บทที่ 22 เจ้าเป็นคนเลี้ยง แต่ให้ข้าเป็นคนจ่ายเงินรึ?
บทที่ 22 เจ้าเป็นคนเลี้ยง แต่ให้ข้าเป็นคนจ่ายเงินรึ?
ตอนกลางวัน สือเซิ่งก็ไปรายงานตัวตามปกติ
ส่วนเย่หลิวอวิ๋นก็ไปที่คุกหลวงเจาอวี้ดูเสียหน่อย
น่าเสียดาย หลังจากที่ไปครั้งล่าสุดแล้ว คนในคุกหลวงเจาอวี้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เติมเข้ามาใหม่เท่าไหร่
เศษๆ ไม่กี่คน บนตัวก็ไม่มีแถบพรสวรรค์พิเศษอะไร
ดังนั้นหลังจากดูอยู่ครู่หนึ่ง เย่หลิวอวิ๋นก็จากไป
รอจนกระทั่งถึงตอนกลางคืน
เย่หลิวอวิ๋นและคนอื่นๆ ที่เปลี่ยนชุดขุนนางออกแล้ว ก็ได้มาถึงหนึ่งในโรงเตี๊ยมที่คึกคักที่สุดในเมือง เจี้ยวฟางซือ
“ที่นี่คือเจี้ยวฟางซืองั้นรึ?”
มองจากข้างนอก ที่นี่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เมื่อเทียบกับหอคณิกาอื่นๆ แล้ว รูปแบบของเจี้ยวฟางซือจะดูเรียบง่ายกว่าเล็กน้อย อย่างน้อยก็ไม่มีสตรีมายืนเรียกแขกอยู่หน้าประตู
“ได้ยินมาว่าแม่นางในเจี้ยวฟางซือแต่ละคนงดงามดั่งเทพธิดา ในนั้นยังมีนางคณิกาอันดับหนึ่งรั่วซีที่งดงามราวกับเทพธิดาจุติ ไม่รู้ว่าคืนนี้จะได้ดูการแสดงของนางคณิกาอันดับหนึ่งหรือไม่”
ที่เรียกว่านางคณิกาอันดับหนึ่ง ย่อมเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่สตรีทั้งหลาย
เย่หลิวอวิ๋นไม่ได้ตอบคำ คืนนี้จุดประสงค์หลักก็ยังคงเป็นการมาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย เขาเดินสาวเท้าอย่างรวดเร็วเข้าไป
สือเซิ่งก็ตามเย่หลิวอวิ๋นเข้าไปเช่นกัน ตอนที่เดินผ่านซือหนาน ยังส่งสายตาเหมือนมองคนโง่ไปให้ ช่างน่าอายเสียจริง
“เฮ้ นายท่าน รอข้าด้วย!”
เมื่อซือหนานรู้สึกตัว เย่หลิวอวิ๋นกับสือเซิ่งก็เดินเข้าไปแล้ว ไม่ทันได้คิดอะไรมาก เขาก็รีบตามเข้าไป
...
ตำแหน่งของเย่หลิวอวิ๋นและคนอื่นๆ อยู่ในห้องหับส่วนตัวบนชั้นสอง สามารถมองเห็นการแสดงบนเวทีชั้นหนึ่งได้อย่างพอดี
เสียงพิณที่นุ่มนวล ฟังแล้วก็สามารถทำให้จิตใจผ่อนคลายได้
ยังมีสตรีร่ายรำ ท่ารำที่งดงาม มองดูก็รู้ว่าฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก
รอบๆ ยังมีเสียงโห่ร้องชื่นชม หรือเสียงให้รางวัลจากแขกมากมาย
เย่หลิวอวิ๋นกวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง หรูหรากว่าที่จินตนาการไว้มากจริงๆ
สมแล้วที่กล่าวว่าคนโบราณรู้จักเพลิดเพลิน รูปแบบความบันเทิงในยุคนี้มีเพียงไม่กี่อย่าง แม้แต่ขุนนางในราชสำนักบางคนก็ยังชอบมาเที่ยวหอคณิกา
ในไม่ช้าก็มีคนเริ่มนำสุรามาเสิร์ฟ
“แขกผู้มีเกียรติทั้งสามท่านดูหน้าไม่คุ้น คงจะมาเจี้ยวฟางซือของพวกเราเป็นครั้งแรกกระมังเจ้าคะ”
นายหญิงที่ยังคงความงามสง่าท่านหนึ่ง เดินมาถึงโต๊ะของเย่หลิวอวิ๋นและคนอื่นๆ พลางรินสุราให้พวกเขาทั้งสามคนละจอก
“กฎของเจี้ยวฟางซือเราคือแขกทุกท่านต้องจ่ายก่อนท่านละหนึ่งร้อยตำลึง ส่วนอย่างอื่นค่อยคิดแยกต่างหากเจ้าค่ะ”
“จ่ายเงิน?”
