บทที่ 21 เจี้ยวฟางซือ
บทที่ 21 เจี้ยวฟางซือ
“แล้วเจ้าคิดว่า เรื่องนี้ควรจะจัดการอย่างไร?”
เหยียนซูจู๋ยิ้มพลางมองไปยังเย่หลิวอวิ๋น ดูเหมือนจะอยากรู้มากว่าเย่หลิวอวิ๋นจะมีความคิดเช่นไร
สายตากวาดมองไปที่เหยียนซูจู๋และหลี่ว์หลานอย่างละแวบหนึ่ง
สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ป้ายอาญาสิทธิ์ในมือของหลี่ว์หลาน
“ทิ้งป้ายอาญาสิทธิ์ไว้ รอจนกว่าเจ้าจะนำเงินมาให้เมื่อไหร่ ค่อยมาเอาป้ายอาญาสิทธิ์กลับไป”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือป้ายอะไร?”
หลี่ว์หลานขมวดคิ้ว
หากเย่หลิวอวิ๋นใช้ป้ายนี้ไปทำอะไรเข้า ถึงตอนนั้นใครจะมารับผิดชอบ
“ได้!”
แต่ไม่รอให้หลี่ว์หลานพูดอะไรต่อ เหยียนซูจู๋ที่อยู่ข้างๆ กลับตอบตกลงโดยตรง
หลี่ว์หลานเงียบไปชั่วขณะ แต่ก็ยังคงโยนป้ายอาญาสิทธิ์ให้เย่หลิวอวิ๋น
ป้ายอาญาสิทธิ์ที่ชุบทองทั้งอันเช่นนี้ ดูสูงส่งกว่าป้ายนายกองร้อยมากนัก เย่หลิวอวิ๋นเพียงแค่เหลือบมองแวบหนึ่ง ก็เก็บมันไว้กับตัว
“เมื่อไหร่รวบรวมเงินได้ครบ ค่อยมาเอาป้ายอาญาสิทธิ์คืนไปจากข้าแล้วกัน”
พูดจบ เย่หลิวอวิ๋นก็โบกมือ พาซือหนานและสือเซิ่งจากไปทันที
หลังจากจ้องมองแผ่นหลังของเย่หลิวอวิ๋นที่จากไปอยู่พักใหญ่
เหยียนซูจู๋จึงค่อยหันหลังเตรียมกลับ
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่า... คุณชาย!”
เดิมทีสือเซิ่งคิดว่า ตนเองก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา เย่หลิวอวิ๋นอย่างไรเสียก็คงจะคาดคั้นเอาความผิดกับตนเองบ้าง
ผลกลับกลายเป็นว่าไม่มี หลังจากกลับถึงหน่วยองครักษ์เสื้อแพรแล้วก็เตรียมจะจากไปทันที ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
“นี่...”
สือเซิ่งอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ชั่วขณะนี้กลับไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี
“อย่างไรเล่า รู้สึกว่าท่านเย่ดูไม่เหมือนเดิมมากใช่หรือไม่?”
สือเซิ่งไม่ได้ตอบคำ เพียงแต่มองไปยังซือหนานที่อยู่ข้างๆ อย่างแปลกใจ
“ตั้งใจทำงานเถอะ!”
ซือหนานยกมือขึ้น ตบบ่าของสือเซิ่งพลางกล่าว
“นายท่านไม่มีทางปฏิบัติต่อพวกเราอย่างไม่เป็นธรรมแน่นอน”
แม้ว่าตอนที่เย่หลิวอวิ๋นต้องการจะชักชวนสือเซิ่ง ซือหนานจะรู้สึกว่ามีปัญหามาก แต่เมื่อตอนนี้เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว
ในฐานะลูกน้องของเย่หลิวอวิ๋น ย่อมต้องช่วยเย่หลิวอวิ๋นซื้อใจคนอย่างแน่นอน
...
