ตอนที่ 2: ความทรงจำสองภพ
ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว ร่างที่ไหม้เกรียมในตรอกเล็กๆ พลันค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง
บนใบหน้าที่ดำเป็นตอตะโก ดวงตาคู่หนึ่งเบิกโพลงขึ้นอย่างสว่างไสว ทว่ากลับฉายแววเหม่อลอยว่างเปล่า เขาลุกขึ้นยืน โงนเงนเดินไปยังสุดปลายตรอกราวกับซากศพเดินได้
โชคยังดีที่ท้องฟ้ามืดครึ้มและตรอกแห่งนี้ก็เปลี่ยวร้างไร้ผู้คนสัญจร มิเช่นนั้นหากมีใครมาเห็นเข้า คงต้องนึกว่าตนเองเจอผีเป็นแน่
เฟิงหยางไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกลับมาถึงบ้านได้อย่างไร หลังจากผลักประตูเข้าไป เขาก็ไม่ได้ปิดประตูด้วยซ้ำ เดินตรงไปยังเตียงแล้วทิ้งตัวล้มฟุบลงไป
ในห้วงภวังค์ เฟิงหยางฝันไปมันเป็นความฝันที่ยาวนานยิ่งนัก หรือควรจะกล่าวว่า เป็นสองความฝัน
ในฝันหนึ่ง เขาคือ เฟิงหยาง ชาวโลกมนุษย์ เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยปราศจากญาติมิตร เมื่อบรรลุนิติภาวะ ก็เริ่มต้นชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเอง
ด้วยความที่ไม่มีทั้งวุฒิการศึกษาและทักษะพิเศษ เขาจึงทำได้เพียงงานง่ายๆ เพื่อประทังชีวิต แต่เพราะตัวคนเดียว เรียกได้ว่าอิ่มคนเดียวไม่อดทั้งบ้านประกอบกับไม่ได้มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ใดๆ ชีวิตจึงเรียบง่ายแต่ก็เป็นสุขใจ
วันนี้ในวันเกิดครบรอบยี่สิบปี เขาได้นำเงินเก็บส่วนใหญ่ไปซื้อแคปซูลเกมเป็นของขวัญวันเกิดให้กับตนเอง มันคือเกมเสมือนจริงเกมใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่และสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ภายใต้คำโฆษณาที่ว่า Virtual Reality ชีวิตที่สอง และ โลกแห่งเลือดร้อนและความฝัน
หลังจากเข้าสู่เกม เขาใช้เวลาครึ่งวันไปกับการสังหารมอนสเตอร์ระดับต่ำในป่า และโชคดีได้พบกับบอสเล็กตัวหนึ่ง หลังจากสังหารมันได้อย่างยากลำบาก โชคดีกว่านั้นคือมีคัมภีร์ทักษะดรอปออกมาหนึ่งเล่ม
แต่ในขณะที่เขากำลังตื่นเต้นกับทักษะที่ได้รับ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น สติสัมปชัญญะทั้งหมดพลันดับวูบลง
ในอีกความฝันหนึ่ง เขาคือผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆ ในเมืองเมฆาครามแห่งดินแดนมังกรบูรพา ทวีปจันทราเมฆา
ครั้งเยาว์วัย เขามีครอบครัวที่เปี่ยมสุขและสมบูรณ์พร้อม ในความทรงจำ ท่านพ่อท่านแม่เป็นผู้ฝึกตนที่เก่งกาจอย่างยิ่ง ท่านแม่นั้นใจดีอ่อนโยน ส่วนท่านพ่อนั้นสูงส่งและเคร่งขรึม
เมื่อครั้งยังเด็ก ท่านแม่มักจะเล่านิทานปรัมปราในโลกของผู้ฝึกตนให้ฟังเสมอ ทำให้เขาโหยหาการฝึกตนเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านแม่กลับบอกว่า รอให้เขาโตกว่านี้อีกหน่อย แล้วจะสอนวิชาให้
ทว่า เขากลับไม่มีโอกาสได้รอถึงวันนั้น เมื่ออายุได้แปดขวบ ท่านพ่อท่านแม่ออกไปข้างนอกและไม่เคยได้กลับมาอีกเลย
การกลายเป็นเด็กกำพร้าอย่างกะทันหันทำให้เขาเคยทั้งสับสน ร้องไห้ และสิ้นหวัง แต่ในที่สุดก็ยังคงยืนหยัดใช้ชีวิตต่อไปได้ ด้วยหินวิญญาณที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้ เขาจึงซื้อตำราฝึกตนระดับต่ำสุดมาเล่มหนึ่ง แล้วเริ่มต้นฝึกฝนด้วยตนเอง
เมื่ออายุสิบห้าปี แม้จะพยายามประหยัดอย่างที่สุด แต่เงินเก็บของครอบครัวก็หมดลงจนกระทั่งเรื่องปากท้องยังกลายเป็นปัญหา โชคดีที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลังจากผ่านความยากลำบากนานัปการ ในที่สุดก็ได้งานเป็นพนักงานขายในร้านขายศาสตราแห่งหนึ่งในเมือง
