บทที่ 10 จอดเกวียนตรงหน้าโรงพนันพอดี

คุณพ่อเหยียนทำงานอย่างขะมักเขม้น ภรรยาหมอชุยและลูกๆ อีกหลายคนต่างก็ยืนมองตาไม่กะพริบ

เปลือกกีบส่วนเกินถูกขูดออก เผยให้เห็นเนื้อกีบสีขาวนวลข้างใน หลังจากขูดๆ ถูๆ อยู่พักใหญ่ ก็ได้กีบที่มีรูปทรงเหมาะสม

เมื่อวางขาข้างนั้นลง เจ้าลาก็ลองยืดๆ แตะๆ พื้นดู

น่ามหัศจรรย์นัก ขาของมันยืนตรงได้แล้ว!

ข้างที่สอง...ข้างที่สาม...

เมื่อแต่งกีบครบทั้งสี่ข้าง เจ้าลาก็ปลดเปลื้องภาระได้สำเร็จ ต้ากุ่ยจึจูงมันเดินเล่นไปมาในลานบ้านอย่างสบายอารมณ์ บางครั้งก็ถึงกับวิ่งเหยาะๆ เลยทีเดียว

ภรรยาหมอชุยยิ่งกระตือรือร้นมากขึ้นไปอีก

“ดื่มน้ำก่อนๆ ดูสิน้องชายเหยียนเหนื่อยแย่แล้ว พักให้ดีๆ เถอะ!”

“ต้องขอบใจเจ้าจริงๆ ไม่อย่างนั้นพวกเรายังนึกว่าลามันป่วยเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะต้องแต่งกีบให้มันด้วย ฮะๆๆ! ปกติพี่ชุยของเจ้าไม่ค่อยกล้าใช้งานมันเท่าไหร่ ตามที่เจ้าว่า ต่อไปคงต้องให้เจ้าลาทำงานให้มากขึ้นเสียแล้ว จะได้ดูแลกีบทั้งสี่ข้างของมันให้ดีๆ ไม่ต้องลำบากเจ้ามาแต่งให้มันบ่อยๆ ฮะๆๆ!”

“พี่สะใภ้ชุยอย่าได้เกรงใจไปเลย ที่พี่ชายข้าป่วยก็ได้พี่ชุยคอยดูแลรักษา เราอยู่ใกล้กันแค่นี้ มีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยขอรับ นี่มันก็แค่งานเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ลำบากอะไร ถ้าเจอจังหวะพอดีก็ช่วยแต่งให้ได้ หากวันข้างหน้าขี้เกียจไปตามช่างแต่งกีบ ก็ให้ต้ากุ่ยจึกับเสี่ยวกุ่ยจึไปเรียกข้าได้เลย”

หมอชุยยืนนิ่งมาครู่ใหญ่ ก็ตกตะลึงไปเช่นกัน

เผลอแป๊บเดียว ข้ากลายเป็น ‘พี่ชุย’ ตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วเหยียนคนรองก็กลายเป็น ‘น้องชายเหยียน’ ไปแล้วรึ?

ภรรยาของเขาเป็นคนอย่างไรเขารู้ดีที่สุด ดูใบหน้าแก่ๆ นั่นสิยิ้มจนแก้มบาน นี่คงรู้สึกว่าตัวเองได้กำไร เลยดีใจจนเนื้อเต้น!

“น้องชายเหยียนเอ๊ย พี่สะใภ้ต้องขอบใจเจ้าล่วงหน้าเลยนะ!” ภรรยาหมอชุยยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงหู การแต่งกีบลาแบบนี้ปกติก็ต้องเสียเงินหลายอีแปะ ประหยัดได้ก็คือกำไร! “เดี๋ยวพี่สะใภ้จะไปหยิบดอกสายน้ำผึ้งมาให้นะ เจ้าอย่าดูถูกว่ามันเป็นแค่หญ้าล่ะ พี่ชุยของเจ้าบอกว่าเอาไปชงน้ำดื่มดีนักก็จงเชื่อเถอะ!”

