มองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

บทที่ 33 มองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

สำหรับพวกที่กล้าลงมือกับกวนหนิง หลินเจ๋อไม่เคยคิดจะออมมือ

เขาเลือกโจมตีแต่จุดอ่อนของร่างกายมนุษย์โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า จมูก หรือบริเวณที่เส้นประสาทรวมตัวกันอยู่หนาแน่น เพื่อให้มั่นใจว่าเพียงหมัดเดียวก็สามารถทำให้คู่ต่อสู้หมดความสามารถในการตอบโต้

และผลลัพธ์ของการต่อสู้ก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

บัดนี้ เด็กหนุ่มกว่าสิบคนนอนกองอยู่บนพื้น กุมบาดแผลของตนเองพร้อมกับร้องโหยหวนไม่หยุดหย่อน สภาพความหยิ่งผยองอวดดีก่อนหน้านี้ได้อันตรธานหายไปสิ้น

“พวกเธอทำอะไรกัน?”

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าขุ่นเคือง

เขาคืออาจารย์จากสถาบันหนิงเจียงที่ถูกส่งมาประจำการที่โรงแรม มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการจัดการต่างๆ ของผู้เข้าสอบจากทั่วทุกสารทิศ

แต่คาดไม่ถึงว่าเพียงวันแรกก็ได้รับรายงานจากพนักงานโรงแรมว่ามีนักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน

ด้วยความโมโห เขาจึงรีบร้อนรุดมาที่เกิดเหตุในทันที

ไม่คาดคิดว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ จะได้เห็นภาพเช่นนี้

นี่คือคนคนเดียวล้มคนสิบกว่าคนได้งั้นหรือ?

“เกิดอะไรขึ้น?”

สายตาของชายวัยกลางคนจับจ้องไปที่หลินเจ๋อ พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าบึ้งตึง

ก็ช่วยไม่ได้ ในที่เกิดเหตุมีเพียงเขาคนเดียวที่ยังยืนอยู่ ส่วนคนอื่นๆ ตอนนี้นอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้นกันหมดแล้ว

หลินเจ๋อยังไม่ทันได้เอ่ยปาก กวนหนิงก็ก้าวออกมายืนข้างหน้าก่อน แล้วชี้ไปยังกลุ่มคนที่นอนอยู่บนพื้นพร้อมกับกล่าวเสียงดัง

“เป็นพวกนี้ที่หาเรื่องก่อนค่ะ!”

“ใช่ค่ะ!”

จางเสี่ยวอวิ๋นและหลิวซือเยี่ยนก็ก้าวออกมาช่วยเสริม

“คนพวกนี้คิดจะลวนลามกวนหนิง!"

“พอถูกห้ามก็ยังปากเสียอีก พี่หลินถึงได้ทนไม่ไหวจนต้องลงมือ!"

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว เขามองไปยังเด็กสาวหน้าตาดีทั้งสามคนตรงหน้า สลับกับมองไปยังกลุ่มเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้น

ทันทีที่สบตากับชายวัยกลางคน เด็กหนุ่มหลายคนในกลุ่มนั้นก็พากันหลบสายตาด้วยท่าทีหวาดกลัว

เมื่อเห็นดังนั้น ชายวัยกลางคนจะไม่เข้าใจสถานการณ์ได้อย่างไร

แต่เขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจในทันที แต่เรียกพนักงานโรงแรมมาสั่งให้ไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในโถงทางเดิน

หลังจากที่ตรวจสอบภาพจากกล้องและยืนยันได้ว่าเป็นฝ่ายกลุ่มเด็กหนุ่มที่เริ่มหาเรื่องก่อนจริงๆ ชายวัยกลางคนจึงจ้องมองพวกเขาอย่างเกรี้ยวกราด

“พวกเธอมาจากโรงเรียนไหน?”

พวกเด็กหนุ่มอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าตอบ

เมื่อเห็นดังนั้น ชายวัยกลางคนก็แค่นเสียงเย็นชาหนึ่งครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก

ครู่ต่อมา

เขาวางโทรศัพท์ลง แล้วเดินมาอยู่ตรงหน้าหลินเจ๋อ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า

“ฉันแจ้งไปทางโรงเรียนของคนพวกนี้แล้ว พวกเขาจะต้องชดใช้ให้กับการกระทำในวันนี้”

“อีกอย่าง ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนเริ่มก่อน แต่การที่เธอมีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทก็เป็นความจริง ถือว่ามีความผิดเช่นกัน ตอนนี้กลับไปที่ห้องแล้วสำนึกผิดซะ”

จางเสี่ยวอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา กำลังจะเอ่ยปากโต้แย้ง แต่ก็ถูกกวนหนิงแอบดึงห้ามไว้

ชายวัยกลางคนดูเหมือนจะกำลังตำหนิหลินเจ๋อ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงการยกขึ้นสูงๆ แล้ววางลงเบาๆ〔1〕

นอกจากการสำนึกผิดที่ไม่มีความหมายอะไรแล้ว เขาก็ไม่ได้ลงโทษอะไรหลินเจ๋อเพิ่มอีก

ผลลัพธ์เช่นนี้ถือว่าดีมากแล้ว

เพราะในฐานะที่เป็นอาจารย์ จะให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับผู้ที่มีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทเลยก็คงจะไม่ได้

หลินเจ๋อย่อมเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี เขาจึงรับคำด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

ชายวัยกลางคนถามต่อ “เธอชื่ออะไร มาจากโรงเรียนไหน?”

