ความในใจของหญิงสาว

บทที่ 30: ความในใจของหญิงสาว

อย่างไรเสียก็ยังเป็นความคิดแบบเด็กสาว

หลังจากได้รับการปลอบโยนจากกวนหนิงอยู่สองสามประโยค จางเสี่ยวอวิ๋นและหลิวซือเยี่ยนก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง แล้วหันไปถามเรื่องราวในแดนรกร้างจากหลินเจ๋อด้วยความอยากรู้อยากเห็น

พวกเธอรู้ว่าช่วงนี้หลินเจ๋อออกล่าสัตว์ในแดนรกร้างตลอด

เรื่องนี้ทำให้พวกเธอทั้งประหลาดใจและชื่นชม ทุกครั้งที่เจอกันจึงมักจะรบเร้าให้เขาเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังอยู่บ่อยๆ

แม้แต่กวนหนิงเองก็ค่อนข้างอยากรู้เช่นกัน

เพราะในฐานะผู้ใช้อสูร ในอนาคตย่อมต้องมีสักวันที่ต้องออกไปต่อสู้กับอสูรร้ายในแดนรกร้าง

จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่สนใจเรื่องราวเหล่านี้

สิบกว่านาทีต่อมา

ทุกคนก็มากันครบแล้ว

ทุกคนทยอยขึ้นรถบัส

กวนหนิงและหลินเจ๋อนั่งอยู่ด้วยกัน ส่วนจางเสี่ยวอวิ๋นและหลิวซือเยี่ยนนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทางเดินที่อยู่ติดกัน

พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มขึ้น รถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากโรงเรียนไป

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา รถบัสก็ออกจากเมืองผิงไห่ เข้าสู่เขตแดนรกร้างในที่สุด

ทิวทัศน์นอกหน้าต่างค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงและถนนหนทางที่เรียงราย ไปเป็นทุ่งหญ้ารกร้างว่างเปล่า

นักเรียนหลายคนเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา พวกเขาเกาะขอบหน้าต่าง จ้องมองทิวทัศน์ด้านนอกด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะตื่นเต้นกันขนาดนี้

ในยุคที่เต็มไปด้วยอสูรร้ายนับไม่ถ้วนอาศัยอยู่นอกเมืองเช่นนี้ การจะออกจากเมืองเพื่อเดินทางไปข้างนอกนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

หากไม่ระวังเพียงเล็กน้อยก็อาจจะเจออันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากผู้ใช้อสูรที่กล้าเดินทางในแดนรกร้างตามลำพังแล้ว คนธรรมดาทั่วไปเวลาเดินทาง มักจะต้องมีกองทัพหรือผู้ใช้อสูรคอยคุ้มกัน

เหมือนกับรถบัสคันนี้ ที่เบาะแถวหน้าสุดก็มีครูของโรงเรียนระดับผู้ใช้อสูรระดับทองแดงสองคน รับหน้าที่คุ้มกันนักเรียนให้ไปถึงเมืองหนิงเจียงอย่างปลอดภัย

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้

คนหนุ่มสาวหลายคนจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังไม่เคยออกจากเมืองที่ตนเกิด จึงมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรงกล้าต่อแดนรกร้างเป็นธรรมดา

กวนหนิงก็เช่นกัน

เดิมทีเด็กสาวเลือกที่นั่งติดทางเดินเพื่อที่จะได้คุยกับเพื่อนสนิทได้สะดวก

แต่ตอนนี้เพื่อที่จะชมทิวทัศน์ด้านนอก เธอก็เลยต้องคุกเข่าอยู่บนเบาะ แล้วเอนลำตัวส่วนบนข้ามหลินเจ๋อไปเกาะที่หน้าต่าง

โดยไม่รู้เลยว่าท่าทางนี้ในสายตาคนอื่นนั้นดูใกล้ชิดสนิทสนมเพียงใด

ดูราวกับว่าหลินเจ๋อกำลังโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขน

หลินเจ๋อเองก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง

ร่างอรชรของกวนหนิงอยู่ใกล้มากจนเขาสามารถได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของเด็กสาว ให้ความรู้สึกราวกับมีหยกเนื้อนุ่มอันหอมกรุ่นอยู่ในอ้อมแขน

ถึงแม้ว่าวุฒิภาวะทางจิตใจของเขาจะสูง และในชาติก่อนก็เคยมีประสบการณ์คบหากับผู้หญิงอย่างลึกซึ้งมาแล้ว

แต่ร่างกายในปัจจุบันกลับไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลย ยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ในช่วงวัยหนุ่มเลือดร้อนอีกด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ในใจจะไม่เกิดความรู้สึกหวั่นไหว

ในไม่ช้า

กวนหนิงก็หายจากความตื่นเต้น

เมื่อใจเย็นลง เธอก็สังเกตเห็นท่าทางที่ไม่เหมาะสมของตัวเองในทันที

เด็กสาวหน้าแดงก่ำ เธอแอบเหลือบมองหลินเจ๋อเล็กน้อย จากนั้นก็รีบทำทีเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วหดตัวกลับไปนั่งที่ของตัวเอง

