ลุงใหญ่...กลับชาติมาเกิดใหม่!
“พ่อรู้แล้วๆ ลูกรัก รีบช่วยพ่อคิดหาทางออกหน่อยสิ คนทวงหนี้บอกว่าอีกสามวันจะมาใหม่ แล้วพ่อจะเอาอะไรไปจ่ายเขา! ตอนนี้ถ้าเราหนีจะยังทันไหม? พ่อไม่กล้าบอกทูนหัวเมียสุดที่รักเลย แค่ทุกวันนี้ชีวิตก็ลำบากพอแล้ว ยังจะมามีหนี้พนันยี่สิบตำลึงเพิ่มมาอีก พ่อกลัวว่าเธอจะรับไม่ไหว...”
...แล้วจะซัดพ่อจนตาย ฮือๆๆ!
เมื่อคืนนี้พวกเขาเพิ่งจะตัดสินใจยอมรับความจริง ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความขยันหมั่นเพียรเพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้นแท้ๆ คิดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะมาทำเรื่องขายหน้า แบกหนี้สินก้อนโตถึงยี่สิบตำลึงไว้บนบ่าเสียได้
“พ่อคะ พ่อรีบไปสารภาพเถอะ พวกเราจะได้ช่วยกันคิดหาทางแก้ไข สภาพการณ์ตอนนี้ ถ้าไม่มีใบผ่านทางพวกเราจะไปไหนก็ไม่ได้ แล้วจะหนีกันยังไงคะ? ใช้ขาสองข้างนี่เหรอ? ยานพาหนะสักคันก็ไม่มี เดินไปถึงอำเภอที่ใกล้ที่สุดยังต้องใช้เวลาตั้งสองชั่วโมง คุณลุงใหญ่ของบ้านนี้ก็ขาดคนดูแลไม่ได้เด็ดขาด ส่วนพี่สาวก็ต้องคอยจับตาดูไว้ เผื่อว่าเธอจะคิดสั้น แล้วยังมีไอ้คนพาลที่คอยจ้องเธออยู่อีก ถ้าพวกเราหนีไปแล้ว เธอถูกรังแกจะทำยังไงคะ?”
อย่าได้เห็นว่าตอนนี้เธอเป็นแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆ เตี้ยม่อต้อ หลายวันที่ผ่านมานี้ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ เธอได้ผูกมิตรกับเด็กๆ ไว้หลายคน และรวบรวมข้อมูลบางอย่างจากข่าวสารที่จำกัดนั้นได้
อันธพาลที่หมายตาพี่สาวลูกคุณลุงใหญ่ คือลูกชายคนเล็กของผู้ว่าการอำเภอ
ปกติเขาจะคลุกคลีอยู่ในตัวอำเภอ ไม่รู้ว่าไปเจอพี่สาวเข้าตอนไหนถึงได้ถูกตาต้องใจ อยากจะแต่งเธอเข้าบ้านให้ได้
ผู้ว่าการอำเภอเคยส่งคนมาสู่ขอ แต่ก็ถูกคุณลุงใหญ่ผู้เป็นบัณฑิตปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล
เรื่องราวน่าจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่ใครจะรู้ว่าลูกชายคนเล็กของบ้านผู้ว่าการอำเภอผู้นั้นจะเป็นคนชั่วช้าสารเลวถึงเพียงนี้ เมื่อมาทางตรงไม่ได้ก็คิดใช้วิธีสกปรก
เขาเที่ยวไปป่าวประกาศทั่วว่าตนกับพี่สาวรักใคร่ชอบพอกัน ถึงขั้นแอบหมั้นหมายกันเป็นการส่วนตัวแล้ว หวังจะใช้ข่าวลือบีบบังคับให้ได้แต่งงาน
คุณลุงใหญ่บุกไปที่บ้านนั้นเพื่อเจรจาหาเหตุผล แต่กลับถูกทั้งด่าทั้งทำร้ายกลับมา การที่บ้านผู้ว่าการอำเภอทำตัวโอหังป่าเถื่อนได้ถึงขนาดนี้ แม้แต่บัณฑิตซิ่วไฉผู้มีตำแหน่งทางวิชาการยังกล้าลงไม้ลงมือ เธอกลัวจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?” คุณพ่อเหยียนร้อนใจจนต้องดึงเสื้อที่แนบติดตัวขึ้นมาพัดไปมา
“ตอนแรกยังคิดว่าพอเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในนาแล้ว จะเอาไปขายเพื่อเป็นทุนรอนทำค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปก่อน แต่หนี้ก้อนใหญ่มหาศาลถึงยี่สิบตำลึงนี่สิ ต่อให้เอาข้าวสาลีของบ้านเราไปขายจนหมดก็ยังไม่พอใช้หนี้เลย!”
