หมอนี่เป็นอสูรรับใช้ร่างมนุษย์หรือไงกัน?
บทที่ 32 หมอนี่เป็นอสูรรับใช้ร่างมนุษย์หรือไงกัน?
สิ้นเสียงของโจวหง
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็พากันทำสีหน้าแปลกๆ
เมื่อโจวหงเห็นดังนั้น เขาก็นึกว่าทุกคนกำลังสงสัยในคำพูดของตน จึงรีบอธิบายว่า
“ผมพูดจริงๆ นะ ไม่ได้โกหก!”
จางเสี่ยวอวิ๋นเป็นคนมีนิสัยร่าเริงซุกซนที่สุด เมื่อได้ยินดังนั้น ในดวงตาของเธอก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นสงสัยแล้วเอ่ยถาม
“นายจะสืบข้อมูลของคนคนนั้นไปทำไมเหรอ?”
“ก็แค่อยากรู้อยากเห็นน่ะสิ”
เมื่อเห็นจางเสี่ยวอวิ๋นหรี่ตามอง โจวหงก็รีบเสริมต่อว่า
“อีกอย่าง ในอนาคตพวกเราอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน ถ้าได้ทำความรู้จักเขาไว้แต่เนิ่นๆ ล่ะก็...จิ๊จิ๊ บางทีฉันอาจจะได้เกาะขาใหญ่ก็ได้”
เห็นได้ชัดว่า ประโยคสุดท้ายนี่แหละคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของโจวหง
กวนหนิงและเพื่อนๆ เข้าใจในทันที
จางเสี่ยวอวิ๋นเบ้ปาก “นายเนี่ยกระตือรือร้นจังเลยนะ นี่ยังสอบเข้าสถาบันหนิงเจียงไม่ได้เลย ก็คิดจะผูกมิตรกับเพื่อนร่วมรุ่นแล้ว”
“ก็เตรียมตัวไว้ก่อนไง”
โจวหงเป็นคนหน้าหนาพอตัว เมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับหัวเราะแหะๆ แล้วพูดว่า
“ไม่ใช่ว่าฉันจะอวยตัวเองนะ แต่ในบรรดาผู้เข้าสอบที่พักอยู่ในโรงแรมนี้ ขอแค่เป็นคนที่มีฝีมือโดดเด่นพอตัว ฉันก็พอจะรู้ข้อมูลอยู่บ้าง”
ราวกับต้องการจะพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในคำพูดของตัวเอง โจวหงกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะชี้ไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวอย่างคล่องแคล่วว่า
“เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นไหม เขาชื่อหลีเผิงอวิ๋น มาจากเมืองไท่ผิง เป็นนักเรียนอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงของโรงเรียนมัธยมที่นั่น เมื่อสองเดือนก่อนก็ผ่านการประเมินคุณสมบัติระดับสูงได้แล้ว อสูรรับใช้ของเขาคืออสูรเถาวัลย์พิษ เป็นอสูรรับใช้สองสายธาตุคือพืชและพิษ ระดับสูงถึงระดับสามขั้นสอง”
“แล้วก็สาวสวยคนนั้น ชื่อกัวซินอี๋ มาจากเมืองชางเสีย เป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นเหมือนกัน ผ่านการประเมินคุณสมบัติระดับสูง อสูรรับใช้คือมังกรน้อยเกล็ดเหล็ก เป็นอสูรรับใช้สองสายคือเหล็กและมังกร ระดับสูงถึงระดับสามขั้นสาม”
“ยังมีคนนั้นอีก ถานหย่ง มาจากเมืองซานโจว...”
โจวหงยกตัวอย่างมาสามคนรวด ข้อมูลที่ให้ก็ละเอียดถึงขั้นรู้ชนิดและระดับของอสูรรับใช้ของทุกคน ทำเอาพวกของหลินเจ๋อได้แต่มองหน้ากันไปมา
ที่แท้เจ้านี่ก็เป็นผู้รอบรู้ข่าวสารนี่เอง!
