ตอนที่ 5: รนหาที่
ตลาดค้าเสรีทางตะวันออกของเมือง เป็นสถานที่ซึ่งแต่ก่อนเฟิงหยางไม่เคยมาเยือนมาก่อน แม้ว่าที่นี่โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นแหล่งรวมตัวของผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณชั้นต่ำ และสินค้าที่วางขายก็เป็นเพียงวัตถุดิบ ศาสตราเวท หรือตำราวิชาระดับต่ำ แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่คนจน เช่นเขาจะมาได้อยู่ดี แค่หินวิญญาณสำหรับฝึกตนยังแทบไม่พอ แล้วจะเอาที่ไหนมาซื้อของกันเล่า?
ดังนั้น เมื่อเฟิงหยางมาถึงตลาดเสรีแห่งนี้ เขาจึงอดตกตะลึงกับความคึกคักของที่นี่ไม่ได้ ตลาดเสรีนี้คล้ายกับตลาดนัดของเก่าบนโลกมนุษย์ โดยพื้นฐานแล้วไม่มีร้านค้าที่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นเพียงพื้นที่ว่างให้ผู้คนมาตั้งแผงลอยกันอย่างอิสระ ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงจอแจดังเซ็งแซ่ ช่างเป็นภาพที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาเสียจริง
นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิงหยางได้สัมผัสด้วยตนเองว่า ในเมืองเมฆาครามแห่งนี้มีผู้ฝึกตนระดับล่างมากมายถึงเพียงนี้
ในตัวของเขามีหินวิญญาณระดับต่ำน่าสมเพชอยู่เพียงสองก้อน ของดีๆ หลายอย่างเฟิงหยางจึงไม่มีปัญญาแม้แต่จะเอ่ยปากถามราคาด้วยซ้ำ เขาเมินเฉยต่อเสียงเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้นจากเจ้าของแผงต่างๆ ที่เดินผ่าน แล้วเดินชมสินค้าไปเรื่อยเปื่อยราวกับม้าชมบุปผา เพื่อมองหาสิ่งที่ตนต้องการ
เหล็กกล้าระดับหนึ่ง และแร่ธาตุระดับหนึ่งธาตุลม นั้นหาไม่ยากนัก แต่โลหิตแมงป่องอัคคีระดับหนึ่งกลับค่อนข้างล้ำค่า ของสิ่งนี้ต้องออกไปล่าสัตว์อสูรนอกเมืองจึงจะได้มา แม้จะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณทั่วไปจะรับมือได้
หลังจากเดินอยู่ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเฟิงหยางก็พบโลหิตแมงป่องอัคคีที่แผงแห่งหนึ่ง หลังจากการต่อรองราคากันอยู่พักหนึ่ง เขาก็ใช้หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อนซื้อมาได้หนึ่งกระปุกเล็กขนาดเท่ากำปั้น วัตถุดิบอีกสองชนิดก็ซื้อได้จากอีกแผงหนึ่ง และต้องจ่ายไปอีกหนึ่งก้อน
เฟิงหยางเคยทำงานที่หอศาสตราล้ำค่ามานาน จึงคุ้นเคยกับราคาของวัตถุดิบเหล่านี้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่ถูกโก่งราคา อีกอย่าง เขาก็ไม่มีหินวิญญาณเหลือพอที่จะให้ใครมาโก่งราคาได้อีกแล้ว
บัดนี้ บนตัวของเฟิงหยางไม่เหลืออะไรอีกแล้วจริงๆ เงินเดือนสองเดือนของเขาถูกใช้ไปจนเกลี้ยง
ทว่าเฟิงหยางกลับไม่มีอารมณ์จะมานั่งเสียดายหินวิญญาณเหล่านั้น หลังจากซื้อของครบแล้ว เขาก็รีบรุดกลับบ้านของตนทันที
…
ในขณะเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมืองเมฆาคราม
ภายในห้องที่ค่อนข้างรก ร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงราวกับพระเถระเข้าฌาน กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่
บุคคลผู้นี้มิใช่ใครอื่น เขาคือชายร่างกำยำที่ดักปล้นเฟิงหยางเมื่อวานนี้นั่นเอง นามของเขาคือ หานเถี่ย เป็นหัวหน้าของกลุ่มคนทั้งสี่เมื่อวาน และถือเป็นผู้มีชื่อเสียงพอตัวในย่านเมืองใต้ ถูกขนานนามว่าพี่ใหญ่เถี่ย
ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หานเถี่ยลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญเพียร พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง ในแววตาฉายแววยินดี
“ฮี่ๆ ดูท่า...อีกไม่นานคงจะทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด จากนั้นข้าก็จะเข้าสู่ช่วงปลายได้แล้ว ดีมาก...”