“ได้...ที่รัก...ได้อยู่แล้ว”

“ขับร้อนล้างพิษ” หมอชุยพูดเสริมขึ้นมาทันที

“ใช่ๆๆ ร้อนในดื่มเจ้านี่ดีที่สุด” ภรรยาหมอชุยหยิบให้กำใหญ่ อย่างไรเสียหญ้านี่ก็เป็นของที่เก็บมาเอง ไม่ต้องเสียเงินซื้อ

ดวงตาของคุณพ่อเหยียนเป็นประกายวาบ ช่างนึกอะไรก็ได้สิ่งนั้นจริงๆ

“นี่มันของดีเลยนะขอรับ ขอบคุณท่านพี่สะใภ้มาก!”

หมอชุยกระแอมหนึ่งทีแล้วกล่าวว่า “น้องชายเหยียนไปมีฝีมือทางด้านนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน?”

คุณพ่อเหยียนรีบร้องขอทันที “นี่ข้าก็แค่เรียนรู้เล่นๆ ไปเรื่อยเปื่อยขอรับ พี่ชุย ท่านพี่สะใภ้ ต่อหน้าพี่ใหญ่ของข้าอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เป็นอันขาดนะขอรับ”

สองสามีภรรยาตระกูลชุยไม่มีเหตุผลที่จะไม่ตอบตกลง ถึงแม้จะมีวิชาติดตัวมากก็ไม่เสียหายอะไร แต่การแต่งกีบให้สัตว์เลี้ยง...มันก็ฟังดูไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะปรึกษาพี่ชุยกับท่านพี่สะใภ้ พี่ชายของข้าอยากจะเดินทางไปที่สำนักศึกษาในเมืองสักหน่อย ร่างกายของท่านพี่ก็อย่างที่ท่านทราบดี เลยอยากจะขอยืมเกวียนลาของบ้านท่านไปใช้ ไม่ทราบว่าจะสะดวกหรือไม่ขอรับ?” คุณพ่อเหยียนถามอย่างจริงใจ

“สะดวกสิๆ เจ้าจูงไปได้เลย เสี่ยวกุ่ยจึ ไปช่วยท่านอาเหยียนของเจ้าเทียมเกวียนเร็ว” ภรรยาหมอชุยสั่งลูกชายไปพลาง พูดไปพลาง “เจ้าลานี่ต้องใช้งานให้มันเยอะๆ หน่อย จะปล่อยให้มันขี้เกียจไม่ได้”

หมอชุยยื่นห่อยาให้คุณพ่อเหยียนอย่างเงียบๆ เมื่อนึกถึงอาการของเหยียนคนโต ก็กำชับเพิ่มอีกประโยคหนึ่ง “เดินทางช้าๆ หน่อยนะ ลดการกระแทก...”

“ท่านวางใจเถอะน่า น้องชายเหยียนรู้ดีกว่าท่านอีก ลาตัวโปรดของท่านน่ะมันไม่ค่อยได้ใช้งานต่างหาก”

หมอชุย: .......

ข้าไม่ได้พูดถึงลา ข้าเป็นห่วงคนป่วย!

คุณพ่อเหยียนขับเกวียนกลับมา ส่งห่อยาและดอกสายน้ำผึ้งให้ภรรยา

“โชคดีที่ข้ามีฝีมือลับๆ แบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรเหมือนกัน”

“ฮ่าๆๆ ท่านพ่อ สมัยก่อนท่านยังเคยบ่นอยู่เลยไม่ใช่หรือว่าคุณปู่รองชอบเรียกแต่ท่านไปทำงาน ไม่เรียกท่านอาใช้งานบ้างเลย กลับมาทีไรกลิ่นติดตัวมาทุกที...ลูกขอดมหน่อย...ใช่เลย กลิ่นนี้เลยค่ะ ฮ่าๆๆ!” เหยียนอวี้ขำจนท้องแข็ง “ขอบคุณที่คุณปู่รองลำเอียงรักท่านอานะคะ...เอ๊ะ? ต่อไปเราต้องเตรียมเครื่องมือไว้บ้างไหมคะท่านพ่อ ทักษะการแต่งกีบต้องเฉิดฉายแล้ว! ฮ่าๆๆๆ!!!”