ตระกูลเหยียนเป็นคนต่างถิ่นที่ย้ายมา ปู่ย่าพอมีฐานะอยู่บ้าง จึงซื้อที่นาไว้ไม่น้อย สมัยนั้นก็ถือเป็นคหบดีเล็กๆ คนหนึ่ง ต่อมาเมื่อท่านทั้งสองล้มป่วยและเสียชีวิตไปตามลำดับ ทั้งค่ารักษาค่ายา ค่าทำศพ...ก็ต้องขายที่นาไปหลายหมู่
ตระกูลเหยียนมีผู้รู้หนังสือถึงสามคนในสองชั่วอายุคน แค่ค่าเล่าเรียนในแต่ละปีก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยแล้ว ลำพังรายได้จากที่ดินจะไปพออะไร สุดท้ายก็ต้องทยอยขายที่ดินออกไปอีกไม่น้อย
บัดนี้ ที่นาของพวกเขาเหลืออยู่เพียงสิบหมู่เท่านั้น ที่ผ่านมาล้วนต้องจ้างคนมาช่วยทำนาตลอด แต่สภาพอากาศปีนี้ดูน่ากลัวเหลือเกิน ร้อนระอุจนทนไม่ไหว ฝนก็ไม่ตกมานานมากแล้ว แค่ดูแลนาของตัวเองก็ยังแทบจะไม่ไหว นับประสาอะไรกับจะไปช่วยคนอื่น
บ้านไหนที่มีพี่น้องผู้ชายเยอะ มีแรงงานเหลือเฟือ ก็พอจะเจียดเวลามาช่วยได้บ้าง แต่งานที่ปกติคิดค่าแรงวันละยี่สิบอีแปะ ตอนนี้กลับเรียกถึงสามสิบอีแปะ แต่บ้านของพวกเขากลับไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว
ด้วยความจนใจ จึงต้องลงมือทำกันเอง
“รอตอนกลางคืนค่อยมาปรึกษากันอีกที” เอ้อหยาพูดอย่างระอาใจ ครอบครัวสามคนของพวกเขาล้วนเป็นแค่สามัญชนธรรมดาๆ
แม่ของเธอเป็นครูโรงเรียนประถม พ่อเปิดร้านเครื่องเขียนอยู่หน้าโรงเรียน ส่วนเธอเรียนจบมหาวิทยาลัยและกำลังเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการ บ้านของพวกเขาอยู่ในตัวเมือง ค่าใช้จ่ายไม่สูง มีบ้านสองหลัง รถหนึ่งคัน เงินเก็บในบัญชีมีแค่ห้าหลัก ไม่มากไปกว่านั้น
จู่ๆ ก็ทะลุมิติมาโดยที่ไม่ได้มีทักษะพิเศษอะไรติดตัวมาด้วย เธอก็อยากจะลองขายสูตรอาหารดูเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ทักษะการทำอาหารของพ่อมีแค่ระดับกับข้าวบ้านๆ เท่านั้น
หลายวันที่ผ่านมานี้ล้วนเป็นพี่สาวที่คอยก่อไฟทำอาหาร กินแต่แป้งธัญพืชหยาบๆ มาหลายวันแล้ว ผักเหี่ยวๆ ในสวนหลังบ้านก็ถูกนำมาทำอาหารสลับกันไป โชคดีที่ในบ้านยังเลี้ยงแม่ไก่แก่ไว้ไม่กี่ตัว ทุกวันยังพอเก็บไข่ได้บ้างสองสามฟอง ถือเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว
บ้านนี้ ยากจนจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งเลย
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องเดินตามรอยเท้าบรรพบุรุษตระกูลเหยียน...ขายที่ดิน
แต่ที่ดินของบ้านทั้งหมดเป็นชื่อของคุณลุงใหญ่ การจะขายที่ดินได้นั้นต้องให้คุณลุงใหญ่พยักหน้าเห็นชอบเสียก่อน
จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของลุงรอง จะทำอย่างไรให้คุณลุงใหญ่เชื่อได้ว่าครั้งนี้เขากลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่แล้วจริงๆ และการขายที่ดินครั้งนี้ก็เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ก่อน หลังจากนั้นทั้งครอบครัวจะพยายามหาเงินเพื่อซื้อที่ดินกลับคืนมา
ถ้าเป็นเธอ เธอไม่เชื่อเด็ดขาด
ตอนนี้คุณลุงใหญ่ยังนอนป่วยลุกไม่ขึ้นอยู่เลย ถ้าหากรู้ว่าน้องชายตัวเองไปเล่นการพนันจนเป็นหนี้ถึงยี่สิบตำลึง เกรงว่าคงจะลุกไม่ขึ้นอีกเลยตลอดกาล
คุณลุงใหญ่ผู้น่าสงสาร!
“เฮ้อ! พ่อไปพลิกตัวให้ลุงใหญ่ก่อนนะ” คุณพ่อเหยียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะดูแลผู้ป่วย เมียสุดที่รักของเขาทำงานยุ่ง พ่อตาแม่ยายที่บ้านในชีวิตเดิมก็ล้วนเป็นเขาที่คอยปรนนิบัติดูแลจนถึงวาระสุดท้าย
เรื่องการดูแลผู้ป่วย เขาเป็นมืออาชีพ
เขาตักน้ำครึ่งกระบวยจากในโอ่ง ผ้าขนหนูที่ตากแดดไว้ยังคงอวลไอความร้อนจากแสงอาทิตย์
“พี่ใหญ่ ข้าเข้าไปนะ” คุณพ่อเหยียนตะโกนบอกที่หน้าประตู โดยไม่รอให้คนข้างในตอบรับก็เดินเข้าไปเอง
เขาลองเอามืออังหน้าผากพี่ชาย ไม่ร้อน
เขาชุบผ้าขนหนูให้พอหมาดแล้วค่อยๆ เช็ดตัวให้อย่างเบามือ ตั้งแต่ศีรษะ ลำคอ ลำตัวด้านหน้าและด้านหลัง ไปจนถึงแขนขาทั้งสี่ข้าง เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ดูแล้วก็รู้ว่าทำจนชำนาญ คล่องแคล่วว่องไวเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่เช็ดตัว ปากของเขาก็พูดไม่หยุด
“พี่ใหญ่ ชีวิตมันช่างยากลำบากเหลือเกิน ข้างนอกร้อนราวกับไฟสุม คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านบอกว่าสภาพอากาศไม่ดี เกรงว่าจะมีภัยพิบัติ ท่านผู้ใหญ่บ้านเลยให้คนมาเฝ้าบ่อเก่า ทุกบ้านได้รับอนุญาตให้ตักน้ำได้แค่วันละสี่ถังเท่านั้น ซึ่งมันไม่พอจะรดที่นาเลย น้องสะใภ้ของพี่ร้อนใจจนทนไม่ไหว กลัวจะรอให้ข้าวสาลีสุกแก่เต็มที่ไม่ได้ เลยคิดว่าจะรีบเก็บเกี่ยวไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจ นี่ไง ข้ากับเขาก็เลยออกไปเกี่ยวข้าวตั้งแต่เช้ามืด เป็นครอบครัวแรกในหมู่บ้านเลยนะ! ชาวบ้านต่างก็หัวเราะเยาะพวกเรา แต่พวกเราก็ไม่มีทางเลือกนี่นา ถ้าไม่รีบลงมือทำ กลัวว่าจะเก็บเกี่ยวไม่ทัน! ค่าจ้างคนงานก็ขึ้นราคาอีกแล้ว วันก่อนยังสามสิบอีแปะอยู่เลย วันนี้บอกว่าให้สามสิบอีแปะก็ไม่ทำแล้ว โชคดีที่เราไม่ได้คิดจะจ้างคนอยู่แล้ว ต่อให้ต้องเหนื่อยจนตาย ข้ากับเขาก็จะเก็บเกี่ยวข้าวสาลีของบ้านเราให้หมด จะประหยัดได้ก็ต้องประหยัด ถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยในมือเรามีเสบียงอาหาร ในใจก็จะไม่ร้อนรน...”
