยู่ด้านข้าง เห็นแล้วก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ความอิจฉาฉายชัดอยู่เต็มดวงตาของมัน


ส่วนเจ้าหมาป่าสีเทาขาวอีกตัวกลับฉลาดกว่ามาก มันนอนหมอบนิ่ง ๆ ไม่กล้าแสดงท่าที


เมื่อแน่ใจว่าน้องสาวหมาป่าได้กินเนื้ออย่างเพียงพอแล้ว ซูหลินจึงออกไปตรวจตราด้านนอกถ้ำ


พายุหิมะด้านนอกเบาลงไปบ้าง แต่ลมหนาวยังคงแผดกรรโชกราวกับคมมีดกรีดผิว


【สภาพอากาศหนาวจัด สร้างความเสียหายต่อร่างกาย ค่าพลังชีวิต -5!】


【ความหนาวสิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้ร่างกายใช้พละกำลังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โปรดระมัดระวังการสิ้นเปลืองกำลัง】


เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในโสตประสาท ทำให้ซูหลินรีบหันกลับเข้ามาในถ้ำทันที


เมื่อเขากลับมา ก็เห็นเจ้าหมาป่ากำพร้าก็ยังคงซุกซน วิ่งกระโดดไปมาอยู่ใกล้ปากถ้ำ


แต่ไม่นาน ลมกรรโชกรุนแรงก็พัดโถมเข้ามา ร่างเล็ก ๆ ของมันถูกพัดกลิ้งกลับเข้ามาในถ้ำดังตุบ


“อ๋าวว!”


เจ้าตัวเล็กไม่ยอมแพ้ มันพยายามต่อสู้กับลมหนาวอย่างเอาเป็นเอาตาย


ซูหลินเหลือบมองเพียงครู่ ก็ไม่ได้ห้ามอะไรมัน เพราะเข้าใจดีว่าลูกหมาป่าที่เต็มไปด้วยพลังงานย่อมต้องหาทางระบายออกเสมอ


ไม่นานนัก พอเห็นลูกพี่ลูกน้องเริ่มทำหน้าที่คอยระวังภัยแทน เขาก็หามุมเงียบ ๆ หลังก้อนหินบังลมแล้วเอนกายพักผ่อน


ชีวิตหมาป่าที่เพิ่งเกิดใหม่ ไม่ได้หลากหลายสวยงามเหมือนตอนเป็นมนุษย์ วันแล้ววันเล่าผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย ทว่าอย่างน้อยก็ไม่มีภาระหนักหน่วงจากการเรียน การทำงาน หรือเรื่องจุกจิกของครอบครัว มีแต่ความสงบสุขเรียบง่าย

............

เผลอแวบเดียว เวลาก็ผ่านไปถึงเจ็ดวันเต็ม


ตลอดเจ็ดวันนี้ พายุหิมะพัดกระหน่ำเป็นพัก ๆ จนกระทั่งวันนี้เองที่ท้องฟ้าสงบลงอย่างสิ้นเชิง


ภายในถ้ำ เนื้อลิงซ์ที่ซูหลินลากเข้ามาได้ถูกกินจนหมดเรียบร้อยแล้ว เนื้อลิงซ์ตัวเดียวมอบแต้มวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นอีกกว่ายี่สิบแต้ม


เขาสังเกตได้ชัดว่า เนื้อสัตว์นักล่าย่อมให้แต้มวิวัฒนาการสูงกว่าเนื้อสัตว์กินพืชมาก แม้กระทั่งชิ้นท้าย ๆ ของลิงซ์ก็ยังมอบแต้มวิวัฒนาการให้เขาถึง 0.2 หน่วย


ส่วนเนื้อกวางเรนเดียร์ก็เกือบหมดลงไปแล้วเช่นกัน


โดยเฉพาะเจ้าหมาป่ากำพร้า ที่กินเอา ๆ จนแทบเท่าปริมาณที่หมาป่าโตเต็มวัยกินทั้งตัว มันเติบโตเร็วอย่างน่าตกใจ


เวลานี้ ร่างกายของมันใหญ่กว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาเสียอีก


ไม่เพียงแค่นั้น อาจเป็นเพราะอาหารอุดมสมบูรณ์เกินพอ ซูหลินจึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวมัน ขนสีเทาของมันค่อย ๆ เข้มขึ้น กล้ามเนื้อที่เคยบอบบางกลับแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะกรงเล็บที่เหมือนสัตว์ตระกูลแมว สามารถซ่อนอยู่ในขนหนาแล้วดีดออกมาได้อย่างอิสระ


ความทนทาน ความแข็งแรง ความอึด และพลังโจมตี ล้วนเหนือกว่าหมาป่าขนาดเท่ากันทั่วไปอย่างชัดเจน


ตอนนี้แม้แต่หมาป่าลูกพี่ลูกน้องก็ไม่อาจต่อกรกับมันได้อีกแล้ว


ซูหลินหันไปมองร่างของมัน ข้อมูลสถานะก็ผุดขึ้นในสายตาทันที


【เผ่าพันธุ์】: หมาป่าอาร์กติก (สายพันธุ์พิเศษ)


