บทที่ 9 ด้านที่ไม่เคยมีใครรู้
บทที่ 9: ด้านที่ไม่เคยมีใครรู้
ภาพจำของฉินเยว่นานที่มีต่อหลินเซินยังคงหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มอ้วนๆ ธรรมดาๆ เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน
แม้ว่าช่วงนี้ทั้งสองคนจะเจอกันบ่อยๆ ที่ฟิตเนสของบริษัท และคุยกันในวีแชทอย่างสนุกสนานก็ตาม
แต่ฉินเยว่นานก็ไม่ได้ให้ความสนใจหลินเซินมากเป็นพิเศษ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เธอไม่เคยสนใจเพศตรงข้ามคนไหนเลยต่างหาก
ผู้ชายมีแต่จะทำให้เธอทำงานช้าลง
แต่ครั้งนี้ ฉินเยว่นานกลับมองสำรวจหลินเซินซ้ำไปซ้ำมาอยู่นาน
พอเด็กหนุ่มอ้วนๆ ธรรมดาๆ คนนั้น พลิกโฉมกลายเป็นหนุ่มหล่อหุ่นสมส่วน ท่าทางดูสดใสร่าเริงขึ้นมา
ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องร้องว้าวสองสามครั้ง
แม้แต่ฉินเยว่นานที่ปกติจะเย็นชาเป็นน้ำแข็ง ตอนนี้ก็อดที่จะชื่นชมในความมุ่งมั่นตั้งใจลดน้ำหนักของหลินเซินไม่ได้
“หล่อมากเลยนะ ผลลัพธ์การลดน้ำหนักช่วงนี้ของคุณดีมากเลย”
“ขอบคุณครับ”
หลินเซินยิ้มบางๆ ให้พนักงานขายช่วยแพ็คเสื้อผ้าเก่าของเขาแล้วก็คิดเงิน
ทันใดนั้น ฉินเยว่นานก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมา
“แต่ฉันว่ามันยังขาดอะไรไปบางอย่างนะ”
“ขาดอะไรเหรอครับ?”
ยังไม่ทันที่หลินเซินจะได้คำตอบ ฉินเยว่นานก็ลุกขึ้นเดินไปยังโซนเครื่องประดับ หลังจากเลือกอยู่พักหนึ่งเธอก็ให้พนักงานขายหยิบสร้อยคอเงินเส้นหนึ่งออกมา
ดีไซน์ของมันเป็นการนำลูกบาศก์เล็กๆ สามสี คือ เงิน ดำ และทองแดง มาเรียงซ้อนกัน ดูเรียบหรูแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา
“ลองใส่เส้นนี้ดูสิ”
ฉินเยว่นานส่งสัญญาณให้หลินเซินก้มหัวลง แล้วก็เป็นคนใส่สร้อยคอให้เขาด้วยตัวเอง ทำเอาหัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นมาทันที
ก็แหม... การได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ ไม่เพียงแต่จะได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่โชยมาจากตัวของฉินเยว่นานเท่านั้น แต่ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดลึกๆ ตรงคอเสื้อที่แอบเปิดออกเล็กน้อยได้อีกด้วย
อย่ามองในสิ่งที่ไม่ควรมอง!
หลินเซินเหลือบมองอย่างสุภาพอยู่สองสามครั้งแล้วก็ไม่ได้จ้องมองอีกต่อไป
“ผมใส่สร้อยคอแล้วมันจะดูไม่เหมาะหรือเปล่าครับ?”
“เสื้อยืดสีขาวมันเรียบเกินไป สร้อยคอช่วยเสริมให้ดูดีขึ้นได้นะ”
ฉินเยว่นานถอยหลังไปหนึ่งก้าว มองสำรวจหลินเซินตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไปส่องกระจกดูสิ”
“ครับ”
หลินเซินเดินไปที่หน้ากระจก ดวงตาฉายแววประหลาดใจ
เป็นอย่างที่ฉินเยว่นานพูดจริงๆ เสื้อยืดสีขาวเรียบๆ พอใส่คู่กับสร้อยเงินดีไซน์หรูๆ แบบนี้แล้วมันดูมีสไตล์ขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้หลินเซินเคยคิดว่าผู้ชายที่ใส่สร้อยคอคงจะเหมือนกับผู้ชายที่แต่งหน้า คือเป็นพวกตุ๊ด
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ขอแค่ตัวเองมีความสุข ก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจสายตาคนอื่นมากนักหรอก
“ไม่เลวเลยครับ”
หลินเซินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วก็เดินตามพนักงานขายไปจ่ายเงินทันที
รองเท้ากับสร้อยคอเป็นของชิ้นใหญ่ ราคาชิ้นละเก้าพันหยวน
เสื้อผ้ากับกางเกงรวมกันหนึ่งหมื่นสี่พันหยวน
ทั้งหมดสามหมื่นสองพันหยวน สำหรับ LV แล้วราคานี้ก็ถือว่าพอรับได้
แต่พอเห็นเงินในบัญชีตัวเองหายไปครึ่งหนึ่ง หลินเซินก็ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ อยู่เหมือนกัน ได้แต่หวังว่าจะได้ทุนคืนจาก【การ์ดเปลี่ยนภาพลักษณ์】
“ขอบคุณมากค่ะคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง เชิญค่ะ!”