“หลินเจ๋อครับ มาจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งผิงไห่”

“เธอคือหลินเจ๋อ?”

ดูเหมือนชายวัยกลางคนจะเคยได้ยินชื่อของหลินเจ๋อมาก่อน เมื่อได้ฟังก็ถึงกับตกใจ

หลังจากพินิจพิจารณาหลินเจ๋ออยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาก็พลันอ่อนลงไปมาก บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ

“ที่แท้เธอก็คือหลินเจ๋อนี่เอง ไม่นึกเลยว่านอกจากพรสวรรค์ด้านการเป็นผู้ใช้อสูรแล้ว เรื่องชกต่อยเธอก็เก่งกาจไม่เบาเลยนะ จิ๊จิ๊…สมกับเป็นอัจฉริยะจริงๆ"

ประโยคนี้มีความหมายเชิงหยอกล้ออยู่บ้าง

แตกต่างจากน้ำเสียงที่เคร่งขรึมเป็นงานเป็นการก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

ทำเอากวนหนิงและคนอื่นๆ ได้แต่มองหน้ากันไปมา

ส่วนหลินเจ๋อนั้นมีสีหน้าครุ่นคิด

แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก หลังจากกล่าวลาชายวัยกลางคนแล้ว ก็พากวนหนิงกลับไป

หลังจากที่พวกเขาจากไปแล้ว อาจารย์อีกคนที่มาถึงช้าไปก้าวหนึ่งก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้

“อาจารย์หลี่ เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใครกัน ดูท่านมองเขาเป็นพิเศษ หรือว่าจะเป็นลูกหลานจากตระกูลผู้ใช้อสูรตระกูลไหน?”

อาจารย์หลี่หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “ยังจำเรื่องที่พูดถึงในการประชุมคราวก่อนได้ไหม ที่ว่าเมืองผิงไห่มีอัจฉริยะคนหนึ่งผ่านการประเมินคุณสมบัติระดับสูงสุดได้น่ะ”

อาจารย์คนนั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที

“หรือว่าจะเป็นคนเมื่อกี้นี้?”

“ถูกต้อง ก็เขาคนนั้นแหละ นี่เป็นนักเรียนอัจฉริยะที่ท่านคณบดีสั่งมาเป็นการส่วนตัวว่าต้องรับเข้าสถาบันให้ได้ แล้วจะให้ฉันไม่จับตามองเขาได้อย่างไร?”

“ก็จริง”

อาจารย์คนนั้นพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“อัจฉริยะที่ผ่านระดับสูงสุด… ไม่รู้ว่าในการสอบคัดเลือกครั้งนี้เขาจะแสดงความสามารถได้ขนาดไหนกัน?”

หลังจากออกมาจากโถงทางเดิน โจวหงก็อดไม่ได้ที่จะตบอกด้วยความโล่งใจ

“ตกใจแทบแย่ นึกว่าจะโดนรุมกระทืบซะแล้ว”

จากนั้นเขาก็มองไปยังหลินเจ๋อด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ฉันรู้แค่ว่านายมีพรสวรรค์ด้านผู้ใช้อสูรสูงมาก ไม่นึกเลยว่าเรื่องชกต่อยก็ดุดันไม่เกรงใจใครขนาดนี้ จุ๊ๆ หนึ่งต่อสิบ แถมยังล้มอีกฝ่ายได้หมดโดยที่ตัวเองไม่บาดเจ็บเลยสักนิด สุดยอดเกินไปแล้ว! ต่อไปนี้นายคือลูกพี่ของฉันโจวหงคนนี้!”

โจวหงพูดพลางทำท่าประจบประแจงเหมือนลูกสมุน ทำเอากวนหนิงและเพื่อนสาวอีกสองคนหัวเราะคิกคักออกมา

ทว่าหลินเจ๋อกลับมองโจวหงด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่ยิ้ม

ในใจของเขานั้นสว่างกระจ่างแจ้ง

อย่าได้เห็นว่าโจวหงมีท่าทางอ้วนท้วมซื่อๆ แต่ภายในกลับฉลาดเป็นกรด

อาศัยเรื่องนี้เพื่อที่จะกระชับความสัมพันธ์

ก็เหมือนกับที่เขาเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ว่าอยากจะเกาะขาใหญ่

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น หลินเจ๋อก็ไม่ได้รังเกียจอะไร

การมีลูกน้องที่หูตากว้างไกลอยู่สักคนก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

“พวกเมื่อกี้มาจากโรงเรียนไหน?”

