บทที่ 7: เจ้านายสาวผู้เย็นชาเลี้ยงข้าว
บทที่ 7: เจ้านายสาวผู้เย็นชาเลี้ยงข้าว
“ตอนที่คุณทักแชทส่วนตัวมาเมื่อตอนกลางวัน บอกว่าอยากจะทำทรงผมที่ดูสะอาดสะอ้านใช่ไหมครับ?”
เจสันเดินมาด้านหลังหลินเซิน พลางใช้มือสางผมของเขาเบาๆ แล้วอธิบาย
“รูปหน้าของคุณได้สัดส่วนดีมากครับ ไม่ได้มีเหลี่ยมมุมอะไรเยอะแยะ แต่เส้นผมค่อนข้างบาง ผมแนะนำให้คุณดัดสักหน่อย ทำเป็นทรงมอสแกนไถข้าง (Morgan Perm) ดีไหมครับ?”
พูดจบ เสี่ยวลี่ก็หยิบแท็บเล็ตขึ้นมา ในหน้าจอเต็มไปด้วยรูปทรงผมมอสแกนไถข้างสารพัดแบบ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นฝีมือของเจสันทั้งนั้น
หลินเซินมองผ่านๆ อยู่หลายรูป ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เท่าไหร่ครับ?”
“จากราคา 998 หยวน ต้องบวกเพิ่มอีก 700 หยวนครับ”
เจสันพยายามขายของสุดฤทธิ์
“พวกเราจะแถมสเปรย์จัดแต่งทรงผมกับแว็กซ์ผมของฮอว์กินส์ให้คุณหนึ่งขวดด้วยนะครับ ราคาตลาดก็สามร้อยกว่าหยวนแล้ว”
“ขอแค่สวยก็พอครับ”
ยังไงซะวงเงินของการ์ดเปลี่ยนภาพลักษณ์ก็มีตั้งห้าหมื่นหยวน หลินเซินตั้งใจจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสักหน่อย
พอเสี่ยวลี่เห็นเขาใจป้ำขนาดนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันสดใสขึ้นมาทันที
“ฝีมือผู้จัดการร้านของพวกเรา คุณวางใจได้เลยค่ะ! ยิ่งคุณหล่อขนาดนี้ ทรงมอสแกนไถข้างจะต้องออกมาดูดีมากแน่ๆ ค่ะ!”
“ขอบคุณครับ”
ยังไม่ทันพูดถึงเรื่องราคา แค่คำชมที่เสี่ยวลี่มอบให้ก็ทำให้หลินเซินรู้สึกดีมากแล้ว
โดยเฉพาะตอนสระผมยังช่วยนวดหนังศีรษะให้ด้วย ฝีมือที่อ่อนโยนบวกกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยมาตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้ทำให้หลินเซินรู้สึกเคลิ้มๆ เหมือนกัน
หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เจสันก็เริ่มโชว์ฝีมือ
อย่างแรกเลยก็คือการใช้เทคนิคไล่ระดับสีผม (Fade) ไถผมด้านข้างและด้านหลังของหลินเซินออก จากนั้นก็ใช้กรรไกรซอยตกแต่งผมหน้าม้าให้ดูมีเลเยอร์ เหลือบริเวณที่ยาวพอจะดัดได้
หลังจากนั้น เสี่ยวลี่ก็มาช่วยใช้แกนดัดผมม้วนผมของหลินเซินทีละช่อๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาไปพอสมควร
หลินเซินเบื่อจนหาวแล้วหาวอีก แต่โชคดีที่เสี่ยวลี่ชวนคุยเก่ง คำชมที่เธอพูดออกมาแบบเนียนๆ แสดงให้เห็นถึงความมีไหวพริบ ทำให้บรรยากาศไม่น่าอึดอัดจนเกินไป
บวกกับหุ่นในชุดแอร์โฮสเตสของเธอก็ชวนให้เจริญตาเจริญใจไม่น้อย
อย่างน้อยหลินเซินก็รู้สึกว่า บริการของร้านนี้ไม่เลวเลยทีเดียว
คราวหน้าต้องมาอีก!
“เรียบร้อย!”
สองชั่วโมงต่อมา เมื่อเสียงไดร์เป่าผมหยุดลง ทันทีที่หลินเซินสวมแว่นตา เขาก็ถึงกับตกใจกับภาพตัวเองในกระจก
นี่ฉันเหรอ?
“เป็นยังไงบ้างครับ?”