หลังจากนั่งลงเรียบร้อย หางตาของกวนหนิงก็สังเกตเห็นว่าจางเสี่ยวอวิ๋นและหลิวซือเยี่ยนกำลังเอามือปิดปากแอบหัวเราะ พร้อมกับมองมาที่เธอด้วยสายตาล้อเลียน

ใบหน้าของเด็กสาวยิ่งแดงระเรื่อขึ้นไปอีก อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เพื่อนสนิททั้งสองคน

จางเสี่ยวอวิ๋นและหลิวซือเยี่ยนไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย พวกเธอทำเพียงแค่หัวเราะคิกคัก

ครู่ต่อมา

หลิวซือเยี่ยนก็ดึงแขนเสื้อของจางเสี่ยวอวิ๋นเบาๆ แล้วกระซิบถาม

“นี่เสี่ยวอวิ๋น กวนหนิงคงไม่ได้...มีความคิดแบบนั้นกับพี่หลินใช่ไหม?”

จางเสี่ยวอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายของเธอในทันที แล้วพูดอย่างไม่แน่ใจว่า “อาจจะนะ”

จิตใจของหญิงสาวนั้นอ่อนไหวที่สุด

ก่อนหน้านี้แม้ว่ากวนหนิงจะพูดถึงหลินเจ๋อกับพวกเธอบ่อยๆ แต่คำพูดและท่าทีส่วนใหญ่ก็เป็นความสนิทสนมที่มีต่อพี่ชายคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามช่วงหลังๆ มานี้ เวลาพูดถึงหลินเจ๋อ น้ำเสียงและสีหน้าของกวนหนิงกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับเคลือบด้วยน้ำผึ้ง

บางทีเจ้าตัวเองอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

“แต่พวกเขาเป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอ?”

“ชิ พี่น้องอะไรกัน แค่เพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันเฉยๆ ไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องกันเลยสักนิด”

“งะ-งั้นเธอก็หมายความว่า...กวนหนิงชอบพี่หลินจริงๆ เหรอ?”

จางเสี่ยวอวิ๋นเหลือบมองหลิวซือเยี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่า

“นี่ซือเยี่ยน เธอน่ะคงไม่ได้กำลังกังวลว่ากวนหนิงจะแย่งพี่หลินไปหรอกนะ?”

ใบหน้าของหลิวซือเยี่ยนแดงก่ำขึ้นมาทันที เธออ้ำๆ อึ้งๆ พูดไม่ออกเป็นเวลานาน

กว่าเธอจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง

“ยังจะมาว่าฉันอีก ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอไม่มีความคิดอะไรกับพี่หลิน!”

จางเสี่ยวอวิ๋นก็หน้าแดงขึ้นมาเช่นกัน เธอพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

หลินเจ๋อไม่รู้เลยว่าเด็กสาวทั้งสองคนกำลังพูดคุยเรื่องของเขาอยู่ลับหลัง

หลังจากที่กวนหนิงกลับไปนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจ หลินเจ๋อจึงรีบเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู

จากการล่าสัตว์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาสามารถปลดล็อกความสำเร็จใหม่ได้สองอย่างตามที่คาดไว้

[ความสำเร็จ: ทักษะ·เชี่ยวชาญ] : อสูรรับใช้ใช้สกิลสะสมครบ 100 ครั้ง บรรลุความสำเร็จจะได้รับ 300 แต้มความสำเร็จ, ศิลาผลึกวิญญาณ X1

[ความสำเร็จ: ทักษะวิญญาณ·เชี่ยวชาญ]: ใช้ทักษะวิญญาณสะสมครบ 100 ครั้ง บรรลุความสำเร็จจะได้รับ 300 แต้มความสำเร็จ, ยาฟื้นฟูพลังวิญญาณ X1

เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ สกิลของอสูรรับใช้และทักษะวิญญาณต่างก็มีชุดความสำเร็จของตัวเอง

คาดการณ์ได้เลยว่า นี่จะเป็นหนึ่งในช่องทางที่สำคัญที่สุดในการหาแต้มความสำเร็จของเขาในอนาคต

“น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถบรรลุความสำเร็จผู้พิฆาตหมื่นอสูรได้”

หลินเจ๋อรู้สึกเสียดายเล็กน้อยในใจ

ถึงแม้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาจะฆ่าอสูรร้ายไปไม่น้อย แต่จำนวนก็ยังไม่สามารถทะลุหนึ่งหมื่นตัวได้

แต่ก็จริง โอกาสที่จะได้สังหารอสูรร้ายจำนวนมากและเก็บแต้มความสำเร็จได้อย่างเต็มที่เหมือนตอนคลื่นอสูรแมลงนั้นหาได้ยากอย่างยิ่ง

อาศัยเพียงแค่การล่าสัตว์ในแต่ละวัน ประสิทธิภาพก็ไม่ได้สูงอะไรนัก

ขณะที่กำลังคิด หลินเจ๋อก็สลับไปที่หน้าต่างข้อมูลอสูรรับใช้

หลังจากการต่อสู้ติดต่อกันหลายวัน ค่าการเติบโตของเสี่ยวเสวี่ยและอสูรศิลาก็เพิ่มขึ้นในระดับที่แตกต่างกันไป

ค่าการเติบโตของเสี่ยวเสวี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 47% ระดับของเธอจึงทะลุขึ้นไปถึงระดับสี่ขั้นหกแล้ว

ส่วนค่าการเติบโตของอสูรศิลาเพิ่มขึ้นเป็น 25% ระดับของมันก็ทะลุขึ้นไปถึงระดับสี่ขั้นหกเช่นกัน

ความแข็งแกร่งของทั้งสองตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่หลินเจ๋อตั้งไว้กับตัวเองในตอนแรกแล้ว

“ว่าแต่ แต้มความสำเร็จที่ได้เป็นรางวัลยังไม่ได้ใช้เลยนี่”

แววตาของหลินเจ๋อฉายแววครุ่นคิด

ศิลาผลึกวิญญาณที่ได้จากรางวัลความสำเร็จถูกเขาใช้ไปแล้ว ทำให้ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นเป็น 9.8 ได้สำเร็จ

แต่แต้มความสำเร็จนั้นเขายังไม่ได้แตะต้องเลย เพราะเขามีแผนอื่นอยู่

ปัจจุบันแต้มความสำเร็จมีหน้าที่หลักอยู่สามอย่าง

เพิ่มค่าสถานะพลังกายและจิตวิญญาณ

เพิ่มค่าการเติบโตของอสูรรับใช้

ปลดล็อกสกิลอสูรรับใช้

หน้าที่แรกหลินเจ๋อยังไม่เคยลองใช้จริง

แต่ก็ไม่จำเป็น เพราะค่าสถานะพลังกาย และจิตวิญญาณยังสามารถเพิ่มได้โดยใช้ผลึกเสริมแกร่งร่างกาย และศิลาผลึกวิญญาณที่ได้จากรางวัลความสำเร็จ

ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองแต้มความสำเร็จอันล้ำค่า

ส่วนค่าการเติบโตของอสูรรับใช้นั้น สามารถเพิ่มได้โดยผ่านการต่อสู้และกินสมบัติฟ้าดิน

ถึงแม้จะช้ากว่าหน่อย แต่เมื่อเทียบกับการประหยัดแต้มความสำเร็จแล้ว ข้อเสียนี้ก็ยอมรับได้

ในทางกลับกัน สกิลอสูรรับใช้ในปัจจุบันสามารถปลดล็อกได้โดยใช้แต้มความสำเร็จเท่านั้น

และสกิลก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพลังต่อสู้ของอสูรรับใช้ ที่ไม่อาจมองข้ามได้

ดังนั้นหลังจากพิจารณาแล้ว หลินเจ๋อจึงตัดสินใจว่าในอนาคต แต้มความสำเร็จที่ได้รับมาจะเน้นไปที่การปลดล็อกสกิลของอสูรรับใช้เป็นหลัก

ยกเว้นว่าจะมีเหลือใช้ หรืออยู่ในช่วงเวลาคับขัน มิฉะนั้นเขาจะพยายามใช้แต้มความสำเร็จในการเพิ่มค่าการเติบโตให้น้อยที่สุด

คาดการณ์ได้เลยว่าในอนาคตจะต้องมีที่ให้ใช้แต้มความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

การประหยัดไว้ให้ได้มากที่สุดย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ

เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ระยะสั้นตรงหน้าแล้ว หลินเจ๋อให้ความสำคัญกับการพัฒนาในระยะยาวมากกว่า

เมื่อได้สติกลับมา หลินเจ๋อก็มองไปที่หน้าต่างข้อมูลต่อ

หลังจากค่าการเติบโตเพิ่มขึ้น อสูรรับใช้ทั้งสองตัวก็มีสกิลที่ครบเงื่อนไขในการปลดล็อกแล้ว

ของเสี่ยวเสวี่ยคือ ‘เสียงสะท้อนธิดาหิมะ’ ต้องใช้ 200 แต้มความสำเร็จ

ของอสูรศิลาคือ ‘หนามพสุธา’ ต้องใช้ 100 แต้มความสำเร็จ

หลินเจ๋อปลดล็อกสกิลทั้งสองอย่างโดยไม่ลังเล

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ปิดหน้าต่างข้อมูล แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เริ่มหลับตาพักผ่อน

เวลาค่อยๆ ผ่านไป

เมื่อถึงตอนเที่ยงวัน

ในที่สุดเค้าโครงของกลุ่มอาคารก็ปรากฏขึ้นที่ปลายขอบฟ้าเบื้องหน้าของทุกคน




ตอนก่อน

จบบทที่ ความในใจของหญิงสาว

ตอนถัดไป