บทที่ 11 ผมทุ่มหมดหน้าตัก พวกคุณก็ตามสบาย
บทที่ 11 ผมทุ่มหมดหน้าตัก พวกคุณก็ตามสบาย
เหอเลี่ยงมองไปรอบๆ เพื่อนร่วมงานหลายคนแล้วพูดอย่างไม่หยุดปาก “พูดตามตรงนะ ผลิตภัณฑ์ก็ทำออกมาแล้ว ประสิทธิภาพเป็นยังไงพวกเราก็เห็นกันแล้ว โอกาสชนะมีสูงมาก ยังไงซะฉันก็มองบวกสุดๆ แล้วพวกนายล่ะ จะตามด้วยกันไหม?”
เพื่อนร่วมงานหลายคนมองหน้ากันไปมา จางเหวินเจี๋ยจึงพูดขึ้นว่า “ตอนนี้ฉันสับสนมาก อยากจะตามนะ แต่ก็กลัวจะเดิมพันผิดข้าง”
เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ ก็พูดเสริม “รอให้ผลิตภัณฑ์แขนกลเทียมนี้มีเสียงตอบรับจากตลาดก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะตามหรือไม่ตามน่าจะปลอดภัยที่สุด แต่บอสกลับให้เวลาเราตัดสินใจแค่อาทิตย์เดียว ถ้าไม่ใช้สิทธิ์ก็จะถือว่าสละสิทธิ์โดยอัตโนมัติ อันนี้มันออกจะโหดไปหน่อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหอเลี่ยงก็พูดขึ้นทันที “ไอ้เพื่อนคนนี้ หน้าตาก็ไม่ได้หล่อ แต่ความคิดกลับสวยหรูเชียวนะ”
“ถึงตอนนั้นถ้าแขนกลเทียมขายไม่ดี ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก แผนสิทธิซื้อหุ้นของบอสอันนี้นายยังจะยอมควักเงินมาใช้สิทธิ์อีกเหรอ? ในเมื่อนายพูดแบบนี้ก็แสดงว่าไม่ยอมแน่ๆ ถึงตอนนั้นต่อให้ให้ฟรีนายก็อาจจะไม่เอาด้วยซ้ำ กลัวว่าจะกลายเป็นภาระหนี้สิน”
เพื่อนร่วมงานคนนั้นถูกเขาพูดจนเถียงไม่ออก เหอเลี่ยงพูดต่อ “กลับกันนะ ถ้านายเป็นเจ้านาย แล้วผลิตภัณฑ์เกิดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า บริษัททะยานขึ้นฟ้าทันที มูลค่าประเมิน 5,000 ล้าน หรืออาจจะสูงกว่านั้น VC ภายนอกรู้ว่าบริษัทขาดเงิน ต่างก็หอบเงินสดมาแย่งกันลงทุนให้บริษัท”
“ถึงตอนนั้น ในฐานะเจ้านาย นายยังจะยอมเอาสินทรัพย์หุ้นที่มีมูลค่า 5,000 ล้าน หรืออาจจะหลายหมื่นล้าน มาแบ่งปันให้พนักงานใต้บังคับบัญชาในราคาประเมินแค่ 500 ล้านอีกเหรอ?”
“นายคงจะคิดว่า ‘ให้ตายสิ ทำไมวะ?’”
“เทคโนโลยีแขนกลเทียมชีวภาพทั้งหมดเป็นฝีมือของฉันคนเดียว พวกนายไม่ได้ร่วมแบกรับความเสี่ยง ไม่ได้มีส่วนร่วมทางเทคนิคอะไรเลย ผลงานที่ใหญ่ที่สุดก็แค่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแขนกลเทียมชีวภาพให้เร็วขึ้นเท่านั้น ต่อให้เปลี่ยนคนกลุ่มใหม่มาช่วยก็ทำได้เหมือนกัน”
“แล้วเงินเดือนที่ควรจะให้ก็จ่ายให้พวกนายตามปกติ แถมสวัสดิการยังดีกว่ามาตรฐานในอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่เคยค้างเงินเดือน ทำหน้าที่ที่ควรทำครบถ้วนแล้ว พวกนายยังจะอยากได้หุ้นบริษัทอีกเหรอ? ยังอยากจะได้หุ้นบริษัทในราคาถูกๆ อีกเหรอ?”