ระดับของผู้ฝึกตนนั้นแบ่งออกเป็นเก้าขั้นใหญ่ๆ ได้แก่ รวบรวมลมปราณ, สร้างฐาน, แก่นทองคำ, วิญญาณแรกกำเนิด, แปลงเทวะ, หลอมสุญญตา, ผสานจิต, มหายาน, และข้ามผ่านเคราะห์สวรรค์ แต่ละขั้นใหญ่ยังแบ่งย่อยออกเป็นเก้าชั้น โดยสามชั้นแรกคือช่วงต้น สามชั้นกลางคือช่วงกลาง และสามชั้นท้ายคือช่วงปลาย หลังจากผ่านชั้นที่เก้าจนถึงจุดสูงสุดของขั้นนั้นๆ จะเรียกว่าขั้นสมบูรณ์ หากทะลวงผ่านไปได้ก็จะเข้าสู่ขั้นต่อไป
ในตำนานเล่าว่า หลังจากข้ามผ่านเคราะห์สวรรค์ขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็จะสามารถผ่านเคราะห์สวรรค์ ขึ้นไปเป็นเซียนสู่แดนเซียนได้ ทว่านั่นก็เป็นเพียงตำนานเท่านั้น เนื่องจากบนทวีปจันทราเมฆาแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดขึ้นสู่แดนเซียนได้สำเร็จมานานกว่าสองหมื่นปีแล้ว
หานเถี่ยเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระที่มีพรสวรรค์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงขั้นวิญญาณแรกกำเนิดหรือแก่นทองคำ หากสามารถไปถึงขั้นสร้างฐานได้ก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งแล้ว อย่างน้อยก็จะมีชีวิตอยู่ได้กว่าร้อยปี บัดนี้เมื่อใกล้จะทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด อารมณ์ของเขาจึงดีเป็นพิเศษ
หลังจากหยุดการบำเพ็ญเพียร หานเถี่ยไม่ได้ลุกขึ้น แต่กลับล้วงแหวนสีดำวงหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แววแห่งความยินดีในดวงตายิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
“คาดไม่ถึงจริงๆ...คาดไม่ถึงว่าข้าหานเถี่ยจะได้แหวนมิติมาครอบครอง หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าวาสนาในตำนาน? ฮ่าๆ!”
หานเถี่ยพึมพำกับตนเองอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะครุ่นคิดต่อ
“แต่ว่า แหวนมิติวงนี้กลับมีผนึกค่ายกลผนึกเอาไว้ มิน่าเล่าเจ้าเด็กนั่นถึงใช้ไม่ได้ ฮี่ๆ แต่ก็แสดงว่าข้างในต้องมีของดีแน่นอน แค่รอให้ข้าไปถึงขั้นสร้างฐาน ก็น่าจะเปิดมันออกได้แล้วสินะ? ช่างน่าตั้งตารอเสียจริง”
เกี่ยวกับผนึกบนแหวนมิติวงนี้ หานเถี่ยไม่เคยคิดจะไปขอให้ใครช่วยเปิดให้ เขาไม่ใช่คนโง่ ของแบบนี้แน่นอนว่าต้องเก็บไว้กับตัว หากไปขอให้ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าตนช่วยคลายผนึกให้ แล้วอีกฝ่ายเกิดยึดเป็นของตนเองจะทำอย่างไร?