【ระดับ】: 2


【พลังชีวิต】: 265


【ความอดทน】: 27


【พลังการโจมตี】: 28


【การป้องกัน】: 25



【ความเร็ว】: 23


ไม่กี่วันมานี้ ค่าพลังของเจ้าหมาป่ากำพร้า เพิ่มขึ้นมากโข ที่สำคัญยังมีคำว่า “สายพันธุ์พิเศษ” ต่อท้ายด้วย


“หืม...สายพันธุ์พิเศษงั้นหรือ” ซูหลินเพ่งตามองเจ้าตัวเล็ก ดวงตาสีฟ้าใสสะท้อนแววสงสัย


เขาจำได้ดีว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีคำนี้ปรากฏมาก่อน เห็นได้ชัดว่าการได้อาหารเพียงพอทำให้มันปลดปล่อยศักยภาพที่แอบซ่อนอยู่


เจ้าหมาป่ากำพร้าหันมาเห็นซูหลินที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ มันรีบส่งเสียงหอนอ่อน ๆ อย่างนอบน้อม

ในถ้ำแห่งนี้ ซูหลินคือหัวหน้า ต่อให้พ่อหมาป่าและแม่หมาป่ากลับมา เจ้าตัวเล็กก็ยังคงยกให้เขาเป็นเจ้านาย เพราะเขาไม่ลังเลที่จะลงโทษมันเวลาไม่พอใจ แม้เพียงตบเบา ๆ ก็ทำให้มันแทบมึนงงล้มทั้งยืนแล้ว


ในโลกของหมาป่า ผู้แข็งแกร่งย่อมได้รับการยอมรับสูงสุด


และสิ่งที่ทำให้เจ้าตัวเล็กยอมก้มหัวอย่างที่สุด ก็คือการที่อยู่กับซูหลิน มันไม่เคยต้องทนหิวอีกเลย


“อ๋าวว!”


มันส่งเสียงต่ำพลางเลียขนขาซูหลินอย่างประจบ เมื่อเห็นว่าเขายังจ้องมองอยู่ ก็รีบพลิกตัวหงายท้องโชว์ส่วนที่อ่อนแอที่สุดอย่างเชื่อใจ


ท้องคือส่วนที่อ่อนแอที่สุดของหมาป่า การเผยออกมาเช่นนี้คือการมอบความไว้วางใจและความนอบน้อมสูงสุด


ซูหลินส่งเสียงต่ำตอบ ก่อนจะยกอุ้งเท้าตบหัวมันเบา ๆ


แม้มันจะวิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์พิเศษแล้ว แต่ลึก ๆ ก็ยังคงเป็นลูกหมาป่าซุกซนเหมือนเดิม และในอนาคต บางทีพลังที่เพิ่มขึ้นของมันอาจช่วยเขาได้


เขาจึงตัดสินใจรับมันมาเป็นลูกน้องอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งชื่อเรียกให้มัยว่า เสี่ยวฮุย เพราะตอนนี้ขนของมันเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีเทาเข้มทั้งตัว


แน่นอน ชื่อที่เขาตั้ง มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ ส่วนในความคิดของลูกหมาป่า ยังไม่รู้ความหมายของชื่อหรือรหัสเรียกใด ๆ


หลังจากยอมรับเสี่ยวฮุยเป็นลูกน้องแล้ว ซูหลินก็ก้าวออกจากถ้ำ กระโดดขึ้นไปบนโขดหินใหญ่หน้าปากถ้ำ


ขนสีขาวสะอาดของเขาส่องประกายวาววับภายใต้แสงอาทิตย์ที่กลับมาอีกครั้ง หลังเจอพายุหิมะมายาวนาน


เวลานี้ร่างกายของเขามีขนาดเทียบเท่าหมาป่าอาร์กติกโตเต็มวัยแล้ว แต่พลังกลับเหนือกว่ามากนัก


ซูหลินเงยหน้ามองผืนทุ่งน้ำแข็งสีขาวที่กลับมาสงบ รู้สึกได้ว่าพายุหิมะจบสิ้นลงจริง ๆ


“คงถึงเวลาที่พ่อหมาป่าและแม่หมาป่าจะกลับมาแล้ว…” เขาคิดในใจ


ในขณะเดียวกัน ดวงตาคมสีฟ้าอ่อนของเขาก็สะท้อนภาพหมาป่าฝูงหนึ่งที่กำลังเดินเรียงแถวกลับมาอย่างเป็นระเบียบ แต่ละตัวต่างคาบเศษซากอาหารจนเต็มปากเต็มคำ ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นจากขอบฟ้าที่ขาวโพลน


“อู้ววววว”


ซูหลินอดไม่ได้ที่จะเชิดหัวส่งเสียงหอนยาวกังวานออกไป


เสียงนี้ก้องกังวานไปไกล และในทันใด ก็มีเสียงหอนตอบรับดังขึ้นทีละระลอกจากฝูงหมาป่าที่อยู่ไกลออกไป


“อู้ววววว!”


เสียงหอนก้องสะท้อนกันไปมาเหนือทุ่งน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ของดินแดนอาร์กติก


--------------

ตอนก่อน

จบบทที่ ฝูงหมาป่ากลับมาแล้ว

ตอนถัดไป