คุณพ่อเหยียนแกล้งขยับเข้าไปใกล้ลูกสาว “ดมเลยสิ รีบทำความคุ้นเคยไว้นะ ต่อไปวิชานี้พ่อจะไม่ถ่ายทอดให้ใคร จะถ่ายทอดให้แต่ลูกสาวสุดที่รักของพ่อคนเดียวเท่านั้น!”

“ข้าไม่เอาค่ะ ฮ่าๆ! คนโบราณเขาสืบทอดวิชาให้ลูกชายไม่สืบทอดให้ลูกสาว รอให้น้องชายโตก่อนท่านค่อยถ่ายทอดให้เขานะคะ ลูกไม่ว่าท่านลำเอียงแน่นอน!” เหยียนอวี้หัวเราะจนใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำเหมือนแอปเปิลแดง จุกผมสองข้างก็โยกไปมาจนยุ่งเหยิง

“อาจจะเป็นน้องสาวก็ได้นะ” หลี่เสว่เหมยยิ้มพลางมองสองพ่อลูกเล่นกันอย่างสนุกสนาน พลันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามว่า “ข้าควรจะไปให้หมอชุยจับชีพจรดูหน่อยไหม? จะมาพูดเองเออเองว่าท้องแล้วก็คงไม่ได้”

“จริงด้วยๆ เดี๋ยวพอข้ากลับมาจากเมือง ตอนเอาเกวียนมาคืน เราค่อยไปด้วยกัน” คุณพ่อเหยียนรีบพูด

“พอดีเลย ข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวเมื่อวาน ท่านช่วยเอาฟางข้าวไปสับเตรียมไว้หน่อยนะ จะได้เอาไปบนเกวียนด้วย” หลี่เสว่เหมยกล่าว

“ข้ารู้แล้ว” คุณพ่อเหยียนพยักหน้า

ถึงหมอชุยจะไม่ได้เอ่ยปาก แต่พวกเขาก็จะทำตัวไม่รู้ความไม่ได้

ต้องเตรียมของกินให้เจ้าลาไว้บ้าง

ขนาดกีบลาคุณพ่อเหยียนยังแต่งได้ การขับเกวียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง

โครงเกวียนคันใหม่ของหมอชุยคันนี้เป็นแบบสั่งทำพิเศษ ทำเพื่อตัวเองโดยเฉพาะ ทุกอย่างจึงถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

มีหลังคา มีราวกั้น พื้นสองชั้น ชั้นล่างสุดสามารถวางของได้ ส่วนแผ่นไม้ชั้นบนทำเป็นแบบพับได้ สามารถขยายให้กว้างขึ้นได้ตามความเหมาะสม

ให้คนป่วยอย่างเหยียนหวยเหวินนอนอยู่ข้างในนั้นช่างสบายจริงๆ แดดส่องไม่ถึง มีลมเย็นๆ พัดเข้ามา สุขใจยิ่งนัก

หลังจากบรรจุฟางข้าวสับใส่กระสอบป่านแล้ว คุณพ่อเหยียนก็คว้าหญ้าแห้งหน้าประตูมาสองสามกำ บิดๆ แล้วผสมเข้าไปในฟางข้าว

กระสอบป่านวางไว้บนแผ่นไม้ชั้นล่างได้อย่างพอดี

ต้าหยาวิ่งวุ่นอยู่ข้างหน้าข้างหลัง เตรียมขนมปังธัญพืชให้พวกเขา ทั้งยังบรรจุน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่จนเต็มสองกระบอก

เอาล่ะ!