หลินเจ๋อเอ่ยถามขึ้นลอยๆ

“โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งไป๋ซาจากเมืองไป๋ซา”

โจวหงตอบโดยไม่ต้องคิด

“จริงสิ ลูกพี่หลิน พี่ต้องระวังตัวหน่อยนะ หลี่กังจากโรงเรียนพวกของพวกเขา ก็คือนักเรียนคนที่ห้าที่มีอสูรรับใช้ระดับสาม อสูรรับใช้ของเขาคืองูมังกรเกราะเหล็ก สายธาตุเหล็ก ระดับสามขั้นสอง”

หลินเจ๋อพยักหน้ารับรู้

เขาก็ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะมาแก้แค้น

ในช่วงสองวันที่เหลือ

พวกของหลินเจ๋อพักอยู่ในโรงแรมตลอด ไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นที่ไหน

หลังจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทครั้งนั้น อาจารย์จากโรงเรียนต่างๆ ก็ได้ตักเตือนนักเรียนของตนอย่างเข้มงวด

ทำให้เหล่าผู้เข้าสอบสงบเสงี่ยมลงไปมาก ไม่เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีก

ส่วนฉินเฮ่อก็ไม่ได้ตำหนิหลินเจ๋อ เพียงแค่พูดคุยกับเขาสองสามประโยค แล้วก็ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป

อันที่จริง เขาเองก็ไม่กล้าตำหนิ

ตอนนี้หลินเจ๋อเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งผิงไห่ หรือจะเรียกว่าของทั้งเมืองผิงไห่เลยก็ว่าได้

อย่าเห็นว่าไม่ค่อยมีใครเข้ามาติดต่อเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว บรรดาผู้ใหญ่ในเมืองผิงไห่ต่างก็จับตามองเขาอยู่เงียบๆ

หลายคนอยากจะเห็นว่าหลินเจ๋อจะสามารถเดินไปได้ไกลแค่ไหนบนเส้นทางของผู้ใช้อสูร

หากในอนาคตหลินเจ๋อสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของผู้ใช้อสูรได้ เมืองผิงไห่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาก็ย่อมจะได้รับประโยชน์มหาศาลไปด้วย

ต่อให้สมองโดนประตูหนีบ ฉินเฮ่อก็คงไม่ไปหาเรื่องกับยอดฝีมือระดับสูงในอนาคตเป็นแน่

นอกจากเรื่องวุ่นวายนี้แล้ว ก็ยังมีข่าวดีที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องหนึ่ง

อสูรรับใช้ของจางเสี่ยวอวิ๋นและหลิวซือเยี่ยนซึ่งเดิมทีก็อยู่ในจุดวิวัฒนาการอยู่แล้ว ในที่สุดก็ได้วิวัฒนาการสำเร็จในช่วงสองวันนี้ ทำให้ระดับของพวกมันทะลุขึ้นสู่ระดับสอง

เด็กสาวทั้งสองคนจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็ไม่ต้องกังวลใจเหมือนช่วงก่อนหน้านี้อีกแล้ว

อสูรรับใช้ระดับสอง ถือว่ามีโอกาสผ่านการสอบคัดเลือกสูงมาก

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในไม่ช้า ก็มาถึงวันสอบคัดเลือก

ตั้งแต่เช้าตรู่

เหล่าผู้เข้าสอบก็ได้เดินทางมายังสถาบันหนิงเจียง

หลังจากเดินผ่านประตูใหญ่อันโอ่อ่าที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ ทุกคนก็มารวมตัวกันที่ลานกว้าง

ผู้เข้าสอบทุกคนได้รับแผ่นป้ายทองแดงที่ผูกติดกับข้อมูลประจำตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว

ตามประกาศของสถาบันหนิงเจียง นี่คือกุญแจสำหรับเข้าสู่แดนมายาของศิลาจารึกต้นกำเนิด

เช่นเดียวกับการประเมินคุณสมบัติของสมาคมผู้ใช้อสูร การสอบคัดเลือกของสถาบันหนิงเจียงเองก็จัดขึ้นในแดนมายาเช่นกัน

และมีเพียงแดนมายาซึ่งในทางทฤษฎีแล้วมีพื้นที่ไร้ขีดจำกัดเท่านั้น ที่จะสามารถรองรับผู้ใช้อสูรฝึกหัดห้าพันคนให้ทำการทดสอบไปพร้อมๆ กันได้



บันทึกสำนวน/แสลง

〔1〕 高高拿起,轻轻放下 (gāo gāo ná qǐ, qīng qīng fàng xià)

  • ความหมายไทย (ตรงตัว): ยกขึ้นสูงๆ แล้ววางลงเบาๆ
  • คำอธิบาย: เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการจัดการกับปัญหาหรือความผิดอย่างไม่จริงจัง ในตอนแรกอาจจะทำท่าทีเหมือนจะลงโทษอย่างหนักหน่วง แต่สุดท้ายกลับลงโทษสถานเบาหรือปล่อยผ่านไป



ตอนก่อน

จบบทที่ มองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ตอนถัดไป