เมื่อได้สติกลับมา หลิวซือเยี่ยนก็มองไปที่เขาด้วยความประหลาดใจ
“ไม่นึกเลยว่าจะมีคนที่มีอสูรรับใช้ระดับสามเยอะขนาดนี้”
“ก็ไม่เชิง”
โจวหงส่ายหน้า
“เท่าที่ฉันรู้มา ในบรรดาผู้เข้าสอบปีนี้ คนที่มีอสูรรับใช้ระดับสามก็มีแค่ห้าคนเท่านั้น อัจฉริยะจากเมืองผิงไห่ของพวกเธอก็เป็นหนึ่งในนั้นพอดี”
กวนหนิงและเพื่อนสาวอีกสองคนถึงค่อยโล่งใจ
ก็จริง
คิดดูก็รู้แล้วว่าตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างอสูรรับใช้ระดับสาม ผู้เข้าสอบที่เป็นเจ้าของย่อมต้องมีเพียงหยิบมืออย่างแน่นอน
แต่ในวินาทีถัดมา พวกเธอก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลินเจ๋อ ในดวงตาที่สุกใสเป็นประกายระยิบระยับเต็มไปด้วยความชื่นชม
“พี่ เก่งสุดยอดไปเลย ความสามารถติดหนึ่งในห้าจากผู้เข้าสอบห้าพันคนด้วย!"
โจวหงไม่ได้สังเกตท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของเหล่าหญิงสาว เขารีบหันไปพูดกับหลินเจ๋ออย่างใจร้อน:
“ทีนี้บอกเรื่องของคนคนนั้นให้ฉันฟังได้รึยัง?”
พรืด!
กวนหนิงและเพื่อนทั้งสองคนกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวอีกต่อไป
โจวหงทำหน้างุนงง "ฉันพูดอะไรตลกไปเหรอ?"
จางเสี่ยวอวิ๋นโบกมือพลางกลั้นหัวเราะ “นายอยากจะรู้จักคนคนนั้นไม่ใช่เหรอ?”
หญิงสาวชี้ไปที่หลินเจ๋อ
“โน่นไง เขานั่นแหละคืออัจฉริยะที่นายพูดถึงว่าผ่านการประเมินคุณสมบัติระดับสูงสุดได้”
“...หา?”
โจวหงนิ่งอึ้งไปในทันที จ้องมองหลินเจ๋ออย่างตกตะลึง
ครู่ใหญ่ผ่านไป เขาถึงได้สติกลับมา สีก็พลันเจื่อนลงอย่างชัดเจน
เมื่อครู่เพิ่งจะโอ้อวดกับอีกฝ่ายไปหยกๆ ว่าตนเองรู้จักนักเรียนอัจฉริยะจากที่ต่างๆ ดีแค่ไหน แต่ผลปรากฏว่าตัวจริงนั่งอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ตัวเองกลับจำไม่ได้ ช่างน่าอับอายจริงๆ
“นี่...นี่ฉันตาไม่ถึงเอง ขอโทษด้วยนะเพื่อน”
โจวหงถูมือไปมาพลางกล่าวอย่างเก้อเขิน
หลินเจ๋อยิ้มแล้วโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ถือสา
เขาไม่ใช่คนดังอะไร การที่อีกฝ่ายไม่รู้จักเขาก็เป็นเรื่องปกติ
โจวหงเป็นคนหน้าหนาอยู่แล้ว ไม่นานเขาก็โยนเรื่องนี้ทิ้งไป ก่อนจะหันมาพูดคุยกับหลินเจ๋ออย่างกระตือรือร้น
หลินเจ๋อเองก็ไม่ได้รังเกียจผู้รอบรู้ข่าวสารที่เข้ากับคนง่ายคนนี้
หลังจากการพูดคุยกัน ก็ทำให้เขาได้ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกจากปากของโจวหงมาไม่น้อยเลยทีเดียว
มื้ออาหารมื้อนี้จบลงด้วยความชื่นมื่นของทั้งสองฝ่าย
หลังจากนำถาดอาหารไปเก็บแล้ว กลุ่มของพวกเขาก็เตรียมตัวกลับห้องพักของแต่ละคน
ขณะที่เดินผ่านโถงทางเดินด้านนอกห้องอาหาร ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนมา
เป็นเด็กหนุ่มกว่าสิบคนในชุดเครื่องแบบเดียวกัน น่าจะเป็นนักเรียนจากโรงเรียนแห่งใดแห่งหนึ่ง กำลังหัวเราะหยอกล้อกันเสียงดังราวกับไม่มีใครอยู่ในสายตา
โถงทางเดินนั้นกว้างไม่น้อย แต่กลับถูกคนสิบกว่าคนนี้ยึดครองจนเต็มพื้นที่
พวกของหลินเจ๋อจึงต้องหยุดเดินแล้วเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ตั้งใจว่าจะรอให้คนกลุ่มนี้เดินผ่านไปก่อนแล้วค่อยไปต่อ
เมื่อระยะทางใกล้เข้ามา กลุ่มเด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นหญิงสาวทั้งสามคนในทันที
ใบหน้าที่งดงามของทั้งสามทำให้ดวงตาของพวกเขาเป็นประกาย
โดยเฉพาะกวนหนิง
แววตาที่พวกเด็กหนุ่มใช้มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความตะลึงในความงาม
กวนหนิงไม่ได้ใส่ใจ
เธอคุ้นชินกับสายตาเหล่านี้มานานแล้ว ปกติก็จะทำเป็นมองไม่เห็นไปเลย
“ผู้หญิงคนนั้นสวยมากเลยว่ะ”
“โรงเรียนไหนวะ?”
“ไม่รู้ เธอไม่ได้ใส่เครื่องแบบ”
พวกเด็กหนุ่มซุบซิบกัน ดูเหมือนจะพูดถึงเรื่องอะไรที่น่าสนใจ จู่ๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา สร้างความหนวกหูจนหลายคนบนโถงทางเดินต้องหันมามองด้วยสายตาไม่พอใจ
แต่พวกเขากลับไม่สนใจแม้แต่น้อย
ตอนที่กำลังจะเดินสวนกัน เด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มก็เอียงตัวกะทันหัน แขนของเขาพุ่งตรงไปยังหน้าอกของกวนหนิง บนใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มราวกับแผนการกำลังจะสำเร็จ
คนตาดีมองปราดเดียวก็รู้ว่าหมอนี่ตั้งใจจะฉวยโอกาสลวนลาม
ใบหน้างามของกวนหนิงเปลี่ยนสี เธออยากจะหลบ แต่ด้านหลังคือผนัง ไม่มีทางให้ถอยได้เลย
โชคดีที่ในวินาทีถัดมา
มีแขนข้างหนึ่งยื่นมาจากด้านข้างราวสายฟ้าแลบ ขวางอยู่ตรงหน้าเธอ และป้องกันเด็กหนุ่มคนนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง
“พี่ชาย!”
กวนหนิงมองหลินเจ๋ออย่างดีใจระคนประหลาดใจ ขณะเดียวกันเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที อ้าปากตะคอกด่ากราด
“เอามือสกปรกของแกออกไปนะ อย่ามาโดนตัวฉัน ไม่งั้น...”
ยังไม่ทันพูดจบประโยค ก็ถูกหมัดของหลินเจ๋อที่สวนกลับมาอัดเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง ร่างทั้งร่างกระเด็นหงายหลังไปพร้อมกับเลือดกำเดาที่พุ่งกระฉูด
พวกเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังไม่ทันระวังตัวก็ถูกชนจนล้มระเนระนาดไปด้วยกัน กลายเป็นเหมือนลูกขนุนกลิ้งทับกันไปเป็นทอดๆ
รอบข้างเงียบกริบในทันที
ทุกคนต่างจ้องมองภาพนี้อย่างงงงัน ไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้
จนกระทั่งบัดนี้ เสียงอันเรียบเฉยของหลินเจ๋อจึงค่อยๆ ดังขึ้น
“ไม่งั้นจะทำไม?”
เด็กหนุ่มที่ถูกต่อยตอนนี้ไม่สามารถตอบคำถามได้แล้ว เขากุมจมูกนอนดิ้นร้องโหยหวนอยู่บนพื้น เลือดสดๆ ยังคงไหลทะลักออกมาไม่หยุดระหว่างง่ามนิ้ว สภาพดูน่าสังเวชและน่าสมเพชอย่างยิ่ง
“แกกล้าต่อยคนเหรอ!”
ชายหนุ่มผมเกรียนที่เป็นหัวโจกสีหน้าเปลี่ยนไปทันที จ้องมองหลินเจ๋อด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
หลินเจ๋อเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วกล่าวเรียบๆ “แค่สั่งสอนนิดหน่อย คราวหน้าถ้ายังกล้าทำอะไรไม่เข้าเรื่องอีก มันจะไม่จบแค่เลือดกำเดาไหลแน่”
ชายหนุ่มผมเกรียนทั้งโกรธทั้งขำ แค่นเสียงเย็นชา “ฉันอยากจะเห็นเหมือนกันว่าแกจะทำอะไรพวกเราได้?”
สิ้นเสียง เขาก็พุ่งเข้าใส่หลินเจ๋อทันที
เพื่อนๆ ที่อยู่ข้างหลังก็พากันลงมือเช่นกัน
หลินเจ๋อทำสัญญาณมือให้กวนหนิงและคนอื่นๆ ถอยไป ส่วนตัวเองก็ก้าวไปเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว
หญิงสาวทั้งสามเคยเห็น ‘พลังต่อสู้’ ของหลินเจ๋อมาก่อน แม้จะยังคงเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่ก็ยอมถอยไปข้างหลังแต่โดยดี เพื่อไม่ให้กลายเป็นตัวถ่วง
ส่วนโจวหงนั้นตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนสี
แม้หลินเจ๋อจะเป็นอัจฉริยะ แต่นี่ไม่ใช่การต่อสู้ของอสูรรับใช้ หนึ่งต่อสิบกว่าคนจะสู้ชนะได้อย่างไร
เขาอยากจะเข้าไปช่วย แต่ก็รู้ระดับความสามารถในการต่อยตีของตัวเองดีว่าต่อให้เข้าไปก็มีแต่จะโดนอัดเพิ่มมาอีกคนเท่านั้น
“จะทำยังไงดีเนี่ย?”
โจวหงร้อนใจจนเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ทว่าในวินาทีต่อมา เขาก็พลันเบิกตากว้าง
ในเวลานี้ หลินเจ๋อราวกับพยัคฆ์ร้ายในฝูงแกะ ทันทีที่พุ่งเข้าไปในกลุ่มคนก็ได้ยินเสียงตุ้บตั้บดังขึ้นต่อเนื่อง เสียงหมัดกระทบเนื้อดังไม่ขาดสาย
กลุ่มเด็กหนุ่มที่ดูร่างสูงใหญ่เหล่านั้น แม้แต่ชายเสื้อของหลินเจ๋อก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส ในพริบตาก็ถูกอัดจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้นหมดทุกคน ร้องโอดครวญไม่หยุด
ชั่วขณะหนึ่ง
ทั่วทั้งโถงทางเดินก็ดังก้องไปด้วยเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
“........”
โจวหงจ้องมองแผ่นหลังของหลินเจ๋ออย่างตกตะลึง ปากอ้าค้างราวกับจะกลืนไข่ไก่ได้ทั้งฟอง
หมอนี่เป็นอสูรรับใช้ร่างมนุษย์หรือไงกัน?
ทำไมถึงได้สู้เก่งขนาดนี้?