ขณะที่หานเถี่ยกำลังดีใจอยู่นั้น พลันมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านนอก ตามด้วยประตูห้องที่ถูกผลักเปิดออก ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หานเถี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไอ้สี่ เจ้าทำอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ชายร่างสูงโปร่งมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ เมื่อครู่เจ้าเด็กเฉาหยางนั่นมาส่งข่าว บอกว่าเจ้าเด็กเมื่อวานมันยังไม่ตาย!! เช้านี้มันไปปรากฏตัวที่หอศาสตราล้ำค่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น! แถมยังแอบซื้อศาสตราเวทระดับกลาง กับยันต์อาคมมาอย่างละชิ้น แล้วก็มุ่งหน้าไปทางตลาดเสรีทางตะวันออกของเมือง ดูท่าทางเหมือนกำลังเตรียมการอะไรบางอย่าง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามันคิดจะมาหาเรื่องพวกเรา!”
“อะไรนะ?! มันยังไม่ตายงั้นรึ? แถมยังคิดจะมาล้างแค้นอีก?”
หานเถี่ยตะลึงงันไปชั่วขณะ พอได้สติก็แสยะยิ้มอย่างอำมหิต
“ฮี่ๆ ช่างไม่รู้จักที่ตายจริงๆ! ในเมื่อเป็นเช่นนี้...พวกเราก็แค่ฆ่ามันอีกครั้งก็สิ้นเรื่อง!”
เมื่อรู้ว่าเฟิงหยางยังไม่ตาย แถมยังเพ้อฝันที่จะมาล้างแค้น หานเถี่ยก็บังเกิดจิตสังหารขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่มีทางยอมให้แหวนมิติถูกชิงกลับไปเด็ดขาด และที่สำคัญเขาต้องฆ่าปิดปาก!
“มันยังซื้อศาสตราเวทระดับกลางกับยันต์อาคมมาด้วยรึ? ฮี่ๆ ของพวกนี้ข้าจะรับไว้โดยไม่เกรงใจแล้วกัน! ไป! ไปเรียกไอ้สองกับไอ้สามมา เราจะไปบุกบ้านเจ้าเด็กนั่นกัน!”
...
กว่าเฟิงหยางจะกลับมาถึงบ้านก็เลยเที่ยงไปแล้ว เขาซื้อซาลาเปาสองสามลูกรองท้อง แล้วตรงกลับบ้านทันที
ที่ตั้งบ้านของเขานั้นอันที่จริงถือว่าไม่เลวเลย เพียงแต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สิ่งปลูกสร้างรอบๆ ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จนบริเวณบ้านของเขากลายเป็นที่เปลี่ยวร้าง ตอนนี้โดยพื้นฐานแล้วได้กลายเป็นย่านคนธรรมดาไปแล้ว รอบๆ ล้วนเป็นคนธรรมดาสามัญทั้งสิ้น หากจะพูดถึงผู้ฝึกตนก็เห็นจะมีเพียงเขาคนเดียว
การฝึกตนต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล คนธรรมดาสามัญไม่มีทางแบกรับภาระไหว อีกทั้งบางคนก็ไม่มีรากวิญญาณ ไม่สามารถฝึกตนได้
หากใช้มาตรฐานของโลกมนุษย์ บ้านของเฟิงหยางก็ถือว่าไม่เล็กเลยทีเดียว สองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำมาตรฐาน แถมหน้าบ้านยังมีสวนเล็กๆ อีกด้วย