ยามค่ำคืน
ภายในวังหลวงที่เงียบสงบ ในขณะนี้เหยียนซูจู๋ ได้เปลี่ยนมาสวมฉลองพระองค์มังกรแล้ว ผมไม่ได้มัดรวบ แต่กลับปล่อยสยายลงมา
หลี่ว์หลานในฐานะองครักษ์ ก็คอยอารักขาอยู่ข้างกายเหยียนซูจู๋อย่างจริงจัง
ภายในวังหลวงใช่ว่าจะไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์
แต่เหตุผลที่เหยียนซูจู๋ให้หลี่ว์หลานที่มีพลังฝีมือขั้นก่อกำเนิดอยู่ข้างกาย จุดสำคัญที่สุดก็คือเพราะหลี่ว์หลานเป็นคนที่ติดตามอยู่ข้างกายเหยียนซูจู๋มาตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้นจึงไว้วางใจเป็นพิเศษ
“แม้ว่าจะเคยได้ยินมาตลอดว่าคนเลวกลับใจมีค่ากว่าทองคำ แต่ที่ได้เห็นจริงๆ นี่เป็นครั้งแรก”
ในตอนนี้สิ่งที่อยู่ในมือของเหยียนซูจู๋ ก็คือข้อมูลทั้งหมดของเย่หลิวเฟิงตั้งแต่เล็กจนโต
ในฐานะจักรพรรดินีแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน แม้ว่าอำนาจมากมายของเหยียนซูจู๋จะถูกขัดขวาง แต่หากเพียงแค่ต้องการจะสืบหาข้อมูลของคนผู้หนึ่ง ก็ยังเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
เมื่อนึกถึงการพบกันในตอนกลางวัน
เดิมทีเหยียนซูจู๋คิดว่า นายกองร้อยแห่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้ ตั้งแต่เล็กจนโตการแสดงออกก็น่าจะโดดเด่นไม่เหมือนใคร
แต่จากเนื้อหาในข้อมูลแล้ว นี่มันก็คือคนเห็นแก่เงินที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำชัดๆ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่สามารถเชื่อมโยงกับคนที่พบเจอในตอนกลางวันได้เลย
หรือว่าจะเป็นการกลับตัวกลับใจ ตาสว่างขึ้นมาในบัดดลงั้นรึ?
เหยียนซูจู๋รู้สึกว่ามันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
ในข้อมูลยังบอกอีกว่า เย่หลิวเฟิงมีน้องชายฝาแฝดที่เป็นอันธพาล นามว่าเย่หลิวอวิ๋น
แต่ข้อมูลเช่นนี้ เหยียนซูจู๋เพียงแค่อ่านผ่านๆ ไปหนึ่งรอบ ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
“น่าสนใจ!”
เดิมทีตั้งใจจะออกจากวังหลวง เพื่อหาหนทางทำลายทางตันในเมืองหลวง ไม่คิดว่าจะได้เจอคนที่น่าสนใจจริงๆ
นางปิดหนังสือลง แล้วเงยหน้าขึ้น
“ให้คนคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเย่หลิวเฟิงผู้นี้ไว้ ข้าอยากจะดูว่าเขาจะกลับตัวกลับใจได้จริงๆ หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
หลี่ว์หลานรับคำอย่างจริงจัง
ในวังหลวง ไม่จำเป็นต้องใช้คำเรียกอื่นเพื่อปิดบังอีกต่อไป
...
เรื่องของเหยียนซูจู๋ เย่หลิวอวิ๋นไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ป้ายอาญาสิทธิ์นั้นรับมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะนำไปทำอะไร ส่วนใหญ่เป็นเพราะป้ายอาญาสิทธิ์ของในวัง ไม่ใช่ว่าจะสามารถนำมาใช้ส่งเดชได้จริงๆ
เช้าวันต่อมา
เมื่อเย่หลิวอวิ๋นมาถึงหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเพื่อรายงานตัว ก็ได้ยินเสียงของสือเซิ่งและซือหนาน
“จริงหรือเท็จกันแน่ เจ้าจะเลี้ยงพวกเราไปเจี้ยวฟางซืองั้นรึ?”
ซือหนานมองไปยังสือเซิ่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าสือเซิ่งจะเลี้ยงข้าวด้วย และยังเป็นสถานที่อย่างเจี้ยวฟางซืออีกด้วย
เพียงแต่เสียงอุทานเช่นนี้ กลับทำให้สือเซิ่งขมวดคิ้ว แก้ไขว่า
“ไม่มีพวก เพราะข้าไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยงเจ้า”
คนที่สือเซิ่งอยากจะเลี้ยงหลักๆ คือเย่หลิวอวิ๋น ไม่ได้ตั้งใจจะพาซือหนานไปด้วย
“เอ่อ”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา ก็ทำให้ซือหนานถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาเข้ามาใกล้ๆ อย่างเด็ดขาด ใช้มือข้างหนึ่งพาดบนบ่าของสือเซิ่ง
“เจ้าทำเกินไปแล้วนะ อย่างไรเสียตอนนี้เราสองคนก็นับว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว และเรื่องเมื่อวาน ข้าก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือ?”