คำพูดของเหอเลี่ยงทำให้เพื่อนร่วมงานคนนั้นพูดไม่ออกอีกครั้ง เพื่อนร่วมงานหลายคนก็ยอมรับว่าในฐานะเจ้านาย ลู่อันเป็นคนที่หาข้อติเรื่องพนักงานไม่ได้เลย แม้แต่ทำงานล่วงเวลาก็จ่ายค่าล่วงเวลาให้เต็มที่
จริงๆ แล้วพวกเขารู้ดีว่า การตัดสินใจไปทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพ ก็ต้องเตรียมใจไว้แล้วว่าจะไม่มีค่าล่วงเวลา
เพราะบริษัทสตาร์ทอัพเองก็มีเงินทุนไม่มากนัก เรียกได้ว่าอยากจะใช้เงินหนึ่งส่วนให้ได้ผลเท่ากับสามส่วน
บริษัทสตาร์ทอัพอย่าง เมต้าเวิร์ส อินเทลลิเจนท์ คอนโทรล ที่จ่ายเงินเดือนตรงเวลาไม่เคยค้าง แถมยังให้ค่าล่วงเวลาเต็มจำนวนนั้น หาได้ไม่มากจริงๆ
เหอเลี่ยงพูดต่อ “ถ้าฉันเป็นเจ้านาย ในเมื่อฉันแบกรับความเสี่ยงไว้คนเดียว ถ้าบริษัทเจ๊งฉันก็รับผิดชอบคนเดียว ถ้าบริษัทไปได้ดีก็ควรจะเป็นของฉันคนเดียว อยากได้แต่ผลประโยชน์ แต่ไม่ยอมแบกรับความเสี่ยงเลยสักนิด เรื่องดีๆ แบบนี้จะมีในโลกได้ยังไง พวกคุณว่าจริงไหม?”
“พูดให้ถึงที่สุดแล้ว การให้หุ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจไม่ใช่ค่าตอบแทนภาคบังคับ ต่อให้เจ้านายไม่ให้เลยสักหุ้นก็ไม่ผิดกฎหมายอะไร ยิ่งไปกว่านั้นบอสก็ไม่ได้บังคับให้เราต้องใช้สิทธิ์ด้วย”
เพื่อนร่วมงานข้างๆ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าพูดว่า “พูดแบบนี้ก็ไม่ผิด ถ้าเจอเรื่องดีๆ แบบนี้จริงๆ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นพวกต้มตุ๋น กลับต้องระวังให้ดี”
เพื่อนร่วมงานอีกคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจ “ลงเงิน 500,000 หยวนนี่ยังหวั่นๆ อยู่ เอาแค่ 20,000 หุ้นให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำก็พอแล้ว”
จางเหวินเจี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกัดฟันพูดว่า “ที่เลี่ยงจื่อพูดก็มีเหตุผลอยู่ โอกาสชนะมันสูงมาก ฉันว่าจะลงสัก 150,000 หยวน”
เพื่อนร่วมงานข้างๆ พูดต่อ “งั้นผมเพิ่มอีกหน่อย เอาเป็น 150,000 หยวนเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินเพื่อนร่วมงานหลายคนทยอยกันตัดสินใจ เหอเลี่ยงก็หัวเราะฮ่าๆ แล้วพูดว่า “แบบนี้สิถึงจะถูก! เงินแสนกว่าในยุคนี้ซื้อบ้านก็ไม่ได้ พลิกชีวิตก็ไม่ได้ แต่ถ้า เมต้าเวิร์ส อินเทลลิเจนท์ คอนโทรล ทะยานขึ้นมาได้ เงินแสนกว่านี่แหละที่จะพลิกชีวิตได้จริงๆ แถมผลิตภัณฑ์ก็ทำออกมาแล้ว ประสิทธิภาพเป็นยังไงก็เห็นกับตา นี่มันข้อสอบแจกคะแนนชัดๆ”
ทันใดนั้น มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจ้องมองเหอเลี่ยงด้วยสีหน้าแปลกๆ แล้วพูดขึ้นว่า “เออ ไม่ใช่ว่าผมจะว่านะเลี่ยงจื่อ แต่คุณแอบไปเตี๊ยมกับบอสมาหรือเปล่า? แอบไปกินค่าคอมมิชชันอะไรมาหรือเปล่าเนี่ย?”