“พี่ใหญ่ พี่รีบหายเร็วๆ เถอะ พี่ล้มป่วยลงแบบนี้ น้องชายตกใจแทบตาย บ้านเรามีพี่เป็นเสาหลัก จะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาดนะ!”
ลูกสาวพูดถูก พวกเขามาแทนที่ครอบครัวสามคนเดิม การพูดจาและการกระทำย่อมแตกต่างไปจากเดิมแน่นอน ต้องหาเหตุผลมาอธิบายให้ได้ การที่เสาหลักของบ้านล้มป่วยลง ทำให้พวกเขาหวาดกลัวไร้ที่พึ่งพิง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงพอจะอธิบายได้
“เทียน...โย่ว...” จู่ๆ คุณลุงใหญ่ก็เอ่ยขึ้น ทำเอาคุณพ่อเหยียนตกใจจนสะดุ้ง
ลูกสาวคนนี้นี่ ทำไมไม่บอกว่าคุณลุงของเธอฟื้นคืนสติพูดได้แล้ว
แค่กๆๆๆ...
ตามมาด้วยเสียงไอติดต่อกันอีกชุดใหญ่
“พยุง...ข้า...ลุกขึ้น...” เหยียนหวยเหวินพยายามกดความเจ็บและความคันในลำคอไว้ พูดอย่างเชื่องช้า
“ได้ๆ ข้าพยุงท่าน” คุณพ่อเหยียนสวมเสื้อชั้นในให้เขา วางผ้าขนหนูลง แล้วออกแรงพยุงร่างนั้นขึ้นมา มือข้างหนึ่งประคองหลังให้เขาได้พิง ส่วนอีกมือหนึ่งก็หยิบหม้อปัสสาวะที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาพลางกระซิบถาม “พี่ใหญ่ ท่านจะปัสสาวะใช่หรือไม่?”
เขาย้อนเวลามาเกิดใหม่ได้ทันพอดิบพอดี ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย
เหยียนหวยเหวินผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงสามราชวงศ์ ดำรงตำแหน่งสูงส่งในราชสำนัก เรียกได้ว่าผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
ในฐานะขุนนางผู้โหดเหี้ยมที่ไต่เต้าขึ้นมา เขามีใบหน้าที่เย็นชาไร้ความรู้สึก เผชิญเรื่องราวใดๆ ก็ไม่เคยหวั่นไหว ดุจดั่งขุนเขาที่ลมแปดทิศก็ไม่อาจสั่นคลอนได้
ต่อให้เรื่องน่าเหลือเชื่อเช่นนี้เกิดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็มั่นใจว่าตนเองจะยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นได้เป็นอย่างดี
นอกจากการทนทุกข์ทรมานจากไข้สูงและความเจ็บปวดแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้เขาก็เอาแต่หวนนึกถึงอดีตที่ไม่อยากจะจดจำ มองดูญาติพี่น้องที่ในอดีตเคยล่วงลับค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าทีละคนๆ ก็มีทั้งความตื่นเต้นดีใจ และความโล่งอก
ลูกสาวยังอยู่ ยังไม่ได้ผูกคอตายเพราะถูกคนรังแก
ลูกชายยังคงศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักอยู่ที่สำนักศึกษาในตัวอำเภอ ยังไม่ได้ถูกเขาดึงเข้าไปพัวพันจนถูกลอบสังหารเสียชีวิต
ส่วนครอบครัวของน้องรอง...
ก็ยังไม่ได้ถูกเขาขับไล่ออกจากบ้านด้วยความโมโหเพราะเรื่องหนี้สินพนัน