โลกนิยาย

ตอนที่ 1 โลกนิยาย



“ขั้นหลอมกายระดับสอง ไม่ผ่าน คนต่อไป”



เสียงของศิษย์ผู้ทดสอบดังขึ้นอย่างเย็นชา ไร้อารมณ์ใดๆ



อวิ๋นซูถอนมือกลับ สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกแปลกใจต่อผลลัพธ์นี้เลย



เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าตนมีฝีมือเพียงใด การทดสอบครั้งนี้ก็แค่ทำตามขั้นตอนเท่านั้น



เขากวาดตามองรอบๆ กลับไม่เห็นมีใครเยาะเย้ยหรือหัวเราะเยาะดังในนิยายส่วนใหญ่ที่เคยอ่าน ทุกคนต่างก็อ่อนด้อยพอๆ กัน จึงไม่มีเหตุผลจะหัวเราะว่าผู้อื่นย่ำแย่กว่า



ศิษย์คนต่อไปก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นหลอมกายระดับสองเช่นกัน แถมยังไม่มั่นคงเท่าอวิ๋นซู ผลย่อมไม่ผ่านเช่นเดียวกัน



นี่คือการทดสอบของศิษย์รับใช้เพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก ทุกเดือนจะมีการทดสอบหนึ่งครั้ง อย่างน้อยต้องถึงขั้นหลอมกายระดับสี่จึงจะมีสิทธิ์เข้าสู่การสอบของศิษย์สายนอกได้



ที่นี่คือ “สำนักหมื่นกระบี่” สำนักที่รุ่งเรืองด้วยวิถีกระบี่ มีประวัติยาวนานว่ากันว่าเมื่อพันปีก่อนเคยเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งแดนอวิ๋น โด่งดังไปทั่วสิบแดนมนุษย์



แม้ตอนนี้ชื่อเสียงจะเสื่อมถอยจนแทบไม่ติดอันดับในแดนอวิ๋น แม้แต่เจ้าสำนักผู้มียศสูงสุดก็เพียงขั้นแก่นทองเท่านั้น ทว่าก็ยังคงมีประวัติอันรุ่งโรจน์ให้กล่าวถึง



อวิ๋นซูเดินลงจากแท่นทดสอบอย่างเงียบๆ



เช่นเดียวกับศิษย์รับใช้คนอื่น เขาเข้าแถวรับ “น้ำสมุนไพร”



ของสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บำเพ็ญขั้นหลอมกาย การทดสอบแต่ละครั้งก็เพื่อให้ได้รับทรัพยากรนี้โดยชอบธรรม



ขั้นแรกของการบำเพ็ญเซียนคือ การนำพาปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย



แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพรสวรรค์พอทำได้ตั้งแต่ต้น จำเป็นต้องหลอมกายให้ร่างกายแข็งแกร่ง เหมาะแก่การรับปราณวิญญาณเสียก่อน จึงจะมีสิทธิ์ก้าวสู่ระดับหลอมปราณ



ช่วงหลอมกายนั้นเปรียบเหมือนการขัดเกลาร่างกายในโลกมนุษย์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จึงต้องการวัตถุดิบล้ำค่าจำนวนมาก



แม้น้ำสมุนไพรจะเทียบไม่ได้กับสมบัติสวรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นของที่นักหลอมโอสถในสำนักสกัดจากสมุนไพรกว่าร้อยชนิด ถือว่ามีค่ามากสำหรับผู้บำเพ็ญขั้นหลอมกาย



อวิ๋นซูกวาดตามองรอบหนึ่ง เห็นว่าไม่มีเหตุการณ์ที่ศิษย์สายนอกแย่งชิงน้ำสมุนไพรเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่ผ่านมา จึงวางใจรับขวดน้ำสมุนไพรสองขวดแล้วรีบกลับที่พัก



เมื่อกลับถึงห้องพัก เขาปิดประตูแน่นหนา



พอแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกตอยู่ เขาจึงหยิบหนังสือเย็บด้วยเชือกที่ซ่อนไว้ในอกออกมา



บนปกเขียนชื่อยาวเหยียดว่า ‘กลยุทธ์สู่การเป็นเซียนของจักรพรรดินีต่างโลก’