จางเหวินเจี๋ยที่อยู่ข้างๆ พูดหยอกล้ออย่างจริงจัง “ดูยังไงก็เหมือนหน้าม้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหอเลี่ยงก็กางมือทั้งสองข้างออกแล้วพูดว่า “ยังไงซะฉันก็ทุ่มหมดหน้าตักแล้ว พวกนายก็ตามสบาย”
***
ในช่วงเวลาไม่กี่วันต่อมา พนักงานทั้ง 30 คนของ เมต้าเวิร์ส อินเทลลิเจนท์ คอนโทรล ก็ได้ทยอยตัดสินใจกัน ทุกคนต่างก็มองอนาคตของบริษัทในแง่ดี
เวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
บ่ายวันนั้น เมิ่งชิวเหยียนเดินเข้ามาในห้องทำงานของลู่อัน
“พนักงานทั้ง 30 คนของบริษัทตัดสินใจกันหมดแล้วค่ะ มีทั้งหมด 28 คนที่ตัดสินใจใช้สิทธิ์ ในจำนวนนี้มีพนักงานสองคนคือหลี่เทากับหม่าจวิ้นเฉียงที่สละสิทธิ์ค่ะ” ขณะที่เมิ่งชิวเหยียนพูด เธอก็ยื่นตารางรายชื่อการใช้สิทธิ์ที่จัดทำขึ้นส่งให้ลู่อัน
ในตารางคือผลการใช้สิทธิ์ตามแผนสิทธิซื้อหุ้นของพนักงานทั้ง 30 คน นอกจากสองคนที่สละสิทธิ์ไปแล้ว พนักงานอีก 28 คนที่ใช้สิทธิ์ก็มีจำนวนหุ้นที่ต้องการใช้สิทธิ์แตกต่างกันไป
บางคนใช้สิทธิ์เต็มจำนวน 100,000 หุ้น แต่ก็มีไม่มากนัก มีเพียงเหอเลี่ยง, อวี๋ฉางเล่อ และคนอื่นๆ รวม 6 คนที่ใช้สิทธิ์เต็มเพดาน
บางคนก็ใช้สิทธิ์เพียง 20,000 หุ้นซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่ค่ามัธยฐานจะอยู่ที่ระหว่าง 30,000 ถึง 60,000 หุ้น ซึ่งคิดเป็นเงินทุนในช่วง 200,000 ถึง 300,000 หยวน
ลู่อันมองดูข้อมูลในตารางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “รวมทั้งหมดแล้วมีการใช้สิทธิ์ไป 1,600,000 หุ้น ไม่เลวเลย มากกว่าที่ผมคาดไว้ซะอีก ตอนแรกนึกว่าอย่างมากก็คงประมาณ 1,000,000 หุ้น ดีมาก นอกจากสองคนที่สละสิทธิ์ไป คนอื่นๆ ก็มองอนาคตของบริษัทในแง่ดีมาก”
พนักงานรุ่นนี้ที่เข้ามาทำงานส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว การมีเงินเก็บสักหลายหมื่นหยวนก็ถือว่าดีมากแล้ว
การที่สามารถหาเงินทุนมาได้เป็นแสนๆ ต้องไปหยิบยืมมาจากญาติสนิทมิตรสหายอย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงขั้นไปกู้เงินออนไลน์ ในยุคนี้ P2P กำลังเป็นที่นิยมมาก ยังไม่เกิดวิกฤต การจะหาเงินมาได้สักแสนสองแสนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาไม่ได้เลย
ราคาใช้สิทธิ์ของแผนสิทธิซื้อหุ้นคือ 5 หยวนต่อหุ้น ลู่อันให้เพดานไว้ที่ 3,000,000 หุ้น จำนวนที่พนักงานใช้สิทธิ์จริงคือ 1,600,000 หุ้น ซึ่งหมายความว่าระดมทุนได้ 8,000,000 หยวน พนักงานทั้ง 28 คนนี้ได้แบ่งหุ้นดั้งเดิมไป 1.6%