เมื่อกลับถึงบ้าน ปิดประตูเรียบร้อยแล้ว เฟิงหยางก็เข้าไปในห้องนอนของตน และนำของทั้งหมดออกมาด้วยความกระตือรือร้น
มือขวาถือยันต์อัคคีผลาญวงแหวน มือซ้ายถือกระปุกโลหิตแมงป่องอัคคี เฟิงหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนำยันต์อาคมไปวางบนฝากระปุก จากนั้นจึงตั้งจิตในใจว่า ซ่อมแซม
ทันทีที่ออกคำสั่ง เฟิงหยางก็รู้สึกว่าพลังปราณในกายค่อยๆ ไหลออกไปอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันก็ราวกับมีพลังงานประหลาดบางอย่างมารวมตัวกันอยู่เบื้องหน้า แสงสีแดงกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น ห่อหุ้มทั้งยันต์อาคมและกระปุกเล็กๆ ไว้
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที แต่สำหรับเฟิงหยางแล้วกลับรู้สึกยาวนานนัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกว่ายันต์อาคมในมือขวาร้อนขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังลุกไหม้
ในที่สุด เมื่อพลังปราณในกายหยุดไหลเวียน แสงสีแดงเบื้องหน้าก็สลายหายไปในพริบตา พร้อมกันนั้นข้อมูลชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
ซ่อมแซมสำเร็จ
ระดับความเสียหายของศาสตรา: 0
ไม่จำเป็นต้องซ่อมแซม
แววแห่งความยินดีฉายวาบขึ้นในดวงตาของเฟิงหยาง เขาก้มลงมองยันต์อาคมในมืออีกครั้ง ก็พบว่าทั่วทั้งแผ่นยันต์กำลังเปล่งแสงอุ่นๆ ออกมา อักขระที่เคยเลือนรางบนนั้นบัดนี้กลับมาคมชัดราวกับของใหม่ ทั้งแผ่นยันต์ดูราวกับเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ!
“เหลือเชื่อเกินไปแล้ว...”
เฟิงหยางอดที่จะอุทานออกมาไม่ได้ แม้เขาจะสร้างยันต์ไม่เป็น แต่ก็พอจะรู้ว่าการสร้างยันต์ต้องใช้กระดาษยันต์ พู่กันยันต์ชนิดพิเศษ และต้องสามารถวาดอักขระ ทั้งยังต้องสื่อสารกับพลังปราณฟ้าดินเพื่อนำมาสู่ยันต์ได้ กระบวนการนั้นซับซ้อนและยากเย็นอย่างยิ่ง แต่พอมาถึงมือเขา กลับไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม แล้วใช้ทักษะเท่านั้น!
เขาพลิกยันต์อาคมในมือไปมาอย่างตื่นเต้นอยู่ครู่หนึ่ง แทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะลองยิงลูกไฟสักสองสามลูกดู แต่สุดท้ายก็ยังคงเก็บยันต์อาคมไว้ก่อน จากนั้นจึงมองไปที่กระปุกเล็กๆ ก็พบว่าโลหิตแมงป่องอัคคียังเหลืออยู่กว่าครึ่ง เมื่อครู่ใช้ไปเพียงสองสามส่วนเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ตราบใดที่เขาไม่ใช้พลังของยันต์จนหมดสิ้นและยันต์ถูกทำลายไป โลหิตแมงป่องอัคคีที่เหลืออยู่ก็ยังสามารถใช้ซ่อมแซมยันต์ได้อีกสามถึงสี่ครั้ง!