อวิ๋นซูเปิดอ่านอย่างตั้งใจ



นี่คือหนังสือที่เขาเก็บได้ระหว่างทางไปทดสอบ มันตกลงมาจากฟ้าโดยไม่รู้สาเหตุ และพอดีตกใส่มือเขาอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะมองอย่างไรนี่ก็คือ ของขวัญชิ้นแรกจากสวรรค์หลังเขาข้ามภพมา จะไม่ให้ใส่ใจได้อย่างไร



หลังจากข้ามภพมาสองปี ด้วยพรสวรรค์ต่ำต้อย มีเพียงรากวิญญาณผสมระดับต่ำ เขาจึงได้เป็นเพียงศิษย์รับใช้เท่านั้น



บางทีอีกสองปีข้างหน้า หากเขาสามารถฝึกจนถึงหลอมกายระดับสี่ ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบ ก็อาจได้เป็นศิษย์สายนอกอย่างเต็มตัว



ไม่มีใครอยากหยุดอยู่แค่นี้ เขาจึงฝึกอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าสิ่งที่ขวางอยู่คือพรสวรรค์ที่จำกัด การฝึกในขั้นหลอมกายแต่ละระดับต้องใช้เวลานานถึงปีหนึ่ง ผู้มีสภาพเช่นนี้มีมากมาย และส่วนใหญ่ไม่อาจก้าวถึงระดับก่อรากฐานได้ชั่วชีวิต



ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังถือว่าดีกว่าหลายคน เพราะมีพรสวรรค์พอจะฝึกได้บ้าง อย่างน้อยในหมู่ศิษย์รับใช้เขาก็ยังพอมีหวัง



ดังนั้น สิ่งที่อาจเป็น ‘ของวิเศษชี้ชะตา’ เขาย่อมไม่ปล่อยผ่าน



ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ยังมีคนที่ข้ามภพมาอยู่เป็นร้อยปีกว่าจะได้ของวิเศษติดตัวจนกลายเป็นจอมปราชญ์ เขาเพิ่งสองปี จะรีบร้อนไปทำไม



แม้ชื่อหนังสือจะชวนให้นึกถึงนิยายโบราณที่มีตัวเอกหญิงคอยดำเนินเรื่อง แต่เขาก็อ่านต่ออย่างตั้งใจ



สามวันต่อมา



อวิ๋นซูปิดหนังสือลง



ในดวงตาปรากฏแววตะลึงงัน



นี่มันคือนิยายแนวอวยตัวเอกสุดขั้ว! นิยายแนวอัปเลเวลแบบลื่นไหลไม่มีสะดุด!



เป็นเรื่องของจักรพรรดินีที่มีพลังเทียบเทพเซียน และยังเป็นเสี้ยววิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่ถูกแบ่งกระจายไปทั่วโลก เรื่องทั้งเรื่องเขียนขึ้นโดยมีตัวนางเอกเป็นศูนย์กลาง ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อให้นางแข็งแกร่งขึ้น



พูดตามตรง มันคือนิยายหญิงยุคเก่าที่สุดยอดเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ โลกในหนังสือเหมือนกับโลกที่เขาอยู่ทุกประการ!



“ข้าข้ามเข้ามาในหนังสืออย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นซูครุ่นคิด



ถ้าเป็นเช่นนี้ล่ะก็ เขาย่อมได้เปรียบด้วยความรู้ล่วงหน้า หากวางแผนดีๆ ก็อาจหาประโยชน์สูงสุดให้แก่ตนเองได้!



ส่วนเรื่องโชควาสนาของนางเอกน่ะหรือ?



อะไรที่เป็นของนาง ของนางก็เป็นของข้าเหมือนกัน!



เว้นเสียแต่ของที่ล็อกไว้เฉพาะตัวจริงแท้แบบที่เลขประจำตัวไม่ตรงกันเปิดไม่ได้ นอกนั้นเขาขอทั้งหมด!



แน่นอน ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยพลังเป็นพื้นฐานก่อน!



อวิ๋นซูตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว



เรื่องราวในหนังสือบอกว่า หลังนางเอกออกจากสำนักหมื่นกระบี่ได้ไม่นาน สำนักก็ถูกทำลายย่อยยับ



นางเอกก็ล้างแค้นด้วยมือตนเอง กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตนาง



สำนักหมื่นกระบี่ก็เลยกลายเป็นเพียงฉากพื้นหลังในเส้นทางแห่งจักรพรรดินีของนาง



แต่เขายังไม่อยากตาย!