“อืม”
หลังจากออกจากเคาน์เตอร์ LV ก็นั่งลิฟต์ลงไปยังชั้น B1 ฉินเยว่นานก็เดินไปนั่งที่เบาะคนขับอย่างคล่องแคล่ว ถอดรองเท้าส้นสูงออกแล้วเปลี่ยนเป็นรองเท้าส้นแบน
“บ้านคุณอยู่ที่ไหนเหรอ? เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“ชุมชนหมินอันครับ”
หลินเซินก็ไม่ได้เกรงใจ ค้นหาที่อยู่บ้านตัวเองจากระบบนำทางในรถ
ส่วนฉินเยว่นานก็เหยียบคันเร่งพุ่งรถออกไปทันที สไตล์การขับรถของเธอดุดันมาก
ทำเอาหลินเซินตกใจรีบจับเข็มขัดนิรภัยแน่น อ้าปากจะพูดอะไรอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าบ่นออกมา
ระหว่างทาง ทั้งสองคนก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย
ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องงาน แต่บางครั้งก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นบ้าง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉินเยว่นานชวนคุยไม่เก่ง หรือเป็นเพราะสัญชาตญาณการชอบนินทาโดยธรรมชาติของผู้หญิงก็ไม่รู้ เธอสนใจเรื่องราวความรักของหลินเซินมากเป็นพิเศษ ชอบซักไซ้เรื่องที่ทำให้เขาเจ็บปวดอยู่เรื่อย
หลินเซินจนใจ ตั้งใจจะถามคำถามเดียวกันกลับไปบ้าง
ผลลัพธ์คือได้รู้ว่า ฉินเยว่นานอายุ 28 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคน!
ดูท่าเบื้องหลังผู้หญิงที่มีนิสัยเป็นเอกลักษณ์ มักจะมีเรื่องราวชีวิตที่ซับซ้อนและน่าสนใจซ่อนอยู่เสมอ
หลินเซินอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้
จะว่าไปแล้ว ผู้หญิงอย่างฉินเยว่นานน่ะ ผู้ชายธรรมดาทั่วไปคงจะเอาไม่อยู่จริงๆ
ยี่สิบนาทีต่อมา Volvo S90 สีดำก็ขับเข้ามาในชุมชนหมินอัน
“ขอบคุณมากครับผู้จัดการฉิน!”
หลังจากลงจากรถ หลินเซินก็หิ้วถุงกระดาษ LV โบกมือให้คนในรถที่เบาะคนขับ พอเดินมาถึงหน้าตึก จู่ๆ ก็มีเสียง “เหมียวๆ” ดังมาจากข้างๆ
“เจ้าส้ม!”