ลู่อันเสนอสัดส่วนหุ้นทั้งหมด 3% ส่วนที่เหลืออีก 1.4% ที่ทุกคนสละสิทธิ์ไป ก็จะถูกดึงกลับคืนมาโดยปริยาย
พนักงาน 28 คนที่ยืนยันจะใช้สิทธิ์ ได้ดำเนินการเซ็นสัญญาข้อตกลงสิทธิซื้อหุ้นเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่วันต่อมา
เหอเลี่ยงเป็นพนักงานที่ใจเด็ดมาก จริงๆ แล้วตัวเขาเองไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น เพิ่งจะทำงานมาได้ไม่ถึงสองปี มีเงินฝากอยู่แค่ไม่กี่หมื่นหยวน
แต่เขาคือคนในกลุ่มพนักงาน 30 คนที่มองอนาคตของ เมต้าเวิร์ส อินเทลลิเจนท์ คอนโทรล ในแง่ดีที่สุด
ที่บอกว่าเขาใจเด็ด ก็เพราะว่าเพื่อที่จะใช้สิทธิ์ซื้อหุ้น 100,000 หุ้นให้เต็มเพดาน เขาถึงกับไปหยิบยืมเงินจากทุกสารทิศ แม้กระทั่ง P2P ก็ยังใช้บริการ
และด้วยวิธีนี้เอง เหอเลี่ยงก็สามารถรวบรวมเงิน 500,000 หยวนมาได้จนครบ และใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นทั้ง 100,000 หุ้นจนเต็มจำนวน
ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละเดือนเขาจะต้องจ่ายดอกเบี้ยหลายพันหยวน
การกระทำของเหอเลี่ยงครั้งนี้เป็นที่รู้กันทั่วทั้งบริษัท เขากลายเป็นดาวเด่นที่สุดในบริษัท ทุกคนต่างทึ่งในความกล้าของเขาที่มันใหญ่หลวงเกินไปจริงๆ
เมื่อเวลาผ่านไป ยี่สิบวันต่อมา พนักงานที่ใช้สิทธิ์ทุกคนต่างก็รวบรวมเงินทุนมาได้ครบถ้วน เงินในบัญชีของ เมต้าเวิร์ส อินเทลลิเจนท์ คอนโทรล เพิ่มขึ้นมา 8,000,000 หยวนในทันที ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินทุนได้อย่างมหาศาล
ในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานี้ ลู่อันก็ได้ทำการปรับจูนและกำหนดรูปแบบสุดท้ายของแขนกลเทียมชีวภาพเสร็จสิ้น
เมื่อเงินทุนพร้อมแล้ว ลู่อันก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดให้พนักงานทุกคนในบริษัทเร่งผลิตแขนกลเทียมชีวภาพออกมาหนึ่งล็อต
ตอนนี้ประสิทธิภาพการผลิตยังต่ำมาก โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานหนึ่งคนสามารถผลิตแขนกลเทียมชีวภาพได้เพียงหนึ่งชิ้นต่อวัน ทั้งบริษัทรวมกันจึงได้ประมาณ 30 ชิ้นต่อวัน
เหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนก่อนจะถึงงานแสดงสินค้า ด้วยประสิทธิภาพการผลิตในปัจจุบัน คาดว่าจนถึงวันที่งานเริ่ม จะสามารถผลิตแขนกลเทียมชีวภาพได้ประมาณ 1,100 ชิ้น