ตามเนื้อเรื่องแล้ว อีกหนึ่งเดือนนางเอกจะกลับมาที่สำนัก นั่นหมายความว่ามีเวลาให้เขาเตรียมตัวยังเหลือไม่มาก



ตอนนี้เขาเป็นเพียงศิษย์รับใช้ หากสำนักถูกล้างบาง เขาย่อมไม่มีหนทางรอด



จะหนีไปก่อนก็พอได้



แต่จะหนีทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ดูไม่สมศักดิ์ศรีนัก พ่อของเขาเคยใช้เงินทองจำนวนมากจัดการให้เขาได้เข้ามาที่นี่ หวังให้มีอนาคต หากกลับไปมือเปล่า คงน่าอับอายไม่น้อย



ที่สำคัญที่สุดคือ ชื่อของเขาอยู่ในทะเบียนศิษย์ของสำนักหมื่นกระบี่แล้ว จะย้ายไปสำนักอื่นก็ยากเย็น



หนทางเป็นเซียนของเขาอาจถูกตัดขาดไปเลย!



เขาย่อมไม่ยอมแน่



ตอนนี้มีทางเดียวคือเร่งฝึกปรือให้มากที่สุด



แล้วค่อยว่ากันต่อไป



หากไม่มีทางจริงๆ ค่อยหนีก็ยังไม่สาย อย่างน้อยตอนนี้เขายังเป็นเพียงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจในสำนักหมื่นกระบี่



คิดได้ดังนั้น เขาจึงหยิบหนังสือเย็บเชือกขึ้นมาวางบนตะเกียงน้ำมัน แล้วจุดไฟเผาเบาๆ



ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ทุกจุดสำคัญในเนื้อเรื่องล้วนจำได้ขึ้นใจ



เขามีความจำเป็นเลิศ แต่เดิมก่อนข้ามภพก็อาศัยความจำนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปห้าของประเทศ หลังจากข้ามภพมา ความจำกลับยิ่งชัดเจนขึ้น ไม่มีรายละเอียดใดหลงเหลือ



เขาไม่รู้สึกเสียดาย หนังสือนั้นแม้จะไม่เขียนว่า ‘อ่านแล้วเผา’ แต่เนื้อหาภายในคือความลับสวรรค์ หากแพร่งพรายออกไปย่อมนำภัยมาถึงตัว



เขาไม่มีแหวนมิติไว้ซ่อน หนังสือจึงต้องถูกเผา ถึงแม้จะเสียดายก็จำต้องทำ



ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือ เร่งบำเพ็ญเซียน



รอเวลาให้พร้อม



เขาหยิบขวดน้ำสมุนไพรสองขวดออกมา



น้ำสมุนไพรชนิดนี้ไม่ใช่ของที่ทำได้ง่ายๆ เป็นผลงานของนักหลอมโอสถผู้มีความชำนาญ สูตรตำรับนี้ใช้กันทั่วทวีป แต่เฉพาะนักหลอมโอสถขั้นสูงเท่านั้นจึงจะทำได้ และหากก้าวไปอีกขั้นจะกลายเป็นปรมาจารย์โอสถที่ได้รับการยกย่องสูงสุด



น้ำสมุนไพรนี้ใช้สำหรับหลอมกาย เดือนหนึ่งจะได้เพียงสองขวด ถือเป็นทรัพยากรเดียวที่ศิษย์รับใช้จะได้รับ



ส่วนศิษย์สายนอกนั้นว่ากันว่าจะได้รับโอสถจริงๆ ด้วยซ้ำ



อวิ๋นซูไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนั้นนัก แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาก็พอจะรู้สภาพในสำนักอยู่บ้าง



“ตรวจพบสสารพลังงาน ‘น้ำสมุนไพร’ จะทำการดูดซับหรือไม่?”



เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของเขา



อวิ๋นซูกระตุกเปลือกตาเบาๆ



อีกแล้วหรือ?



เมื่อเดือนก่อน เขาได้ยินเสียงนี้เป็นครั้งแรกโดยไม่ลังเลเลยรีบดูดซับทั้งสองขวดทันที



แต่หลังจากนั้น



ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย



มีเพียงน้ำสมุนไพรสองขวดที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งเขาเตรียมไว้เพื่อทะลวงสู่ขั้นหลอมกายระดับสามแท้ๆ!