เฟิงหยางปิดผนึกกระปุกโลหิตแมงป่องอัคคีที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวังแล้วนำไปวางไว้ใต้เตียง จากนั้นก็หยิบสนับแขนวิหคหวน และแร่ธาตุระดับหนึ่งธาตุลมขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมา
เขาตั้งจิตว่าซ่อมแซม เพียงไม่กี่ลมหายใจผ่านไป แร่ธาตุก็อันตรธานหายไป ส่วนสนับแขนวิหคหวนในมือขวาก็กลับมาใหม่เอี่ยมอ่อง
สุดท้าย กระบี่สั้นเล่มนั้นก็ถูกซ่อมแซมเช่นกัน
เขาสวมสนับแขนเข้ากับแขนขวาอีกครั้ง เก็บกระบี่สั้นเข้าฝักหนังแล้วเหน็บไว้ที่เอว แววตาของเฟิงหยางฉายความพึงพอใจออกมา
“เฮ้อ ซ่อมแซมศาสตราสามชิ้น พลังปราณในกายก็แทบจะหมดเกลี้ยง ดูท่าพลังบำเพ็ญเพียรของข้ายังต่ำเกินไปจริงๆ”
เฟิงหยางสัมผัสถึงพลังปราณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในกาย พึมพำกับตนเอง แล้วนั่งขัดสมาธิบนเตียง เริ่มโคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟู
...
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา เฟิงหยางลืมตาขึ้นอีกครั้ง พ่นลมหายใจขุ่นมัวสีขาวราวกับแถบผ้าออกมาคำหนึ่ง ทั่วทั้งร่างดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง แถมในแววตายังฉายประกายแห่งความประหลาดใจออกมาด้วย
“พลังบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย?! หรือว่า...การใช้วิชาซ่อมแซมศาสตรา จะมีผลเหมือนกับการบำเพ็ญเพียรด้วย? ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอเพียงข้าใช้วิชาซ่อมแซมบ่อยๆ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็น่าจะเร็วกว่าเมื่อก่อนมากสินะ?”
เฟิงหยางคิดอย่างตื่นเต้น หัวใจพองโตด้วยความยินดี ความเร็วในการฝึกตนของเขานั้นช้ากว่าคนอื่นมากมาโดยตลอด เขาคิดว่าพรสวรรค์ในการฝึกตนของตนเองคงจะย่ำแย่มาก ถึงขั้นที่เรียกว่าธรรมดาก็ยังไม่ได้ เขาเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจมาตลอด บัดนี้เมื่อพบว่าวิชาซ่อมแซมศาสตราสามารถช่วยในการบำเพ็ญเพียรได้ แน่นอนว่าเขาย่อมดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
“ก่อนอื่นต้องหาทางชิงแหวนกลับมาให้ได้ก่อน แล้วค่อยวางแผนใช้วิชาซ่อมแซมหาหินวิญญาณ คิดว่าอย่างน้อยต่อไปคงจะไม่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกตนแล้ว ดีมาก”
เฟิงหยางกำหมัดแน่น ในใจค่อยๆ กระจ่างแจ้งขึ้น รู้สึกว่าหนทางเบื้องหน้าช่างสดใสเหลือเกิน
“ปัง!!!”
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังสนั่นมาจากด้านนอก ทำให้เฟิงหยางสะดุ้งตกใจ
ฟังจากเสียงแล้ว ดูเหมือนว่าประตูใหญ่หน้าสวนจะถูกใครบางคนถีบพังเข้ามา! จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังตามเข้ามา
สีหน้าของเฟิงหยางพลันเคร่งขรึม ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก เขารีบลุกขึ้นเดินออกไปทันที
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อเขาเปิดประตูบ้าน ก็เห็นคนสี่คนยืนอยู่ในสวน และในวินาทีที่เห็นคนทั้งสี่ ม่านตาของเฟิงหยางก็หดเล็กลง ในดวงตาฉายแววแห่งความโกรธแค้นและชิงชังที่ยากจะเก็บงำไว้ได้!
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ผู้มาเยือนก็คือหานเถี่ยและพรรคพวกทั้งสี่นั่นเอง!
เฟิงหยางคาดไม่ถึงว่า ตนเองยังไม่ทันได้ไปหาพวกมัน พวกมันกลับเดินเข้ามาหาเสียเอง!