แสงเหนือแห่งขั้วโลก
หลังจากนั้น ซูหลินก็พาเจ้าเสี่ยวฮุย ออกเดินสำรวจไปทั่วผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ของอาร์กติก แต่ไม่ว่าจะค้นหามากเพียงใดก็ยังคงไม่พบสิ่งใดเลย ภายใต้ความมืดมิดของค่ำคืนยาวนาน ทุกสรรพสิ่งดูราวกับหลับใหลไปพร้อมกัน
ซูหลินหยุดยืนอยู่บนเนินหิมะ กวาดตามองไปรอบด้าน สิ่งที่สะดุดตาก็มีเพียงแสงเหนือที่ส่องวาบเล็ก ๆ อยู่ไกลลิบตรงแนวผืนน้ำแข็ง ส่วนที่เหลือกลับเงียบสงัดไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว
สุดท้าย ซูหลินจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางผืนน้ำแข็ง เพราะพื้นที่ตรงนั้นมักเป็นแหล่งหากินของเหล่าหมีขั้วโลก ผู้อยู่บนสูงสุดของทวีปอาร์กติก ดังนั้นฝูงหมาป่าขั้วโลกจึงไม่ค่อยออกหากินในละแวกนั้นมากนัก ทว่าตามแถบน้ำแข็งยังคงมีสัตว์ทะเลเป็นแหล่งอาหารอยู่พอสมควร
ซูหลินและเสี่ยวฮุยเดินลัดเลาะไปตามผืนหิมะอันเวิ้งว้าง เดินไปได้ไม่นาน เขาที่อยู่บนสันเขาหิมะก็พลันเหลือบเห็นแสงสว่างเล็ก ๆ กระพริบไหวอยู่ไกลออกไป เขาชะงักฝีเท้า ดวงตาสีเขียวเข้มเปล่งประกายเย็นเยียบจับจ้องลงไปจากที่สูง ข้างกายเจ้าเสี่ยวฮุยก็รีบหมอบลง เตรียมพร้อมสำหรับการจู่โจม ทักษะความระแวดระวังและการซ่อนเร้นตัวของมันนั้นพัฒนาขึ้นมากจากการติดตามซูหลินออกล่าครั้งแล้วครั้งเล่า
แสงสว่างที่กะพริบนั้นทำให้เจ้าเสี่ยวฮุยไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใด แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังแสงนั้นคือร่างมหึมายาวสี่ถึงห้าเมตร ทำเอามันอดหวาดหวั่นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ซูหลินกลับนิ่งเฉยไร้ความตื่นตระหนก เพราะเขาจำได้ดีว่านั่นคือ รถออฟโรด คันเดียวกันกับที่เขาเคยพบเมื่อคราวล่าวัวมัสค์นั่นเอง
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่อยู่ในรถคงจะเป็นทีมถ่ายทำที่เพิ่งกลับมาจากการถ่ายภาพแถบน้ำแข็ง กล้าท้าทายความมืดมิดของคืนขั้วโลกเพื่อบันทึกภาพเช่นนี้ ไม่ว่าจะเพื่อทำสารคดีหรือศึกษาพฤติกรรมสิ่งมีชีวิต ก็ล้วนแสดงถึงความทุ่มเท
รถออฟโรดแล่นฝ่าหิมะไปอย่างช้า ๆ ไม่นานก็หายลับไปจากสายตาของซูหลิน คนในรถไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขาเลย เพราะทั้งซูหลินและเจ้าเสี่ยวฮุย ยืนอยู่บนที่สูง แถมยังมีความมืดช่วยพรางตัว
เมื่อรถขับลับไปแล้ว ซูหลินก็ถอนสายตา หันไปส่งเสียงหอนสั้น ๆ เป็นสัญญาณเรียกเจ้าเสี่ยวฮุยให้ลุกขึ้น จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางต่อไปยังผืนน้ำแข็ง