ค่าจ้างรายเดือนคือหินวิญญาณระดับต่ำสามก้อนอันน้อยนิดสำหรับใช้ในการฝึกตน ส่วนค่าคอมมิชชั่นเพียงน้อยนิดจากการขายหรือรับซื้อศาสตรา เมื่อแลกเป็นเงินตราก็พอจะใช้ประทังชีวิตไปได้
ชีวิตดำเนินไปเช่นนี้ ห้าปีราวกับหนึ่งวัน
วันนี้หลังจากรับค่าจ้างของเดือนที่แล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน เขากลับถูกดักปล้น ไม่เพียงแต่หินวิญญาณจะถูกชิงไป แม้แต่ของชิ้นสำคัญที่สุดก็ถูกแย่งชิงไปด้วย
สองความฝัน สองความทรงจำ สองเส้นทางชีวิต
ในตอนแรก ความทรงจำทั้งสองสายปรากฏขึ้นแยกจากกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับเริ่มฉายสลับซับซ้อน จนกระทั่งสับสนวุ่นวายโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไปว่าเรื่องราวใดเป็นของผู้ใด ท้ายที่สุดความทรงจำทั้งสองสายดูเหมือนจะค้นพบจุดสมดุลอันน่าอัศจรรย์ และเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกันทีละน้อย
“อ๊ากกก!!!”
แสงอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ราวกับจะทิ่มแทงดวงตา เฟิงหยางสะท้านไปทั้งร่าง ร้องลั่นพร้อมกับผุดลุกขึ้นนั่ง
ในแววตายังคงสับสนอลหม่าน ใบหน้าถึงกับบิดเบี้ยวเล็กน้อย เหงื่อโทรมกาย
“เกิด เกิดอะไรขึ้น?!”
หลังจากหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่หลายวินาที ในที่สุดสติก็กลับคืนมาเล็กน้อย ทว่าในดวงตาของเฟิงหยางกลับเต็มไปด้วยความงุนงง พยายามจะเรียบเรียงความคิด
“อ๊าก!!”
แต่ยิ่งคิด ความเจ็บปวดราวกับวิญญาณจะฉีกขาดก็ถาโถมเข้ามา จนเขาต้องกุมศีรษะร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
ประกายตาแปลกประหลาดวูบไหวไม่หยุด สีหน้าของเฟิงหยางก็เปลี่ยนแปลงไปตามนั้น ปากพึมพำกับตนเองอย่างสับสน
“ข้าคือเฟิงหยาง ข้ากำลังเล่นเกมอยู่ไม่ใช่รึ? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?! ข้า...ทะลุมิติมางั้นรึ?!”
“ข้าคือเฟิงหยาง ชาวทวีปจันทราเมฆา แล้วความทรงจำนั่นเป็นของผู้ใดกัน?! ข้าถูกยึดร่างรึ? ไม่!!”
“ข้ายึดครองร่างของคนผู้นี้รึ? ไม่ข้าดูดกลืนวิญญาณอีกดวงหนึ่งเข้ามา”
“ข้าคือเฟิงหยาง”
“...”
ทีละน้อย เสียงพึมพำของเฟิงหยางค่อยๆ เงียบลง ร่างกายที่สั่นเทาและแววตาที่สับสนก็ค่อยๆ สงบลงเช่นกัน สองวิญญาณ สองภพชาติความทรงจำ ได้หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ในที่สุด
ท้ายที่สุด ความสับสน ความลังเล และความหวาดกลัวทั้งหมดก็มลายหายไป เหลือเพียงความคิดเดียวในใจ
ข้าคือเฟิงหยาง
ไม่ว่าจะมาจากโลก หรือทวีปจันทราเมฆา ข้าก็คือข้า
นี่เป็นสภาวะที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ยากจะกล่าวได้ว่าผู้ใดกลืนกินผู้ใด หรือจิตสำนึกของผู้ใดเป็นใหญ่ วิญญาณของเฟิงหยางทั้งสองหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่แบ่งแยกเขาเราอีกต่อไป
หลังจากความสับสนในจิตวิญญาณสงบลง เฟิงหยางจ้องมองมือทั้งสองข้างของตนอย่างเหม่อลอย จมดิ่งสู่ภวังค์ความคิด
หากมองจากมุมของเฟิงหยางชาวโลก นี่คือการทะลุมิติซึ่งเขาควรจะตื่นเต้นดีใจหรือสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เพราะได้รับอิทธิพลจากวิญญาณอีกส่วนหนึ่ง เขาจึงสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด
โดยไม่ตั้งใจ เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นกระจกบานหนึ่งบนตู้ข้างๆ เฟิงหยางถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
ในกระจกสะท้อนภาพของชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่ในแววตายังคงหลงเหลือความประหลาดใจอยู่บ้าง ตามร่างกายยังมีคราบเขม่าสีดำติดอยู่ไม่น้อย รูปร่างสมส่วน ผมสั้นประบ่า ใบหน้าไม่ถึงกับหล่อเหลาแต่ก็จัดว่าดูดี และที่สำคัญที่สุดคือ...ใบหน้านี้คุ้นเคยอย่างยิ่งยวด!