เจสันหยิบกระจกพับมาให้หลินเซินส่องดูผมด้านข้างและด้านหลัง พอเห็นเขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วก็ยิ้ม
“ผมจะบอกความจริงกับคุณอย่างหนึ่งนะครับ ทรงผมที่ฮิตๆ ในตลาดทั่วไปน่ะ สามารถใช้เครื่องหนีบผมกับแว็กซ์ผมทำเองได้เลย”
“เดี๋ยวผมจะสอนวิธีเซ็ตผมให้คุณนะครับ วันธรรมดาคุณก็สามารถจัดแต่งทรงเองได้ ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็มาหาผมได้ตลอดเวลาเลยครับ”
“ครับ”
หลินเซินอดที่จะตื่นเต้นดีใจไม่ได้ หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปตัวเองในกระจกเก็บไว้
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นไปจ่ายเงินแล้วก็แอดวีแชทของเสี่ยวลี่ไว้ เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มเดินออกจากร้านตัดผม
“ฟู่—!”
หลินเซินหลับตาสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ดูสดใสขึ้นมาทันที เผลอยืดอกผายไหล่อย่างไม่รู้ตัว
ขณะที่ค่อยๆ สลัดคราบความเป็นมนุษย์เงินเดือนออกไป เขาก็ได้สัมผัสกับความสวยงามของชีวิตมากขึ้น
ดูท่าการใช้จ่ายนี่แหละคือหนทางที่ดีที่สุดในการตอบสนองความต้องการของตัวเอง!
หลินเซินเหลือบมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปที่บริษัทตามนัด
ห้าโมงเย็น
อาคารหัวเม่า ชั้นสาม ห้องทำงานผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทโฉ่งโย่วเจีย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—!
“เชิญเข้ามาค่ะ”
พอได้ยินเสียงเย็นชาของฉินเยว่นานดังมาจากในห้องทำงาน หลินเซินก็ผลักประตูเข้าไป
“ผู้จัดการฉินครับ”
“นั่งก่อนสิคะ ฉันใกล้จะเสร็จงานแล้ว”
ฉินเยว่นานนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอโน้ตบุ๊ก
วันนี้เธอก็ยังคงแต่งตัวเหมือนวันทำงานปกติ สวมสูทตัวเล็กสีเบจทับเสื้อตัวในสีอ่อน ผมปล่อยสยายลงบนบ่า เผยให้เห็นต่างหูและนาฬิกาข้อมือที่ดูดีมีสไตล์ โดยรวมแล้วดูเป็นผู้หญิงทำงานที่คล่องแคล่วมาก
หลินเซินเห็นแล้วก็นั่งรอเงียบๆ บนโซฟา
ส่วนฉินเยว่นานก็เงยหน้าขึ้นมาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ดวงตาที่เคยเย็นชาก็พลันฉายแววประหลาดใจ กะพริบตาเบาๆ สองสามครั้งอย่างตกตะลึง
“คุณเปลี่ยนทรงผมเหรอ?”
“ครับ”
หลินเซินยิ้มอธิบาย
“ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองดูบ้างครับ”
“ทรงนี้เหมาะกับคุณมากเลยนะ”
คำชมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจากปากของฉินเยว่นานทำให้หลินเซินรู้สึกประหลาดใจและดีใจอย่างบอกไม่ถูก รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“ขอบคุณครับ! ว่าแต่ผู้จัดการฉินครับ ทำไมจู่ๆ ถึงนึกอยากจะเลี้ยงข้าวผมล่ะครับ?”
“ความคิดเห็นที่คุณเสนอเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทเรามีประโยชน์มากเลยค่ะ”
ฉินเยว่นานปิดโน้ตบุ๊ก เก็บใส่กระเป๋าสะพายแล้วก็ลุกขึ้นยืน
“ฉันนำไปปรับใช้บางส่วนแล้ว ก็เลยอยากจะเลี้ยงข้าวคุณเป็นการขอบคุณ”
“ช่วยได้ก็ดีแล้วครับ”
หลินเซินยิ้มแหยๆ พลางลุกขึ้นยืนตาม ทำให้ฉินเยว่นานชะงักไปครู่หนึ่ง
“คุณดูผอมลงไปเยอะเลยนะ”
“ก็น่าจะประมาณสี่กิโลกรัมได้ครับ”
หลินเซินเดินตามฉินเยว่นานออกจากห้องทำงาน สีหน้าดูคาดหวังอยู่ไม่น้อย
“แต่คืนนี้ผมอยากจะปล่อยตัวปล่อยใจสักหน่อย คุณจะเลี้ยงอะไรผมเหรอครับ?”
“คุณนี่ไม่เกรงใจเลยจริงๆ นะ”
แม้ว่าฉินเยว่นานจะเหลือบมองหลินเซินด้วยหางตา แต่จริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้เกลียดนิสัยที่ตรงไปตรงมาแบบนี้ของหลินเซินหรอก
ตรงกันข้าม เธอค่อนข้างจะชอบมิตรภาพที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องมาคอยชิงไหวชิงพริบกัน เวลาที่อยู่กับหลินเซิน
“ปิ้งย่างโอเคไหม”
“ไม่มีปัญหาครับ”
หลินเซินเดินตามฉินเยว่นานลงลิฟต์ไปยังชั้น B1 ก็พบว่ารถของเธอคือ Volvo S90 สีดำ
เส้นสายตัวถังที่โค้งมนลื่นไหลบ่งบอกถึงสไตล์สแกนดิเนเวียที่เรียบง่าย กระจังหน้าแบบซี่แนวตั้งพร้อมกับไฟหน้าทรง “ค้อนธอร์” ทำให้รถดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาก
แน่นอนว่าเทคโนโลยีหลักของ Volvo อยู่ที่ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะในเมือง สมญานาม “รถถังบนท้องถนน” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ
“ผมขับให้ไหมครับ”
ในเมื่อฉินเยว่นานอุตส่าห์เลี้ยงข้าว หลินเซินก็ยินดีที่จะเป็นคนขับรถให้สักครั้ง
จริงๆ แล้วเขาก็แค่อยากจะลองขับ Volvo S90 คันนี้ดูเท่านั้นเอง
พอฉินเยว่นานเห็นหลินเซินกระตือรือร้น แถมยังดูตื่นเต้นนิดๆ เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของเขา แต่กลับนั่งลงบนเบาะผู้โดยสารข้างคนขับอย่างสง่างาม
เข็มขัดนิรภัยพาดผ่านเนินอกอวบอิ่ม เผยให้เห็นส่วนโค้งที่กลมกลึงได้รูป ขาเรียวสวยทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ใต้กางเกงสแล็ครัดรูปก็ชิดติดกัน
ฉินเยว่นานเพียงแค่นั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารข้างคนขับ ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่รัศมีความเป็นสาวมั่นสุดเย็นชาก็เปล่งประกายออกมาทันที
นี่ทำให้หลินเซินอดที่จะแอบมองอยู่หลายครั้งไม่ได้ ในใจก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“ร้านปิ้งย่างที่คุณว่าอยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
“ห้างเหิงหลงพลาซ่าค่ะ”
ฉินเยว่นานค้นหาตำแหน่งของห้างเหิงหลงพลาซ่าจากระบบนำทางในรถ ให้หลินเซินเป็นคนขับ เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมาย
ร้านต้าอู๋ ยากินิคุ
หลินเซินเคยได้ยินชื่อร้านปิ้งย่างนี้มาบ้าง ในโลกออนไลน์รีวิวค่อนข้างดีทีเดียว เพียงแต่ราคามันแพงไปหน่อย เฉลี่ยต่อหัวเกินพันหยวน
แต่สำหรับฉินเยว่นานแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
“เชิญด้านในเลยค่ะสองท่าน”
พนักงานพาหลินเซินเดินตามฉินเยว่นานไปยังห้องส่วนตัวที่เงียบสงบ
การออกแบบของร้านได้รับแรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบของสวนหินแบบญี่ปุ่น (Karesansui) ตกแต่งอย่างเรียบง่าย สร้างบรรยากาศในการรับประทานอาหารที่หรูหรา
โดยเฉพาะภายใต้แสงไฟสลัวๆ ใบหน้าที่สวยงามไร้ที่ติของฉินเยว่นานก็ยิ่งดูเปล่งปลั่งนุ่มนวล ทำให้บรรยากาศที่เงียบสงบค่อยๆ อบอวลไปด้วยความรู้สึกที่คลุมเครืออย่างบอกไม่ถูก
จะไม่เกิดอะไรขึ้นจริงๆ เหรอ?
หัวใจของหลินเซินเต้นเร็วขึ้นทันที ก่อนจะหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ
อย่าให้ “สามภาพลวงตาของชีวิต” มาหลอกเอาได้สิ (*สำนวนจีน หมายถึง ความคิดที่คนเรามักจะหลอกตัวเอง)
ตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดีต่อไปดีกว่า วาสนาความรักมันก็จะมาหาเอง