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาถึงจุดหมาย บริเวณนี้แตกต่างจากที่อื่น เพราะท้องฟ้ามิได้มืดมิดไปเสียทั้งหมด หากแต่มีม่านแสงเหนือทอดยาวพาดผ่านฟากฟ้าอย่างงดงาม รูปร่างของแสงเหนือเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุด บางครั้งคล้ายสายริ้วผ้า บางครั้งดั่งเปลวเพลิง บางครั้งก็เหมือนม่านผืนมหึมาที่ทอด้วยแสงหลากสี
บางช่วงเปล่งประกายแวววาวราวแข่งกับดวงดาวและแสงจันทร์ อีกทั้งยังทอดไกลจนถึงเส้นขอบฟ้า คล้ายรุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึง แสงเหนือมีทั้งสีแดง ม่วง เขียว และน้ำเงิน ประสานกันเป็นภาพตระการตา แสงสีแดงเจิดจ้าเหมือนดอกชาเพลิง สีม่วงดูคล้ายผ้าม่านทิพย์ ส่วนแสงสีเขียวก็แผ่รัศมีออกไปได้ไกล ยามลอยพลิ้วแปรเปลี่ยน บางครั้งก็เลือนราง บางครั้งก็สว่างไสว งดงามประหนึ่งผืนผ้าใบที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นเอง
ว่ากันว่าในอดีตมีผู้คนเชื่อว่า แสงเหนือคือประตูสู่สวรรค์ที่เหล่าวิญญาณได้รับการนำทางขึ้นไป
ท่ามกลางความงามของท้องฟ้า ซูหลินใช้ดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องไปยังเบื้องหน้าของผืนน้ำแข็ง และพบเงาตะคุ่มของสัตว์บางอย่าง มันคือฝูงแมวน้ำห้าถึงหกตัวที่กำลังนอนเอกเขนกอยู่ พวกมันไม่ได้มีลูกอ่อนมาด้วย จึงน่าจะเพียงขึ้นฝั่งเพื่อพักผ่อน
ทันทีที่ซูหลินกวาดตามอง ข้อมูลของพวกมันก็ผุดขึ้นในหัว
【เผ่าพันธุ์】: แมวน้ำสีเทา
【ระดับ】: 8
【ค่าพลังชีวิต】: 1523
【ความอดทน】: 91
【พลังการโจมตี】: 63
【การป้องกัน】: 59
【ความเร็ว】: 51
เมื่อประเมินแล้ว ซูหลินก็รู้ว่าฝูงแมวน้ำนี้ไม่แข็งแกร่งเท่าไร ปกติพวกมันจะเพียงล่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในทะเล และแทบไม่มีทักษะการต่อสู้ให้พูดถึง หากเขาจะจัดการก็คงทำได้ไม่ยาก แต่เพราะมันอยู่ใกล้ขอบน้ำแข็งเกินไป หากโจมตีโดยไม่ระวัง แมวน้ำอาจหนีลงทะเลไป และที่สำคัญคือเขาอาจพลัดจะตกน้ำเสียเอง ถึงแม้ปอดของเขาจะผ่านการพัฒนาจากยา จนสามารถกลั้นหายใจได้ห้านาที แต่ซูหลินก็ไม่อยากเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน เจ้าเสี่ยวฮุยซึ่งเพิ่งเคยมาเยือนผืนน้ำแข็งเป็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นมาก มันวิ่งไปมา กระโดดซ้ายทีขวาทีอย่างสนุกสนาน และเมื่อเห็นช่องน้ำแข็งเปิด มันยังเอาลิ้นลองเลียชิมน้ำทะเล แต่ด้วยความเค็มจัดจึงดื่มได้เพียงไม่กี่อึกก็เลิกสนใจ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหมาน้อยกลับตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก เมื่อมองผ่านช่องน้ำแข็งลงไป เห็นปลามากมายว่ายวนอยู่ในน้ำใส มันทนไม่ไหวจึงยกอุ้งเท้าพุ้ยลงไปหวังจะคว้า แต่ก็พลาดทุกครั้งจนต้องส่งเสียงหอนเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด
เสียงหอนนี้ดึงดูดความสนใจของเหล่าแมวน้ำที่อยู่ไม่ไกล พวกมันเพ่งตามองมาด้วยความสงสัย เพราะไม่บ่อยนักที่จะเห็นหมาป่าอาร์กติกปรากฏตัวบนผืนน้ำแข็ง
ซูหลินเองก็ไม่ได้สนใจสายตาของแมวน้ำ เขาเดินมายังช่องน้ำแข็งข้างเจ้าเสี่ยวฮุย มองลงไปเห็นฝูงปลาว่ายวนอยู่ ขณะนั้นเองเขาก็ตัดสินใจลองจับดูบ้าง เขาจ้องปลาที่ว่ายผ่าน แล้วกวาดอุ้งเท้าลงไปทันที กรงเล็บคมกริบเฉือนผ่านน้ำ ก่อให้เกิดคลื่นวนขึ้นมาทันตา
แม้น้ำจะเย็น แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นนุ่มนวลอย่างประหลาด ทว่าความหนืดก็สร้างแรงต้านให้จับปลาได้ยากเช่นกัน ผลก็คือซูหลินคว้าพลาด แต่ก็ยังข่วนโดนหลังปลาจนเลือดกระจายเป็นทาง กลิ่นคาวลอยฟุ้งในน้ำทันที ทำให้ฝูงปลามากมายแห่มาเพิ่ม
เจ้าเสี่ยวฮุยเห็นดังนั้นก็รีบลงมืออีกครั้ง แต่ไม่ว่ามันจะพุ้ยอีกกี่ครั้งก็ยังคว้าไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ มองตาปริบ ๆ
ซูหลินที่เกิดใหม่เป็นหมาป่าก็ยังไม่เคยลิ้มรสปลามาก่อน เขาจึงสนใจอยากลองว่ารสชาติจะเป็นอย่างไรบ้าง จึงส่งสัญญาณให้เจ้าเสี่ยวฮุย หยุดเคลื่อนไหวและตั้งใจเฝ้าระวังแทน ส่วนตัวเขาเองก็จ้องลงไปที่ช่องน้ำแข็งอย่างมีสมาธิ อุ้งเท้าขวาอันแข็งแกร่งเตรียมพร้อมเต็มที่
ในที่สุด ปลาแซลมอนอาร์กติกขนาดราวสี่สิบถึงห้าสิบเซนติเมตร น้ำหนักประมาณเจ็ดถึงแปดกิโล ก็ว่ายตาม กลิ่นเลือดเข้ามาใกล้ ช่องทางไม่เหลืออีกแล้ว ซูหลินจึงฟาดกรงเล็บลงไปสุดแรง กรงเล็บคมแหวกน้ำ ทิ่มทะลุเข้ากลางลำตัวปลาทันที แม้เจ้าปลาจะดิ้นรนสุดชีวิต แต่ด้วยบาดแผลสาหัสก็หมดแรงหลุดจากกรงเล็บไปได้เพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกเขาตวัดซ้ำจนสิ้นฤทธิ์
ในที่สุดซูหลินก็ดึงร่างปลาขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ฝูงแมวน้ำที่มองอยู่ห่าง ๆ แสดงแววตาแปลกใจอย่างยิ่ง พวกมันมีสติปัญญาสูงกว่าหมาป่ามาก และย่อมรู้จักวิถีของธรรมชาติดีกว่าใคร ปกติการที่หมาป่าอาร์กติก จะมาถึงผืนน้ำแข็งเพื่อหากินนั้นก็แทบไม่เคยเกิดขึ้นอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหมาป่าตัวผู้ที่รูปร่างสง่างามเช่นนี้ จะสามารถจับปลาจากช่องน้ำแข็งขึ้นมาได้จริง ๆ
-------------