บทที่ 6 ออกเดินทางก่อนกำหนด
เหยียนหวยเหวินยังคงเป็นเช่นเดิม หลังจากดื่มยาเข้าไปก็รู้สึกง่วงงุนสะลึมสะลือ ไม่นานก็ไอจนตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นน้องรองกำลังเก็บกวาดห้องอย่างเบามือ เขาก็อดที่จะกระแอมไอเบาๆ ไม่ได้
“พี่ใหญ่ ท่านตื่นแล้วหรือ!” คุณพ่อเหยียนรีบเดินเข้ามาถาม “จะเข้าห้องน้ำหรือไม่?”
เหยียนหวยเหวินนึกฉุนขึ้นมาในใจ ถามวนไปวนมาอยู่ได้...กับพี่ชายแท้ๆ ไม่มีเรื่องอื่นจะคุยกันแล้วหรืออย่างไร? อย่างเช่นเรื่องหนี้พนันยี่สิบตำลึงนั่นไง
แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่ส่ายหน้าอย่างสงบ
แล้วเอ่ยถามว่า “ข้าวสาลีในนาเก็บเกี่ยวไปถึงไหนแล้ว?”
คุณพ่อเหยียนรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง พวกเขาทำงานได้ช้าไปหน่อยจริงๆ แต่สองสามีภรรยาก็พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
“คง...คงต้องใช้เวลาอีกสักพักขอรับ” เขาตอบอย่างเก้อเขิน “น่าจะเก็บเข้ายุ้งฉางได้พร้อมๆ กับคนอื่น”
(ทั้งที่ลงมือก่อนคนอื่นตั้งหลายวัน แต่กลับเก็บเข้ายุ้งฉางพร้อมกัน ความเร็วระดับเต่าคลาน...)
เหยียนหวยเหวินส่ายหน้าในใจ ช้าเกินไปแล้ว จากความทรงจำอันเลือนรางของเขา อีกไม่นานบ่อน้ำในหมู่บ้านก็จะแห้งขอด เมื่อไม่มีน้ำ ต้นข้าวสาลีในนาก็จะล้มตาย ผลผลิตจะลดลงอย่างน่าใจหาย เก็บเกี่ยวธัญพืชขึ้นมาได้เพียงน้อยนิด
ครอบครัวของพวกเขายังนับว่าดี ร้านขายธัญพืชในเมืองราคาพุ่งสูงขึ้น คนมากมายไม่มีปัญญาซื้อข้าวกิน เมื่อไม่มีทั้งข้าว ไม่มีทั้งน้ำ นอกจากหนีไปแล้วยังจะทำอะไรได้อีก?
ตอนแรกก็เป็นพวกเศรษฐีที่ทราบข่าวสารก่อนชาวบ้านเลยรีบอพยพได้ทันท่วงที จากนั้นคนที่รู้ข่าวก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าพวกตนจะรู้ตัวว่าคนในเมืองหนีภัยแล้งไปแล้วกว่าครึ่ง ก็สายเกินไปเสียแล้ว
พวกเขาออกเดินทางช้าเกินไป ของกินบนเส้นทางถูกคนกลุ่มแรกกวาดไปจนสิ้น เหลือไว้ให้พวกเขาเพียงรากไม้แห้งๆ และเปลือกไม้ที่แข็งกระด้าง ไม่ต้องพูดถึงแหล่งน้ำเลย
ครั้งนี้ พวกเขาจะต้องออกเดินทางก่อนกำหนด
“เทียนโย่ว ไปเชิญท่านผู้ใหญ่บ้านมาที” เหยียนหวยเหวินสั่ง
“เชิญผู้ใหญ่บ้านหรือขอรับ? ดึกป่านนี้แล้ว...” คุณพ่อเหยียนไม่ได้สงสัยว่าทำไมต้องเชิญผู้ใหญ่บ้าน เขาเป็นตัวปลอม จะไปซักไซ้ไล่เลียงไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นอาจจะขุดหลุมฝังตัวเองได้
เหยียนหวยเหวินถลึงตาใส่ “ให้ไปก็ไปสิ”
คุณพ่อเหยียนรับคำแล้วรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ผู้ใหญ่บ้านหลัวยังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉง เฝ้าอยู่ที่ข้างบ่อน้ำของหมู่บ้านอย่างแข็งขัน
ปีนี้ท่านผู้ใหญ่บ้านอายุก็เพิ่งจะสี่สิบต้นๆ เขามีลูกชายสามคน ลูกชายทั้งสามก็มีหลานชายให้เขาอีกห้าคน นับเป็นครอบครัวที่มีผู้ชายมากที่สุดในหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านหลัวตั้งกฎไว้ว่าแต่ละบ้านตักน้ำได้วันละสี่ถังก็คือสี่ถัง เกณฑ์นี้ตั้งตามปริมาณการใช้น้ำในแต่ละวันของบ้านเขาเอง หากใครยังบอกว่าไม่พอใช้ เขาจะพาลูกชายหลานชายไปดูถึงที่บ้านเลยทีเดียว ว่ามันไม่พอใช้อย่างไรกัน
อันที่จริง ผู้ใหญ่บ้านกำลังปรึกษาเรื่องการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีกับลูกชายคนโตอยู่
“ไม่มีน้ำแล้ว ปล่อยข้าวสาลีไว้ในนาก็มีแต่จะตายเร็วขึ้น สู้รีบเก็บเกี่ยวเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า”
ชาวบ้านยังไม่สิ้นหวัง น้ำที่ตัวเองยอมอดเพื่อประหยัดไว้ ล้วนนำไปรดในนาทั้งหมด ก็เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ดี
แต่ดูตอนนี้สิ...เฮ้อ! สวรรค์ไม่ปรานีเลยจริงๆ!
