บทที่ 1 อับจนหนทาง...เงินสักแดงก็ไม่มี
“อย่า...นะ!”
เสียงแหบแห้งเค้นออกมาอย่างยากลำบากจากชายที่นอนอยู่บนเตียง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงไอที่ดังเป็นพักๆ ขาดๆ หายๆ สูงบ้างต่ำบ้าง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ
เด็กสาวที่ร้องไห้ไม่หยุดอยู่ก่อนแล้วรีบโผเข้าหาร่างของชายผู้นั้นทันที โดยไม่แม้แต่จะปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าออก เธอกอดร่างนั้นไว้แล้วร่ำไห้โฮ
“ท่านพ่อ! ท่านอย่าตายนะ อย่าตายนะเจ้าคะ ฮือ...ฮือ...”
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในห้อง เด็กหญิงตัวน้อยอีกคนก็รีบตามเข้ามา เธอตัดสินใจใช้เท้าถีบประตูไม้ที่ทั้งเก่าและบิดเบี้ยวให้เปิดออก บานประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหูขณะแง้มเป็นช่องให้เธอผ่านเข้าไปได้
เธอเหลือบมองพี่สาวที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย และคุณลุงใหญ่ที่ถูกอีกฝ่ายทับอยู่จนแทบจะหายใจไม่ออกและพร้อมจะลาโลกได้ทุกเมื่อ เด็กหญิงถอนหายใจหนักๆ ในใจ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังโต๊ะตัวเดียวในห้อง รินน้ำอย่างรวดเร็ว แล้วประคองถ้วยเดินกลับมาที่ข้างเตียง
“พี่สาว ถ้าท่านยังไม่ลุกขึ้น ท่านลุงจะถูกท่านทับตายอยู่แล้วนะ”
น้ำเสียงของเด็กหญิงวัยสี่ห้าขวบนั้นแหบพร่าอยู่หลายส่วน ปราศจากความสดใสไร้เดียงสา หากแต่แฝงไปด้วยความสุขุมเยือกเย็นที่หาได้ยากในเด็กวัยเดียวกัน
เด็กสาวคนนั้นพลันลนลาน รีบลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรน “ข้า...ข้าไม่ได้...ท่านพ่อ...” น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตาอีกครั้ง
แต่ก็ยังนับว่าพอมีสติอยู่บ้างที่รับถ้วยน้ำไปป้อนให้บิดาพลางสะอื้นไห้ไปด้วย
พอเถอะพี่สาว ท่านช่วยหยุดสร้างความวุ่นวายเสียทีเถอะ...
เด็กหญิงอดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ แต่ก็พูดออกไปไม่ได้ ใครเลยจะรู้ว่าพี่สาวลูกของคุณลุงคนนี้ราวกับเติบโตมาในบ่อจระเข้ก็ไม่ปาน ร้องไห้ได้ทั้งวันทั้งคืน หากไม่ใช่เพราะคุณลุงถูกทำร้ายจนลุกจากเตียงไม่ไหวและต้องการคนดูแลอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ป่านนี้พี่สาวคงเศร้าโศกจนแอบไปหาที่ทางปลิดชีพตัวเองแล้ว
ไม่ใช่ว่าเธอจินตนาการบรรเจิดอะไร แต่ในยุคสมัยที่กดขี่สตรีเช่นนี้ การไปต้องตาพวกนักเลงหัวไม้จนทำให้บิดาแท้ๆ เกือบต้องเสียชีวิตไปด้วยนั้น นอกจากความตายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีทางออกอื่นใดอีก
“เอ้อหยา! เอ้อหยา! ไปรินน้ำให้พ่อหน่อย คอจะไหม้เป็นผุยผงอยู่แล้ว!” จู่ๆ เสียงแหบแห้งราวกับฆ้องแตกของพ่อก็ดังมาจากนอกประตู ฟังดูก็รู้ว่าคงจะกระหายน้ำมากจริงๆ
เด็กหญิงผู้ถูกเรียกว่า ‘เอ้อหยา’ ยอมรับชะตากรรมกับชื่อที่แสนจะเชยสะบัดนี้แต่โดยดี
เธอรินน้ำให้คุณพ่อผู้น่าสงสารของเธออย่างคล่องแคล่วว่องไว ก่อนจะยกออกไปให้ เขายกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วยังเลียริมฝีปาก ดูท่าจะยังไม่พอ แต่ก็มีเหตุผลพอที่จะไม่ขอเพิ่ม
อากาศช่วงนี้ร้อนเกินไป ร้อนอย่างผิดปกติ ลำธารเล็กๆ ข้างหมู่บ้านแห้งขอด ระดับน้ำในบ่อหลายแห่งของหมู่บ้านก็ลดลงไปมาก คนเฒ่าคนแก่บอกว่านี่คือลางบอกเหตุของภัยพิบัติ ทุกครัวเรือนต่างพากันกักตุนน้ำทั้งวันทั้งคืน ตัวเองไม่กล้าดื่ม แต่เอาไปรดในนาจนหมด เมื่อเห็นว่าข้าวสาลีที่ปลูกไว้ในฤดูใบไม้ผลิใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว จะมาพลาดท่าในตอนสุดท้ายไม่ได้เด็ดขาด
“แม่ล่ะ ทำไมยังไม่กลับมา?” เด็กหญิงเอ่ยถามเสียงเบา
“ยังอยู่ที่นาน่ะสิ เฮ้อ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ครอบครัวเราไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนหรือไง ถึงต้องมาใช้ชีวิตลำบากยากแค้นแบบนี้ แม่ของลูกเป็นคนในเมือง ไม่เคยทำนาทำไร่มาก่อนเลยทั้งชีวิต ตอนนี้กลับต้องไปยืนตากแดดเปรี้ยงๆ เกี่ยวข้าว เคียวอันนั้นก็ใช้ยากฉิบหาย แค่ลับคมก็เสียเวลาไปครึ่งค่อนวันแล้ว พ่อกับแม่ออกไปตั้งแต่เช้าจนป่านนี้ ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จแม้แต่หมู่เดียวเลย...”
ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกอยู่กันดีๆ ที่บ้าน จู่ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เปลี่ยนสถานที่เสียแล้ว ลูกสาวบอกว่าพวกเขาเหมือนจะ ‘ทะลุมิติ’ เข้ามา...เอาเถอะ ทะลุก็ทะลุ อย่างน้อยทั้งครอบครัวก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ยอมรับแล้วจะทำอะไรได้? ไม่มีที่จะให้ไปร้องเรียนเสียด้วย
หลังจากได้รับความรู้จากลูกสาวผู้รักการอ่านนิยายออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ ทั้งสามคนก็เริ่มพยายามเค้นความทรงจำ คิดจนหัวแทบระเบิด ก็ยังนึกถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้เลยสักนิด...
จากนั้นก็เป็นการทดลองสารพัดวิธี กรีดนิ้วจนเป็นแผลไปหลายรอย เอาเลือดไปป้ายตามที่ต่างๆ ก็ไม่มีของวิเศษชิ้นไหนแสดงตัวออกมาด้วยการหยดเลือดเลย
ต่อมาลูกสาวก็สอนให้พวกเขาลองตะโกนเรียก: “ระบบ, ท่านระบบ, ระบบสุดที่รัก...”
น่าอายชะมัด
ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม คือไม่ได้อะไรกลับมา...ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ แล้วช่างมันเถอะ
ในยุคโบราณที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนนี้...ก็คงต้องพยายามเอาชีวิตรอดต่อไป
สิ่งเดียวที่พอจะปลอบใจพวกเขาได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องอายุ
จู่ๆ ก็เด็กลงไปยี่สิบปี นอกจากเอ้อหยาที่รู้สึกไม่ชินอย่างรุนแรงแล้ว เขากับภรรยากลับรู้สึกว่า...ก็ไม่เลวเท่าไหร่
โอ้! วัยหนุ่มสาวที่เคยลาลับไม่หวนคืนมันกลับมาแล้ว!
เพียงแต่สภาพแวดล้อมในการเอาชีวิตรอดมันช่างน่าสังเวชไปหน่อย บ้านที่พวกเขาทะลุมิติมานี้ ยากจนข้นแค้นอย่างที่สุด ขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ในบ้านยังมีพี่ชายที่บาดเจ็บนอนซมอยู่อีก หลายวันนี้ต้องวุ่นวายกับการหาหมอจัดยาให้เขา โชคดีที่ได้ข้อมูลต่างๆ มาไม่น้อยจากปากของหลานสาวผู้เอาแต่ร้องไห้คนนั้น
พี่ชายของเจ้าของร่างนี้เป็นถึงบัณฑิตซิ่วไฉ ต้องรู้ไว้ก่อนว่าในยุคนี้ การที่ครอบครัวชาวนาจะส่งเสียให้มีผู้มีการศึกษาได้หนึ่งคนนั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการยิ่งเป็นหนึ่งในหมื่น
ภรรยาของพี่ชายซิ่วไฉเสียชีวิตจากการคลอดบุตรที่ยากลำบากเมื่อหลายปีก่อน ทิ้งลูกชายกับลูกสาวไว้อย่างละคน หลานชายคนโตเรียนหนังสืออยู่ในเมือง ส่วนหลานสาวคนโตปีนี้อายุสิบสี่ปีตามการนับแบบจีน เห็นได้ชัดว่ายังเป็นเด็กอยู่แท้ๆ แต่กลับไปถูกตานักเลงหัวไม้คนหนึ่งชอบพอเข้า ไม่เพียงแต่จะคอยตามตอแยไม่เลิกรา ยังเที่ยวไปป่าวประกาศทั่วว่าทั้งสองได้เสียกันแล้ว ทำลายชื่อเสียงของหลานสาวจนป่นปี้
พี่ชายซิ่วไฉทนไม่ไหว จึงบุกไปที่บ้านของอีกฝ่ายเพื่อทวงถามความเป็นธรรม แต่ก็ไม่รู้ว่าไปพูดคุยอีท่าไหน สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายถูกหามกลับมา
ทั้งโกรธทั้งเจ็บ...อาการเลยยิ่งทรุดหนัก ประกอบกับร่างกายที่บอบบางอยู่เป็นทุนเดิม ทำให้มีไข้สูงอยู่หลายวัน กว่าไข้จะลดก็ไอไม่หยุด หมอบอกว่ารอดมาได้ก็นับเป็นโชคดีอย่างที่สุดแล้ว ที่เหลือต้องพักฟื้นอย่างเดียว พร้อมกับเปลี่ยนเทียบยาให้เป็นยาบำรุงสูตรอ่อนโยน
ส่วนน้องชายอย่างเขานั้น ว่ากันว่าเป็นคนเสเพลไม่เอาไหน ที่นาก็ไม่อยากทำ งานก็ไม่อยากแตะ เอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ เลียนแบบพี่ชายไปร่ำเรียน แต่ความรู้สู้หลานชายตัวเองยังไม่ได้ วันๆ เอาแต่คบหาเพื่อนฝูงไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์อะไรนั่น ที่จริงก็คือการไปกินดื่มฟรี อาศัยพี่ชายเกาะกินไปวันๆ อย่างหน้าไม่อาย
พี่ชายแท้ๆ คนนี้ก็ช่างดีแสนดี สร้างบ้านให้ แต่งภรรยาให้ แถมยังช่วยเลี้ยงลูกให้อีก...
สองพี่น้องยังไม่ได้แยกบ้านกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน พี่สะใภ้ก็จากไปนานแล้ว บ้านนี้จึงมีภรรยาของเขาเป็นคนดูแล จัดการเรื่องอาหารการกินของทุกคนในครอบครัว ส่วนพี่ชายก็จะให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านทุกเดือน
น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีความทรงจำเดิมเหลืออยู่เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินเก็บไว้ที่ไหน ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดจึงต้องติดบัญชีไว้ก่อน หวังแค่ว่าพี่ชายซิ่วไฉจะมีเงินพอจ่ายของตัวเองได้
วันนี้เขาก็เพิ่งไปรับรู้เรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งยวดมาเรื่องหนึ่ง ไม่กล้าบอกภรรยา เลยหาข้ออ้างวิ่งกลับมาก่อนเพื่อปรึกษาหาทางออกกับลูกสาว
“ลูกพ่อ...คือว่า...พ่อเพิ่งรู้น่ะ ว่าข้างนอกน่ะ...เรายังมีหนี้สินอยู่...”
เอ้อหยา—ผู้ยังไม่รู้ว่าชื่อจริงของตัวเองคืออะไร—: “...”
“หนี้อะไรคะ? หนี้ใคร? เท่าไหร่?”
“เฮ้อ! หนี้พนัน! ติดหนี้บ่อนยี่สิบตำลึงแน่ะ พ่อเห็นตั๋วสัญญาแล้ว มีรอยนิ้วมือประทับชัดเจนเลย ลูกบอกทีสิว่าจะทำยังไงดี? โชคดีที่พวกนั้นเห็นพ่อตอนเพิ่งเข้าหมู่บ้านพอดี ถ้าบุกมาหาพ่อถึงที่บ้านเราจริงๆ คุณลุงของลูกได้กระอักเลือดตายแน่ ถ้าเขาต้องมาตายเพราะเรื่องนี้ ครอบครัวเราคงได้สร้างบาปกรรมครั้งใหญ่แน่!”
“ยี่สิบตำลึง?!” เอ้อหยากัดฟัน “พ่อรู้ไหมว่าเงินยี่สิบตำลึงในสมัยโบราณมันมีค่าแค่ไหน? ไข่ไก่หนึ่งฟองราคาหนึ่งอีแปะ หมั่นโถวสองอีแปะ หนึ่งพันอีแปะเท่ากับหนึ่งตำลึง ยี่สิบตำลึงซื้อไข่ไก่ได้สองหมื่นฟอง ซื้อหมั่นโถวได้หนึ่งหมื่นลูกเลยนะ!”
เมื่อได้ฟังลูกสาวร่ายบัญชีตัวเลขฉอดๆ ให้ฟัง คุณพ่อเหยียนก็รู้สึกจนปัญญา เขาก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เหมือนกัน เขาก็เป็นผู้บริสุทธิ์นะ ใครจะไปรู้ว่าเจ้าของร่างที่ชาวบ้านร่ำลือว่าเหลวไหลคนนี้ จะเป็นคนไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้
เกาะพี่ชายกิน ไม่ทำงานไม่พอ ยังกล้าไปเล่นการพนันอีก!