เย่หลิวอวิ๋นกับซือหนานไม่ได้รู้สึกอะไร แต่กลับเป็นสือเซิ่งที่ตะลึงไปเล็กน้อย
“ไม่ได้บอกว่าที่นี่สุราอาหารฟรีหรอกหรือ?”
คำพูดของสือเซิ่ง ทำให้นายหญิงผู้นั้นตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ
“เจี้ยวฟางซือของพวกเราคือทุกคนต้องจ่ายก่อนหนึ่งร้อยตำลึง แล้วสุราอาหารถึงจะฟรีเจ้าค่ะ หากต้องการแม่นางมารินสุราให้ ก็ต้องจ่ายเพิ่มต่างหาก”
คงไม่มีใครคิดจริงๆ ใช่ไหมว่า มาที่แบบนี้กินข้าวจะฟรี
เย่หลิวอวิ๋นกลับไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่รู้สึกว่ารูปแบบนี้มันคล้ายกับบุฟเฟ่ต์อยู่บ้าง
ส่วนซือหนานกลับมองไปยังสือเซิ่งอย่างแปลกใจ
“เช่นนั้นแล้ว ตอนแรกเจ้าได้ยินมาว่าในเจี้ยวฟางซือกินข้าวฟรี ถึงได้ชวนพวกเรามาที่นี่งั้นรึ?”
“...”
สือเซิ่งไม่ได้ตอบ แต่ความหมายก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
ซือหนานกลอกตาอย่างพูดไม่ออก เจ้าทึ่มนี่ช่างหัวแข็งทื่อจริงๆ ไม่ทำความเข้าใจให้ดีก็กล้ามาแล้ว
“เอ่อ...”
สือเซิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยื่นมือข้างหนึ่งไปทางซือหนาน
“เงินบนตัวข้ายังขาดไปหน่อย”
คนละหนึ่งร้อยตำลึง สามคนก็สามร้อยตำลึงแล้ว
“ขาดเท่าไหร่?”
ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข หากขาดไปไม่กี่ตำลึง ซือหนานก็ไม่รังเกียจที่จะจ่ายให้
“สองร้อยเก้าสิบตำลึง”
“อะไรนะ!”
ซือหนานแทบจะพ่นสุราออกมาไม่ทัน เขาถึงกับลุกขึ้นยืนโดยตรง
“เจ้ามีเงินติดตัวแค่สิบตำลึง แต่ก็ยังกล้าชวนพวกเรามาที่เจี้ยวฟางซืองั้นรึ?”
เดิมทีคิดว่าขาดแค่ไม่กี่ตำลึง ผลกลับกลายเป็นว่าเจ้าบอกข้าว่าเจ้ามีเงินติดตัวแค่ไม่กี่ตำลึง แล้วเจ้าก็ยังกล้าชวนพวกเรามาที่นี่
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่เดิมทีไม่ใช่ของฟรี อีกอย่างเงินเดือนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเดิมทีก็ไม่มาก บนตัวข้ามีสิบตำลึงได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว!”
องครักษ์เสื้อแพรส่วนใหญ่ ไม่ได้อาศัยเงินเดือนกินข้าว
แต่สือเซิ่งไม่เหมือนกัน ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรมากมาย ไม่เคยเก็บค่าคุ้มครองอะไร แหล่งรายได้ก็มีเพียงเงินเดือนอย่างเดียวเท่านั้น
“ข้า...”
ข้าไม่น่ามาเลยจริงๆ
เมื่อมองดูสือเซิ่งที่หน้าหนาอย่างยิ่ง ยื่นมือมาขอเงินจากตนเอง หากไม่ใช่เพราะพลังฝีมือไม่พอ ซือหนานอยากจะตบหน้าไปสักฉาดจริงๆ
ตกลงว่าใครเลี้ยงใครกันแน่
แต่ก็ช่วยไม่ได้ มาก็มาแล้ว จะให้เย่หลิวออวิ๋นจ่ายเงินได้อย่างไร
ซือหนานทำได้เพียงทำหน้าบูดบึ้ง หยิบตั๋วเงินสามใบออกมาจากตัว
หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้ติดตามเย่หลิวอวิ๋น ได้เงินมาไม่น้อย ซือหนานก็คงจะไม่มีเงินมากมายขนาดนี้จริงๆ
“ไอ้บ้าเอ๊ย!”