“ท่านพ่อ หากเก็บเกี่ยวก่อนกำหนดหนึ่งวัน ผลผลิตจะหายไปเยอะเลยนะขอรับ!” หลัวคนโตรู้สึกเสียดายจนเจ็บแปลบ มีเพียงชาวนาที่คลุกคลีอยู่กับผืนดินมาตลอดชีวิตเท่านั้นที่จะเข้าใจว่าธัญพืชทุกเมล็ดมีค่าเพียงใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ้านของพวกเขามีคนตั้งหลายปากท้อง ล้วนต้องพึ่งพาผลผลิตจากในนานี่แหละ
“แล้วข้าไม่เสียดายหรืออย่างไร?” ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่เขาอย่างแรง “คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านบอกว่าฝนจะไม่ตกๆ พวกเจ้าไม่ได้ยินกันหรือ? ฟ้าดิน...ไม่ประทานอาหารให้เรากินแล้ว!” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
“นั่นใครน่ะ” จู่ๆ หลานชายคนโตของตระกูลหลัวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจึงตะโกนถามคนที่กำลังเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ต้าเถี่ยรึ นี่ข้าเอง เหยียนคนรอง ปู่ของเจ้าอยู่หรือไม่” คุณพ่อเหยียนหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน อยากจะรีบเชิญผู้ใหญ่บ้านไปที่บ้านให้เสร็จๆ แล้วกลับไปล้มตัวลงนอน
“อยู่ขอรับ ท่านอาเหยียนคนรอง ท่านมาอีกแล้วหรือขอรับ” ซานเถี่ยมีนิสัยร่าเริงกว่า ไม่ได้สุขุมเหมือนต้าเถี่ยผู้เป็นพี่ใหญ่ และก็สนิทกับคุณพ่อเหยียนมากกว่าด้วย
เขาเคยฟังคุณพ่อเหยียนคุยโวโอ้อวดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าเหยียนคนรองจะเป็นคนเอาการเอางานหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ต้องทำงาน มีคนเลี้ยงดู กินดีอยู่ดี
หึ! ช่างเป็นชีวิตที่น่าอภิรมย์เสียนี่!
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น แม้แต่ซานเถี่ยเองก็ยังอดอิจฉาไม่ได้
“พี่ใหญ่ของข้าเชิญท่านผู้ใหญ่ไปที่บ้านน่ะ” พอมาถึงตรงหน้า คุณพ่อเหยียนก็เห็นผู้ใหญ่บ้านที่ทำหน้าบึ้งตึง “ท่านลุงหลัว นี่ท่าน...”
ผู้ใหญ่บ้านหลัวพอได้ยินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง กำชับลูกชายกับหลานชายให้เฝ้าบ่อน้ำให้ดี แล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป
ซานเถี่ยกลอกตาไปมาแล้วร้องขึ้นว่า “ท่านปู่ ข้าเดินไปเป็นเพื่อนนะขอรับ”
หลัวคนโตครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ไม่ได้คัดค้าน
บัณฑิตเหยียนเป็นผู้รู้หนังสือเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่มีตำแหน่งทางวิชาการ
เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างยิ่ง
แต่ครั้งนี้ คนที่บ้านเขาไปมีเรื่องด้วยกลับเป็นถึงบ้านของผู้ว่าการที่ปกครองดูแลสารทุกข์สุกดิบของผู้คนในแถบนี้ พวกเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสองบ้านนั่นอยู่ในช่วงกำลังพูดคุยเรื่องสู่ขอจริงหรือไม่
ลูกชายคนเล็กของบ้านผู้ว่าการพูดจาหนักแน่นมั่นคง แต่ถ้าจะสู่ขอจริง ไฉนเลยจะไปทำร้ายว่าที่พ่อตาของตัวเองได้เล่า?