ออกเดินทาง!

ล้อเกวียนไม้ในยุคโบราณเทียบไม่ได้กับยางรถยนต์ในยุคปัจจุบัน ทั้งยังเป็นถนนดิน จึงไม่ค่อยราบเรียบนัก

โชคดีที่คุณพ่อเหยียนไม่ได้ให้ลาวิ่งเร็วเกินไป เดินทางได้ราวครึ่งชั่วยามก็เข้าสู่ตัวเมือง คุณพ่อเหยียนแอบดึงผ้าผืนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา

บนนั้นมีแผนที่เมืองที่ลูกสาวของเขาวาดด้วยมือ

สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าการที่คนไม่มีความทรงจำเลยอย่างเขาต้องมาเป็นเพื่อนพี่ชายเข้าเมืองนั้นมันน่าหวาดหวั่นเพียงใด

โชคดีที่ลูกสาวของเขามองการณ์ไกล ตลอดหลายวันที่ผ่านมานางคอยซักถามข่าวคราวต่างๆ จากเด็กๆ ในหมู่บ้านอยู่เสมอ

อย่างเช่น เข้าเมืองไปแล้วตรงไหนมีร้านขายซาลาเปา ซาลาเปาไส้เนื้ออร่อยมาก ซู้ด!

คราวที่แล้วเข้าเมือง ย่าซื้อน้ำตาลโตนดให้ข้าด้วย อยู่บนถนนเส้นนั้นแหละ

แม่ข้าบอกว่าเถ้าแก่รองของร้านผ้าสี่ไห่เป็นคนใจดี ให้ผ้าแถมเยอะกว่าร้านผ้าหวังจี้อีก รอเก็บเงินพอเมื่อไหร่จะตัดรองเท้าคู่ใหม่ให้ข้า อิๆ!

คราวที่แล้วไปในเมือง พ่อซื้อถังหูลู่ให้ข้าด้วยนะ หวานมากๆ เลย อยู่ตรง...

ก็อาศัยข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่รวบรวมมานี่แหละ ที่ลูกสาวของเขาวาดแผนที่ฉบับย่อให้

โชคดีที่เมืองไม่ใหญ่มากนัก

สถานที่สำคัญหลายแห่งถูกทำเครื่องหมายไว้ชัดเจน

ไม่เลวเลย เด็กพวกนี้ถึงจะตัวเล็ก แต่ความจำก็ดีใช้ได้ สถานที่ของกินไม่ผิดเพี้ยนเลยสักแห่ง

“เทียนโย่ว หยุดก่อน” เสียงของเหยียนหวยเหวินดังมาจากด้านหลัง

คุณพ่อเหยียนหยุดเกวียน แล้วหันไปถาม “เป็นอะไรไปหรือขอรับพี่ใหญ่?” นี่ยังไม่ถึงที่หมายเลยนะ

เขามองไปรอบๆ แต่พอมองเท่านั้นแหละ...

เวรแล้วไง!

นั่นมันโรงพนันซุ่นซินนี่!

ตอนนี้พวกเขาอยู่ตรงหน้าโรงรับจำนำซุ่นอี้พอดี ซึ่งอยู่คนละฝั่งถนนกับโรงพนัน ข้างๆ โรงรับจำนำคือโรงอาบน้ำ ถัดไปอีกหน่อยมีร้านเหล้าเล็กๆ ไม่ไกลกันนักยังมีแผงขายเกี๊ยวน้ำอีกด้วย...

ทั้งครอบครัวของพวกเขายังคงฝังใจกับหนี้พนันยี่สิบตำลึงนั่น เหยียนอวี้ถึงกับวาดกากบาทสีดำทมิฬไว้บนโรงพนันในแผนที่ฉบับย่อของเธอเลยทีเดียว



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 10 จอดเกวียนตรงหน้าโรงพนันพอดี

ตอนถัดไป