ตอนที่จ่ายเงิน ซือหนานยังจ้องมองสือเซิ่งอย่างดุร้าย เจ้าเป็นคนเลี้ยง แต่ให้ข้าเป็นคนจ่ายเงินสินะ
“เจ้าวางใจเถอะ พรุ่งนี้เช้าข้าเลี้ยงเจ้ากินซาลาเปา!”
สือเซิ่งอาจจะรู้สึกว่าตนเองทำแบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จึงกล่าวกับซือหนานอย่างเป็นจริงเป็นจัง
“...”
ไม่อยากจะพูดอะไรเลยจริงๆ
ในไม่ช้า นายหญิงผู้นั้นหลังจากรับเงินไปแล้วก็จากไป ต่อมาก็เป็นสุราและอาหารดีๆ ที่ถูกยกขึ้นมา
คนละหนึ่งร้อยตำลึงแม้จะไม่ถูก แต่คุณภาพของสุราและอาหารนี้ก็ไม่เลวเลยจริงๆ
“นายท่าน ข้าขอคารวะท่าน!”
สือเซิ่งยกจอกสุราขึ้น ลุกขึ้นยืนมองไปยังเย่หลิวอวิ๋นอย่างจริงจัง
“เรื่องก่อนหน้านี้ เป็นข้าที่เข้าใจผิดต่อนายท่าน จากนี้ไป หากนายท่านมีเรื่องอะไรที่ต้องใช้ข้า ข้าสือเซิ่งจะไม่เกี่ยงงอนเลยแม้แต่น้อย!”
ความคิดของสือเซิ่งค่อนข้างเรียบง่าย
ในเมื่อเย่หลิวอวิ๋นช่วยตนเอง ตนเองก็จะช่วยเย่หลิวอวิ๋นเช่นกัน
“วางใจเถอะ ต่อไปที่ที่จะต้องใช้เจ้ามีไม่น้อย ข้าไม่เกรงใจหรอก!”
พลังฝีมือระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งของสือเซิ่งนี้ หากไม่ใช้ให้ดี ก็คงจะน่าเสียดายเกินไปแล้ว
“ยังมีข้าด้วย!”
ซือหนานที่อยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นยืนตาม ยกจอกสุราขึ้นพลางกล่าวกับเย่หลิวอวิ๋น
“หากไม่มีนายท่าน ก็ไม่มีซือหนานในวันนี้ ขอเพียงนายท่านชี้ไปทางไหน ข้าซือหนานจะขอติดตามไปจนวันตาย”
พูดจบยังมองสือเซิ่งอย่างระแวดระวัง
เจ้าคนนี้ดูซื่อสัตย์ภักดี ไม่คิดว่าจะพูดจาไพเราะเป็นด้วย
ไม่ได้การ ข้าต้องระวังหน่อย จะปล่อยให้เขามาแย่งตำแหน่งลูกสมุนมือขวาของข้าไปไม่ได้
“เอาล่ะ น้ำใจของพวกเจ้าข้ารับไว้แล้ว นั่งลงเถอะ!”
เย่หลิวอวิ๋นยิ้มพลางโบกมือ เป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนนั่งลงอีกครั้ง
“คืนนี้มาเพื่อความสนุก ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดขนาดนี้ ต่อไปตั้งใจทำงานให้ดี ผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของพวกเจ้า ข้าจะไม่ให้ขาดเลยแม้แต่อย่างเดียว!”
“ขอรับ นายท่าน!”
ซือหนานเชื่อจริงๆ ว่า นายท่านของตนเองตอนนี้ใจกว้างมากจริงๆ
เพียงแต่เงินที่หามาได้ยากเย็น มื้อนี้มื้อเดียวก็หมดแล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซือหนานก็มองไปยังสือเซิ่งด้วยสายตาที่ค่อนข้างตัดพ้อ
ส่วนสือเซิ่งก็ดูเหมือนจะมองไม่เห็น ไม่รู้ร้อนรู้หนาวฉีกน่องไก่ขึ้นมา กินอย่างสบายใจ
“หอมจริงๆ!”
...
ภายในห้องหับส่วนตัวข้างๆ
หลี่ว์หลานกำลังรินสุราให้เหยียนซูจู๋อย่างนอบน้อม
สถานที่เช่นนี้ แม้เหยียนซูจู๋จะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็เพิ่งจะมาเป็นครั้งแรก
นางโบกมือปฏิเสธแม่นางที่จะมารินสุราให้
เมื่อนั่งอยู่ที่นี่ ก็ยังสามารถได้ยินความเคลื่อนไหวจากฝั่งของเย่หลิวอวิ๋นข้างๆ ได้อย่างพอดี
เหยียนซูจู๋ก็เพราะได้รับข่าวของเย่หลิวอวิ๋น ถึงได้มาที่นี่หนึ่งรอบ
...