“เมื่อวานเจ้าก็อยู่ด้วยหรือ?”
สือเซิ่งมองไปยังซือหนานอย่างประหลาดใจ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเมื่อวานซือหนานจะอยู่ด้วย
“...” ตนเองไม่มีตัวตนขนาดนั้นเลยหรือ?
“มิเช่นนั้น เจ้าคิดว่าใครเป็นคนไปแจ้งข่าวให้นายท่านเล่า”
“ก็ได้!”
สือเซิ่งเป็นคนค่อนข้างเถรตรง เมื่อได้ฟังซือหนานกล่าวเช่นนี้ ก็ไม่ได้สงสัยอะไร
“เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ!”
“นี่สิถึงจะเป็นพี่น้องที่ดี?”
ซือหนานยิ้มอย่างยินดีก่อน แต่ก็ยังคงถามอย่างแปลกใจอยู่บ้าง
“ไม่คิดว่าเจ้าจะรวยขนาดนี้นะ ถึงกับสามารถเลี้ยงพวกเราไปเจี้ยวฟางซือได้”
สือเซิ่งเพิ่งจะเตรียมจะตอบ ก็เห็นเย่หลิวอวิ๋นเดินเข้ามา
“นายท่าน! เรื่องเมื่อวาน ขอบคุณมาก”
สือเซิ่งประสานหมัด กล่าวอย่างจริงจัง
เมื่อคืนคิดมาทั้งคืน สือเซิ่งรู้สึกว่า ในเมื่อเย่หลิวอวิ๋นปฏิบัติต่อตนเองอย่างจริงใจ หากตนเองยังคงทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอด เช่นนั้นก็คงจะดูไม่รู้จักบุญคุณไปหน่อย
และอีกอย่าง เรื่องเมื่อวาน สือเซิ่งรู้สึกขอบคุณเย่หลิวอวิ๋นจริงๆ ที่สามารถสนับสนุนตนเองได้
“ไม่มีอะไร ข้าได้ยินหมดแล้ว เจี้ยวฟางซือสินะ”
เย่หลิวอวิ๋นยิ้มพลางโบกมือ
สำหรับเจี้ยวฟางซือ เย่หลิวอวิ๋นเคยได้ยินมาบ้าง ไม่เหมือนกับหอคณิกาทั่วไป สตรีในเจี้ยวฟางซือส่วนใหญ่ล้วนเป็นครอบครัวของขุนนางต้องโทษที่ถูกยึดทรัพย์สิน
ก่อนที่จะถูกยึดทรัพย์สิน สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นกุลสตรีผู้สูงศักดิ์ รูปโฉมไม่ธรรมดา
ก็เพราะเหตุนี้เอง หลายคนจึงคิดที่จะไปยังเจี้ยวฟางซือ เพื่อยลโฉมสักครั้งสองครั้ง
ตั้งแต่ข้ามมิติมาจนถึงตอนนี้ เย่หลิวอวิ๋นทุ่มเทความคิดส่วนใหญ่ไปกับการฝึกยุทธ์ จนลืมไปว่าหอคณิกาก็นับเป็นเอกลักษณ์ของสมัยโบราณเช่นกัน และสตรีในหอคณิกาในยุคสมัยนี้ นั่นคือเชี่ยวชาญทั้งพิณ, หมากล้อม, อักษร, วาดภาพอย่างแท้จริง
ถือโอกาสนี้ไปดูก็ไม่เลว
สือเซิ่งไม่เข้าใจอะไรมากมายขนาดนั้น
ก็ได้ยินมาจากคนอื่นว่า สถานที่อย่างเจี้ยวฟางซือนั้นดี คิดว่าในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ใช้เลี้ยงแขกได้ดีที่สุดแล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คืนนี้ขอเชิญนายท่านให้เกียรติด้วย”
...