“ไม่เพียงแต่ชื่อและอายุจะเหมือนกัน แม้แต่หน้าตาก็ยังเหมือนกันอีกรึ? นี่มัน...”
เฟิงหยางเผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา เขานึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The One ที่นำแสดงโดยเจ็ต ลี ไอดอลของเขาในชาติก่อนขึ้นมาทันที ในเรื่องนั้นกล่าวว่า ในจักรวาลมีโลกคู่ขนานอยู่มากมายนับไม่ถ้วน และในแต่ละโลกก็จะมี ตัวเอง อีกคนหนึ่งอยู่
หรือว่าเฟิงหยางบนโลก และ เฟิงหยางบนทวีปจันทราเมฆา จะเป็นคนคนเดียวกันที่ดำรงอยู่ในสองโลกคู่ขนาน?!
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดเพ้อเจ้อของเฟิงหยาง ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ได้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า สลัดความคิดไร้สาระเหล่านี้ทิ้งไป
หลังจากได้สติอย่างสมบูรณ์ เฟิงหยางก็นึกถึงเหตุการณ์ถูกดักปล้นในตรอกเมื่อเย็นวานขึ้นมาได้ทันที สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป!
เขารีบยกมือขึ้นกระชากคอเสื้อของตนออก เพราะความรีบร้อนจึงใช้แรงมากเกินไป จนเสื้อผ้าที่เก่าขาดอยู่แล้วถึงกับส่งเสียง แคว่ก ขาดวิ่น เขาก้มลงมอง แต่กลับพบว่าบนหน้าอกนั้นว่างเปล่า
แหวนสีดำวงนั้นที่เคยห้อยคออยู่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
แหวนมิติวงนั้น คือเบาะแสเดียวในการตามหาท่านพ่อท่านแม่ของเขา บัดนี้...กลับถูกชิงไปแล้ว!!
ชั่วขณะนั้น ใบหน้าของเฟิงหยางปรากฏแววสิ้นหวังขึ้นมา ทว่าทีละน้อย สีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายน่ากลัว ในดวงตาฉายประกายเหี้ยมเกรียมซึ่งไม่เคยปรากฏในนิสัยปกติของเขาเลยแม้แต่น้อย!
“ต้องชิงกลับมา...ต้องชิงมันกลับมาให้ได้!!”
นับตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่หายสาบสูญไป ตลอดสิบสองปีที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง เฟิงหยางมักจะเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เสมอ แม้จะถูกรังแกอยู่เป็นนิจ ก็ได้แต่อดทนกล้ำกลืนฝืนทน กระทั่งเมื่อวานถูกชิงหินวิญญาณที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงตลอดทั้งเดือนไป เขาก็ยังทน แม้จะถูกชายร่างกำยำด่าว่าเป็น ไอ้ขี้ขลาดเขาก็ยังคงทน แต่แหวนวงนั้นคือเส้นตายสุดท้ายของเขา เป็นสิ่งที่เขามองว่าสำคัญยิ่งกว่าชีวิต!
ข้าต้องชิงกลับมา...แม้ต้องแลกด้วยชีวิต!!
ในชั่วขณะนั้น เฟิงหยางแทบจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไปโดยสิ้นเชิง เขากระโดดลงจากเตียงหมายจะพุ่งออกไปชิงแหวนของตนกลับคืนมา
ทว่า เขาวิ่งไปได้เพียงสองก้าวก็หยุดชะงัก ราวกับได้สติกลับคืนมาบ้าง เขากัดฟันแน่น แล้วกลับไปนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง
“ไม่ได้...ต้องใจเย็นไว้! ถ้าพุ่งออกไปแบบนี้ ต่อให้เจอคนพวกนั้น ก็ไม่มีทางชิงแหวนกลับมาได้แน่!”
เขาเตือนตนเองในใจว่าอย่าหุนหันพลันแล่น สมองเริ่มทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อหาหนทางที่เป็นไปได้
การตามหาชายร่างกำยำคนนั้นไม่น่าจะยาก คนพวกนั้นก็เป็นเพียงแค่อันธพาลกลุ่มหนึ่งในเมืองเท่านั้น เพียงแต่สูงส่งกว่านักเลงในโลกมนุษย์เล็กน้อย กล่าวคือเป็นอันธพาลในโลกของผู้ฝึกตน
คนประเภทนี้มีให้เห็นอยู่ดาษดื่นในเมืองเมฆาคราม เป็นกลุ่มผู้ฝึกตนระดับต่ำที่ไม่มีทั้งเบื้องหลังและเงื่อนไขที่ดี รวมตัวกันเพื่อรีดไถทรัพยากรในการฝึกตนจากผู้ฝึกตนระดับต่ำคนอื่นๆ
ถึงแม้จะเป็นเพียงกลุ่มคนไร้ระเบียบ แต่ก็ไม่ใช่คนที่เฟิงหยางจะรับมือได้ ต่อให้เป็นเพียงชายร่างกำยำคนเดียวในกลุ่มสี่คนเมื่อวาน เขาก็ไม่มีทางสู้ชนะได้เลย
สู้ก็ไม่ได้ จะให้ใครมาทวงความยุติธรรมให้ก็เป็นไปไม่ได้ หรือว่า...แหวนวงนั้นจะไม่มีทางชิงกลับคืนมาได้แล้วจริงๆ?
หากมีอาวุธอย่างปืนหรือระเบิด การจัดการกับนักเลงชั้นต่ำพวกนี้น่าจะไม่ใช่ปัญหา แต่น่าเสียดาย ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีวัตถุดิบหรือไม่ ต่อให้มีวัตถุดิบวางอยู่ตรงหน้า เขาก็สร้างไม่เป็นอยู่ดี!
เฟิงหยางพลันรู้สึกเจ็บใจอย่างมาก
ถ้ารู้ว่าจะได้ทะลุมิติมาแบบนี้ ข้าควรจะสั่งสมความรู้ที่มีประโยชน์ไว้ให้มากกว่านี้!!
“ดูท่าคงต้องค่อยๆ วางแผน ชายร่างกำยำคนนั้นน่าจะอยู่เพียงระดับรวบรวมลมปราณขั้นกลาง อย่างมากก็แค่ขั้นที่หก ไม่น่าจะคลายผนึกบนแหวนได้ ตราบใดที่แหวนยังอยู่กับเขา ก็ยังมีโอกาสชิงกลับคืนมา”
เฟิงหยางค่อยๆ ครุ่นคิด
“ก่อนอื่นต้องสืบให้รู้แน่ชัดว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหน ปกติแล้วเดินทางไปเส้นทางใดบ้าง แล้วค่อยหาโอกาส”
“ตอนนี้ข้ายังอ่อนแอเกินไป หากสามารถเลื่อนขั้นสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ได้ โอกาสสำเร็จก็จะยิ่งสูงขึ้น”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฟิงหยางจึงลุกขึ้นยืน ก้มตัวลงลากหีบไม้ขนาดสองฉื่อใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง เมื่อเปิดออก ภายในบรรจุผลึกหินสีขาวที่ส่องแสงเรืองรองอยู่เจ็ดก้อน ตำราเก่าๆ เล่มหนึ่ง และกระบี่สั้นยาวหนึ่งฉื่อที่ขึ้นสนิมและมีรอยร้าวเล็กน้อย
นี่คือสมบัติทั้งหมดของเฟิงหยาง หินวิญญาณระดับต่ำเจ็ดก้อน ตำราฝึกตนระดับต่ำสุดหนึ่งเล่ม และศาสตราเวทระดับต่ำที่แทบจะพังแล้วหนึ่งเล่ม
“หินวิญญาณระดับต่ำเจ็ดก้อน ไม่รู้ว่าจะสามารถเลื่อนขั้นสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ได้สำเร็จหรือไม่”
เฟิงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอื้อมมือไปหยิบศาสตราระดับต่ำที่ชำรุดเล่มนั้นขึ้นมา พลางคิดในใจ
“อย่างน้อยก็ยังมีศาสตราที่พอจะใช้งานได้อยู่หนึ่งชิ้น แม้จะชำรุดไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าอาวุธของคนธรรมดา”
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เฟิงหยางจ้องมองกระบี่สั้นในมือจนเผลอไผลไปชั่วขณะ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจบรรยายได้ผุดขึ้นในใจ ทันใดนั้น ข้อความชุดหนึ่งที่ทำให้เขาถึงกับตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
ระดับความเสียหายของศาสตรา: 70%
วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการซ่อมแซม: เหล็กกล้าระดับหนึ่ง
“...”