พอเห็นแมวส้มตัวอ้วนกลมเดินออกมาจากพุ่มไม้ หลินเซินก็ดีใจรีบย่อตัวลงไปหา
ส่วนมันก็ทำตัวน่ารักมาก พลิกตัวนอนหงายท้องทันที
แน่นอนว่าอย่าเห็นมันทำตัวเชื่องๆ แบบนี้ จริงๆ แล้วมันดุมากนะ ได้รับฉายาว่า – “ซางเปียว” (*ไอ้เสือดาวอำมหิต)
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินเซินคอยให้อาหารมันมาหลายเดือนแล้ว มันคงไม่มาทำตัวอ้อนแบบนี้หรอก
“รอก่อนนะ เดี๋ยวไปเอาของกินมาให้”
หลังจากลูบพุงเจ้าส้มอย่างเมามันแล้ว หลินเซินก็ล้วงหาขนมแมวเลียที่พกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าของเขา
พอเพิ่งจะแกะซองออก กลิ่นหอมอ่อนๆ ก็โชยมาทันที
ฉินเยว่นานลงมาจากรถตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอย่อตัวลงข้างๆ หลินเซิน แล้วลองยื่นนิ้วเรียวสวยเหมือนต้นหอมไปให้เจ้าส้มดมดู
นี่เป็นท่าทีลองเชิงที่ได้มาตรฐานมาก
อย่างแรกคือยื่นมือไปให้แมวดมกลิ่นของตัวเองก่อน
ถ้าแมวไม่มีท่าทีตื่นตกใจอะไร แถมยังเลียมือคุณอีก นั่นก็แสดงว่าสามารถลูบได้
ไม่อย่างนั้นก็ควรจะอยู่ห่างๆ ไว้จะดีกว่า
เจ้าส้มเห็นได้ชัดว่าเป็นอย่างแรก มันยื่นลิ้นเล็กๆ น่ารักออกมาเลียที่นิ้วของฉินเยว่นานเบาๆ
ส่วนเธอก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอะไรเลยแม้แต่น้อย แถมยังอุ้มเจ้าส้มที่เนื้อตัวมอมแมมขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอีกด้วย
หลินเซินเห็นแล้วก็รีบเตือน
“ผู้จัดการฉินครับ ระวังเสื้อผ้าจะเปื้อนนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ฉินเยว่นานดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ ท่าทางการลูบแมวของเธอดูเป็นมืออาชีพมาก
เริ่มจากหยิกเนื้อนิ่มๆ ตรงคอของเจ้าส้มเบาๆ แล้วก็ลูบตามแนวขนไปจนถึงหาง สุดท้ายก็เกาคางให้
นี่ทำให้มันสบายจนหลับตาพริ้มส่งเสียงครางออกมาเบาๆ ทำเอาหลินเซินอึ้งไปเลย
ก็แหม... นี่มันเป็นครั้งแรกเลยนะที่เจ้าส้มแสดงท่าทีไม่ระแวงคนอื่นนอกจากเขาแบบนี้
แล้วสิ่งที่ทำให้หลินเซินประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ สีหน้าของฉินเยว่นาน
เธอ... ยิ้มด้วย!
แม้จะเป็นแค่รอยยิ้มมุมปากบางๆ ที่แฝงไปด้วยความพึงพอใจเล็กน้อย แต่พอมันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เย็นชาเป็นน้ำแข็งแล้วกลับดูสวยงามน่าทึ่งมาก ทำให้หลินเซินอดที่จะเอ่ยชมออกมาไม่ได้
“คุณยิ้มแล้วดูดีมากเลยนะครับ”
หา???
คำชมที่ไม่ทันตั้งตัวของหลินเซินทำให้ฉินเยว่นานหน้าตึงไปทันที รีบหุบยิ้มแล้วก็ถลึงตาใส่เขาหนึ่งที
แต่ทว่า... แก้มของเธอกลับแดงระเรื่อขึ้นมาจางๆ
บางทีอาจจะเป็นเพราะอยากจะกลบเกลื่อนความประหม่าในใจ ฉินเยว่นานจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที พลางเหลือบมองขนมแมวเลียในมือของหลินเซิน
“ทำไมคุณไม่ใช้ขนมแมวเลียของโฉ่งโย่วเจียล่ะคะ?”
“มันแพงเกินไปครับ”
หลินเซินตอบตามตรง
“ถูกสุดก็ซองละแปดเหมา (*แปดสิบสตางค์) แล้ว ผมจะมีปัญญาซื้อของดีขนาดนั้นให้แมวจรจัดกินได้ยังไงล่ะครับ”
“ถึงแม้จะใส่ส่วนผสมอย่างน้ำมันคริลล์กับน้ำมันปลาลงไปด้วย แต่ผมว่าราคามันน่าจะทำให้เข้าถึงง่ายกว่านี้นะครับ เพราะตอนนี้ธุรกิจสัตว์เลี้ยงมันเริ่มเจาะตลาดล่างแล้ว”
“ที่คุณพูดก็มีเหตุผลนะ”
ฉินเยว่นานดูเหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดของหลินเซินมาก แถมยังหยิบมือถือขึ้นมาจดข้อเสนอแนะของเขาไว้ในบันทึกช่วยจำอีกด้วย
ท่าทีที่ตั้งใจทำงานอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ทำให้หลินเซินรู้สึกนับถือจริงๆ
“ผู้จัดการฉินครับ ผมเห็นวันนี้คุณยังทำงานล่วงเวลาอยู่ที่บริษัทอยู่เลย ไม่พักผ่อนบ้างเหรอครับ?”
“สัปดาห์หน้าค่อยพักค่ะ”
ฉินเยว่นานวางเจ้าส้มลงบนพื้น แล้วก็ปัดฝุ่นตามเนื้อตัว
“ฉันจำได้ว่าคุณบอกว่าชอบกิจกรรมกลางแจ้งใช่ไหมคะ? งั้นสัปดาห์หน้าไปเดินป่าเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะ”