บทที่ 8 บทเรียนสำหรับพ่อกับแม่
“พี่ใหญ่ ท่านพักผ่อนให้ดีเถิด ข้ากลับห้องก่อนนะขอรับ” คุณพ่อเหยียนรีบร้อนจะกลับห้องไปรายงานสถานการณ์ให้ภรรยากับลูกสาวฟัง
พรุ่งนี้ไม่ต้องเก็บเกี่ยวข้าวสาลีแล้ว ดีใจจัง!
ส่วนเรื่องหนีภัยแล้งนั้นก็เป็นเนื้อเรื่องในนิยายไม่ผิดแน่ แต่ยังต้องยืนยันกับลูกสาวอีกที...ทำไมถึงรู้สึกว่าเรื่องราวมันแตกต่างไปจากเดิมกันนะ?
“หยุดก่อน!” มีหรือที่เหยียนหวยเหวินจะปล่อยเขาไปง่ายๆ ไม่ต้องเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในนาแล้ว ก็ยังมีเรื่องอื่นให้ทำอีก สรุปคือ จะปล่อยให้น้องชายคนนี้อู้งานอีกต่อไปไม่ได้
“พรุ่งนี้เจ้าไปที่บ้านหมอชุย ไปขอยืมเกวียนลา แล้วไปที่เมืองกับข้า”
“ไปรับหลานชายคนโตรึขอรับ? ข้าไปคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องใช้เกวียนลาหรอก พี่ใหญ่วางใจได้เลย ข้าจะออกเดินทางแต่เช้า พอกลางวันก็จะพาหลานชายคนโตกลับมาได้” ที่ร้านหมอชุยยังติดหนี้ค่ายาอยู่เลยนะ
ขอร้องล่ะพี่ใหญ่ อย่าขยับตัวไปไหนเลย เขาไม่กล้าหน้าด้านไปขอยืมรถทั้งที่หนี้เก่ายังไม่ทันได้จ่ายหรอก
มันน่าอายเกินไปแล้ว!
เหยียนหวยเหวินกล่าวว่า “นอกจากไปลาหยุดให้เซี่ยงเหิงแล้ว ที่สำนักศึกษาก็ต้องให้ข้าไปลาออกด้วยตนเอง”
คุณพ่อเหยียน: ...
เหตุผลนี้มันช่างทรงพลัง เขาไม่อาจทัดทานได้อีก ได้แต่ตอบรับอย่างเสียไม่ได้
“เอาไปสิ นำไปจ่ายค่ายาให้เรียบร้อย” เหยียนหวยเหวินล้วงหยิบถุงเงินเก่าๆ ใบหนึ่งออกมาอย่างยากลำบาก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยังไม่วางใจที่จะให้ไปทั้งหมด จึงยื่นออกไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ชักกลับมา ก่อนจะคลำหยิบเศษเงินชิ้นเล็กๆ ออกมาส่งให้น้องชายผู้ผลาญสมบัติของตน
คุณพ่อเหยียนรับมาแล้วลองชั่งน้ำหนักดูตามสัญชาตญาณ
เบามาก ไม่รู้ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่
เมื่อเหยียนหวยเหวินเห็นท่าทางของเขา ใบหน้าก็พลันบึ้งตึง นี่รังเกียจว่ามันน้อยไปหรือ?
เขาหันข้าง ไม่ยอมมองหน้าน้องชายอีก
คุณพ่อเหยียนกะพริบตาปริบๆ พี่ใหญ่คงจะกลัวว่าน้องชายอย่างเขาจะเสียหน้ากระมัง?
การยื่นมือขอเงินจากพี่ใหญ่มันก็เป็นเรื่องน่าอายอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะเอาชนะความรู้สึกนี้ไม่ได้
พี่ใหญ่ ช่างเป็นคนดีอะไรเช่นนี้!
เขาค่อยๆ ถอยออกไปอย่างแผ่วเบา แล้วปิดประตูให้เรียบร้อย
เมื่อครุ่นคิดถึงเรื่องที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ รวมถึงน้องชายตัวปัญหาของตนเอง เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เหยียนหวยเหวินรู้สึกสมองปลอดโปร่งขึ้นมา
ภาพของน้องรองที่คอยดูแลเขาอย่างขยันขันแข็งตลอดหลายวันที่ผ่านมา รวมถึงความรู้สึกเคว้งคว้างไร้ที่พึ่งเมื่อเสาหลักของบ้านอย่างเขาล้มป่วย...ฉายซ้ำไปมาในหัว...คิดดูแล้วเขาก็เคยเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่ง ปกครองข้าราชการใต้บังคับบัญชามานับไม่ถ้วน
ขุนนางเจ้าเล่ห์เพทุบายเต็มท้อง เขายังจัดการได้ แล้วน้องชายแท้ๆ ที่เอาแต่กินแรง เที่ยวเตร่ไปวันๆ เช่นนี้ เหตุใดจะจัดการไม่ได้?!
ไม่เพียงแต่ต้องจัดการ แต่ยังต้องสั่งสอนด้วย!
ก่อนหน้านี้เขามุ่งมั่นแต่กับการสอบเข้ารับราชการ จนละเลยน้องชายคนนี้ไปบ้าง ทำให้เขาเคยตัว ทำตัวเรื่อยเปื่อยไปวันๆ รอเพียงให้พี่ชายอย่างตนสอบผ่านแล้วจะได้อยู่อย่างสุขสบาย พอขาดเขาไปก็ตั้งตัวไม่ได้...ในเมื่อเขามีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ก็จะต้องสั่งสอนน้องชายคนนี้ให้ดี ในเมื่อเรื่องเรียนหนังสือไม่เอาไหน ก็ให้มาทุ่มเทกับงานจัดการทั่วไปให้มากขึ้นแล้วกัน
“ดูนี่สิ นี่คือเงิน!” คุณพ่อเหยียนโชว์เศษเงินชิ้นเล็กๆ ให้ภรรยาและลูกสาวดู นี่แหละคือเงินในยุคโบราณ ความบริสุทธิ์ห่างไกลจากเครื่องประดับเงินในห้างลิบลับ
ถึงแม้ทั้งสามคนในครอบครัวจะเปลี่ยนร่างไปแล้ว แต่พลังใจอันแข็งแกร่งก็เอาชนะความเคยชินของร่างกายได้
พวกเขาไม่คุ้นเคยกับการนอนหัวค่ำ ถึงจะเหนื่อยมาก แต่ก็ยังนอนหลับไม่สนิท
สองแม่ลูกงีบหลับไปได้ครู่หนึ่ง พอได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น
อาศัยแสงจันทร์อันนวลใย ทำให้มองเห็นของในมือเขาได้อย่างชัดเจน
เหยียนอวี้ใช้มือเล็กๆ ของเธอคว้ามาดู พลิกไปพลิกมา แล้วถามพ่อของเธอว่า “นี่หนักเท่าไหร่หรือคะ?”
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน” คุณพ่อเหยียนตอบตามตรง
“นี่ท่านไปขอเงินพี่ใหญ่มาจริงๆ หรือ?” หลี่เสว่เหมยถามเขา
“ใช่ที่ไหนกัน!” คุณพ่อเหยียนรีบปฏิเสธ “พี่ใหญ่ให้ข้ามาเอง ท่านให้ข้านำไปจ่ายค่ายาที่ร้านหมอชุยในวันพรุ่งนี้ แล้วยังบอกว่าจะขอยืมเกวียนลาของเขาไปที่เมือง เพื่อลาออกจากงานที่สำนักศึกษา แล้วก็ไปรับหลานชายคนโตกลับบ้านด้วย”
“จริงสิ ลูกพ่อ” เขาเล่าเรื่องที่พี่ใหญ่เชิญผู้ใหญ่บ้านมาคุยให้ฟัง “เป็นเพราะลูกชายคนเล็กของผู้ว่าการกำลังจะมารังแกพี่ต้าหยาใช่หรือไม่?”
นี่คือจุดที่คุณพ่อเหยียนรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ลำดับเวลามันสับสนไปหน่อยหรือเปล่า?
ตามที่พี่ใหญ่พูด พวกเขาจะต้องออกเดินทางในไม่ช้านี้แล้ว
“ไม่ถูกค่ะ!” เหยียนอวี้กางนิ้วน้อยๆ ของเธอนับ “ต้องแยกบ้านก่อน แล้วค่อยหนีภัยแล้ง...หลังจากแยกบ้านแล้ว พี่ต้าหยาอยู่บ้านคนเดียว คนชั่วถึงได้มีโอกาสเข้ามาทำร้ายค่ะ” เธอยืนยันด้วยการพยักหน้าอย่างจริงจัง ในหนังสือเขียนไว้แบบนี้ไม่ผิดแน่
“แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย? ตอนนี้ไม่เห็นเหมือนในหนังสือเลย!” คุณพ่อเหยียนเริ่มสับสน
หลี่เสว่เหมยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “อาจจะเป็นเพราะการปรากฏตัวของพวกเรา ทำให้เนื้อเรื่องเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า?”
สีหน้าของเหยียนอวี้และพ่อของเธอนั้นเหมือนกันราวกับแกะ...ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
การปรากฏตัวของพวกเขาไปเปลี่ยนอะไรได้? จนก็ยังจนเหมือนเดิม เจ้าหนี้ก็ต้องมาทวงหนี้ตามเวลาแน่นอน
พอพี่ใหญ่รู้ว่าน้องชายที่ไม่เอาไหนของตนไปติดหนี้พนันอีก ก็จะต้องโกรธจนขอแยกบ้านเหมือนเดิม
“หรือว่า...เป็นเพราะพวกเราดูแลคุณลุงใหญ่เป็นอย่างดี เขาก็เลยหายป่วยเร็วกว่าในนิยาย แผนการหนีภัยแล้งก็เลยเลื่อนมาเร็วขึ้นคะ?” เหยียนอวี้คาดเดา
“เอาล่ะ อย่าเดาสุ่มกันอีกเลย” หลี่เสว่เหมยรู้สึกว่าถ้ายังคิดกันต่อไป คืนนี้ทั้งสามคนคงไม่ต้องนอนกันพอดี สองพ่อลูกนี่เล่นรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย สามารถจินตนาการเรื่องราวออกมาเป็นหนังสือได้ทั้งเล่มเลยทีเดียว “แม่ว่าทั้งสองคนก็ยังไม่ง่วง เรามาปรึกษาเรื่องแพลตฟอร์มช่วยเหลือกันดีกว่า แพลตฟอร์มนี้เปิดไม่เป็นเวลา ใครจะรู้ว่าครั้งหน้าจะมาเมื่อไหร่ เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ใช้ประโยชน์จากครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดของเราให้ได้!”
“วันนี้วันที่สิบแปดเดือนห้า คืนพรุ่งนี้พอพ้นเที่ยงคืนไปก็จะเป็นวันที่ยี่สิบเดือนห้า ซึ่งก็คือ 618 นั่นเอง!” เหยียนอวี้ร้องอย่างลิงโลด ช่างเป็นวันที่น่าตื่นเต้นจริงๆ! ชอปให้กระจาย...เอ๊ย ไม่สิ แลกเปลี่ยนให้กระจาย!
“ดังนั้นเราต้องรีบคิดกันว่า มีอะไรบ้างที่เราสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้” หลี่เสว่เหมยกล่าวอย่างใจเย็น “แล้วใช้เวลาทั้งวันของพรุ่งนี้รวบรวมให้ได้มากที่สุด มันบอกว่า ‘ถูกจำกัดโดยแหล่งพลังงาน’ แล้วก็บอกว่า ‘เตรียมการล่วงหน้า’ แสดงว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่เวลาเปิดทำการจะไม่นาน หรืออาจจะสั้นมากๆ”
สองพ่อลูกลองคิดตาม
ถูกต้อง! มีความเป็นไปได้สูงมาก!
“เรามาวิเคราะห์กันทีละข้อนะ” คุณครูหลี่เสว่เหมยผู้เคร่งขรึมเข้าประจำที่แล้ว “‘มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาด้วยเหตุสุดวิสัย ให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคและผ่านพ้นความยากลำบากไปได้’ ความหมายก็ง่ายๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ประเทศชาติก็จะไม่ลืมเรา และจะคอยช่วยเหลือให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง”
“แต่ประเด็นสำคัญอยู่ในวงเล็บ: ‘ทะลุมิติ, เกิดใหม่, ทะลุเข้ามาในนิยาย, ภัยพิบัติวันสิ้นโลก, พลังปราณฟื้นฟู และอื่นๆ...’ เสี่ยวอวี้ ลูกอธิบายให้พ่อกับแม่ฟังก่อนซิว่าพวกนี้มันหมายความว่ายังไง”
เหยียนอวี้มองแม่ผู้จริงจังของตน ราวกับย้อนกลับไปอยู่ในโรงเรียน ในวินาทีที่คุณครูเรียกชื่อให้ตอบคำถาม
“ทะลุเข้ามาในนิยาย พ่อกับแม่ก็รู้แล้ว ทะลุมิติก็คือการเดินทางข้ามเวลา จากโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่ง เอ่อ...น่าจะประมาณนี้ค่ะ” เหยียนอวี้พบว่าตัวเองเริ่มจนคำพูด เวลาอ่านนิยายก็เข้าใจดีอยู่หรอก แต่พอให้มาสรุปใจความ กลับไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดสั้นๆ มาอธิบายสถานการณ์ที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้อย่างไร
“เกิดใหม่ก็ง่ายมากค่ะ คือการได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง”
“ภัยพิบัติวันสิ้นโลก ก็จะตรงกับคำทำนายเรื่องวันสิ้นโลกต่างๆ สภาพแวดล้อมสุดขั้ว อย่างเช่นร้อนจัดหรือหนาวจัด ระเบียบสังคมล่มสลาย เชื้อโรคระบาด ซอมบี้ สัตว์กลายพันธุ์ เผ่าพันธุ์จากต่างดาวบุกรุก...สรุปก็คือสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตเลวร้ายอย่างถึงที่สุดค่ะ”
“พลังปราณฟื้นฟู...การประยุกต์ใช้พลังปราณมันกว้างมากค่ะ โดยพื้นฐานแล้วก็คือโลกธรรมดาๆ โลกหนึ่ง พอพลังปราณฟื้นฟูขึ้นมา ก็อาจจะเป็นตำนานเทพจุติ เทพเซียนปรากฏกาย หรือไม่ก็สิ่งมีชีวิตเกิดการวิวัฒนาการ หรือเรื่องราวลี้ลับกลายเป็นความจริง อ้อ! แล้วก็อาจจะเปิดประตูมิติเชื่อมกับต่างโลก แล้วก็ทำสงครามกับต่างโลกได้ด้วยค่ะ...”