ชาวบ้านนั้นซื่อ ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรมากมาย
หลัวคนโตรู้สึกว่าบัณฑิตเหยียนคงจะไม่เห็นด้วย บ้านผู้ว่าการก็เป็นพวกอันธพาลมาแต่ไหนแต่ไร คงจะต้องก่อเรื่องอีกเป็นแน่
การที่เชิญพ่อของเขาไปในเวลานี้ ก็น่าจะเป็นการปรึกษาหารือเพื่อหาทางรับมือ
ให้ซานเถี่ยตามไปด้วยก็ดีเหมือนกัน เด็กคนนั้นปากเปราะ กลับมาจะได้เล่าให้ฟังบ้าง
ชายชราผู้นี้ร่างกายแข็งแรงอย่างน่าทึ่ง เดินเร็วเสียจนคุณพ่อเหยียนแทบจะตามไม่ทัน
ขณะเดินก็ใช้หางตามองเขาพลางถามว่า “บัณฑิตเหยียนอาการดีขึ้นแล้วหรือ?”
“ดีขึ้นมากแล้วขอรับ” คุณพ่อเหยียนตอบ
ผู้ใหญ่บ้านถามต่ออีกว่า “วันนี้เจ้าพาน้องสะใภ้ลงนาด้วยรึ?”
“ขอรับ บ้านข้าคิดว่าจะเก็บเกี่ยวข้าวสาลีล่วงหน้า” คุณพ่อเหยียนรู้สึกว่าคำตอบของเขาไม่มีปัญหาอะไร
แต่คิดไม่ถึงว่าผู้ใหญ่บ้านหลัวจะแค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วพูดขึ้นว่า “วันอื่นๆ เจ้าจะทำตัวเหลวไหลอย่างไรข้าไม่สนใจ แต่ตอนนี้พี่ชายของเจ้ายังนอนป่วยลุกไม่ขึ้นอยู่แท้ๆ ยังจะมีหน้ามาคิดแผนแบบนี้อีกนะ หา? จะให้เขาเห็นเจ้าลงนาแล้วรู้สึกสงสารหรืออย่างไร? แถมยังพาน้องสะใภ้ไปด้วยอีก? เก่งกาจเสียจริง! ได้ยินว่าเงินค่ายาก็ยังติดบัญชีเขาไว้อยู่เลย เหยียนคนรองเอ๊ยเหยียนคนรอง พี่ชายเจ้าดีกับเจ้าไม่น้อยเลยนะ! ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักรักษาหน้าตาของบัณฑิตอย่างเขาไว้บ้าง? หา? วันๆ คิดแต่จะหาวิธีขอเงิน ขอเงิน ขอเงิน...”
ซานเถี่ยเห็นว่าปู่ของตนยิ่งพูดยิ่งเลยเถิด จึงรีบขัดขึ้นว่า “ท่านปู่ มองทางหน่อยขอรับ ระวังเท้าด้วย”
ผู้ใหญ่บ้านกล่าว “จะให้ข้ามองอะไร ถนนในหมู่บ้านข้าเดินมาสี่สิบกว่าปี หลับตาก็ยังเดินไปกลับถูกด้วยซ้ำ”
แต่เขาก็ขี้เกียจจะพูดกับเหยียนคนรองแล้ว มีอะไรไว้ไปพูดกับบัณฑิตเองดีกว่า ไม่ยุ่งกับไอ้คนไม่เอาไหนนี่แล้ว หึ!
“ดึกดื่นป่านนี้ยังต้องรบกวนท่านผู้ใหญ่มาถึงที่ ต้องขออภัยจริงๆ...แค่กๆ” เหยียนหวยเหวินพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง พลางส่งสัญญาณให้น้องชายปัญญาอ่อนของตนไปรินน้ำ
คุณพ่อเหยียนผู้ได้รับคำสั่ง รีบเคลื่อนไหวในทันที
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “เจ้าเคลื่อนไหวไม่สะดวก ข้าควรจะมาเยี่ยมเจ้าตั้งนานแล้ว แต่เจ้าก็รู้ว่าช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดี ข้าจำต้องคอยจับตาดูบ่อน้ำไม่ให้คลาดสายตา ลูกชายข้าพวกนั้นมันเอาไม่อยู่หรอก”
ถ้าเขาไม่อยู่เฝ้าที่บ่อเก่า ป่านนี้บ่อน้ำนั้นคงถูกคนตักจนเกลี้ยงไปแล้ว
น้ำต้มสุกเย็นๆ สองถ้วยถูกยกมาตรงหน้าสองปู่หลาน
ซานเถี่ยอดที่จะกลืนน้ำลายเอื๊อกไม่ได้
ถึงแม้พวกเขาจะเฝ้าบ่อเก่าอยู่ แต่น้ำก็ไม่ได้ตักมาเพิ่มแม้แต่หยดเดียว
ปู่ของเขาตั้งกฎไว้แล้ว พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ต้องเจียดน้ำที่ตัวเองจะดื่มไปรดในนา
เมื่อเห็นหลานชายอยากดื่มน้ำจนตัวสั่น ผู้ใหญ่บ้านก็อดสงสารไม่ได้ จึงพูดว่า “ดื่มเถอะ”
“ขอรับ!” ซานเถี่ยตอบรับอย่างรวดเร็ว ยกถ้วยขึ้น รอให้ปู่ของเขาจิบก่อนหนึ่งคำ แล้วจึงยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
“แค่กๆ...ที่เชิญท่านมา ก็ด้วยเรื่องนี้แหละขอรับ”