บัดนี้เสียงนั้นกลับดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขาลังเล คราวก่อนคงเพราะพลังงานยังไม่เพียงพอ



ถ้าเทลงไปอีกสองขวด อาจยังไม่พอเช่นกัน



หากเขาดูดซับเอง รอให้ได้เข้าสู่ศิษย์สายนอก มีเงื่อนไขที่ดีกว่านี้ ค่อยเลี้ยงมันต่อไปจนกว่าสิ่งที่อาจเป็น ‘ของวิเศษชี้ชะตา’ จะมีปฏิกิริยาอีกครั้งก็ได้



“เวลาไม่รอใคร” อวิ๋นซูสบตาแน่วแน่ ขบฟันเบาๆ “เดิมพันสักครั้ง ดูดซับ!”



“ติ๊ง! การดูดซับสำเร็จ ได้รับแต้มปราณ x1 ระบบค่าความชำนาญเริ่มทำงาน!”



แววตาของอวิ๋นซูพลันสั่นไหว นี่มันคือของขวัญล้ำค่าที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว



เมื่อมีทั้งระบบ และเส้นเรื่องที่ต่อเนื่อง หากยังไม่อาจสร้างผลงานได้ เขาก็คงมีแต่จะเอาหัวโขกตายเสียเท่านั้น



เพียงนึกขึ้นในใจ แผงสถานะก็ลอยขึ้นตรงหน้า



[ ชื่อ : อวิ๋นซู ]



[ อายุ : 16 ]



[ ระดับพลัง : ขั้นหลอมกายระดับสองขั้นสมบูรณ์ ]



[ ความชำนาญ ( เคล็ดวิชา ) : เคล็ดหลอมกาย ( 2 / 10 ) ]



[ แต้มปราณ : 1 ]



[ ฟังก์ชันเพิ่มเติม : รอการปลดล็อก ]



ไม่มีคำอธิบายอื่นเพิ่มเติม มีเพียงแผงสถานะนี้เท่านั้นที่ต้องค่อยๆ สำรวจด้วยตนเอง



เคล็ดหลอมกายเป็นวิชาหลักของทั้งสำนักหมื่นกระบี่ รวมถึงทั่วแดนอวิ๋น ทั้งในสำนักเซียนและราชวงศ์ในโลกมนุษย์ต่างก็ใช้กัน



ยอดฝีมือในโลกมนุษย์ที่เหาะเหินเดินอากาศได้นั้น พลังส่วนใหญ่ก็อยู่ในขั้นหลอมกายเท่านั้น



นับเป็นเคล็ดวิชาที่ศิษย์รับใช้สามารถเข้าถึงได้สูงสุดแล้ว



อวิ๋นซูปิดแผงสถานะลง แล้วนั่งลงตรงโต๊ะของตนอย่างเงียบๆ



แม้แต่ศิษย์รับใช้ยังมีห้องพักส่วนตัว แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของสำนักเซียนอย่างแท้จริง



บนโต๊ะมีคันฉ่องทองแดงเก่าแก่ตั้งอยู่ เขามองเห็นเงาสะท้อนของตนเองในนั้น เป็นชายหนุ่มรูปงามสะอาดสะอ้านวัยสิบหกปี ผู้ได้ ‘ของวิเศษชี้ชะตา’ มาช้า แต่ยังมีความเป็นไปได้นับอนันต์



เมื่อได้ระบบค่าความชำนาญ เขาย่อมอยากทดสอบดูสักหน่อย



เคล็ดหลอมกายเป็นเคล็ดวิชาที่ต้องฝึกภายนอก เป็นเคล็ดวิชาเพื่อขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่ง อวิ๋นซูล้างหน้าพลางสวมชุดฝึกของศิษย์รับใช้ แล้วก้าวออกไปข้างนอก



“สหายอวิ๋น” เสียงเรียกดังมาจากข้างหน้า



อวิ๋นซูมองออกไป เห็นศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามา



เขาเคยเห็นชายผู้นี้มาก่อน แม้ไม่สนิทนัก ชายผู้นั้นชื่อหลี่เจี้ยน เป็นศิษย์รับใช้เช่นกัน อยู่ขั้นหลอมกายระดับสอง ถือเป็นระดับกลางในหมู่ศิษย์รับใช้



“อ้าว ที่แท้ก็สหายหลี่” อวิ๋นซูเอ่ยพลางสงสัยว่ามีธุระอันใด



“สหายอวิ๋น ข้ามีภารกิจเก็บสมุนไพรบนเขา มีศิษย์สายนอกคนหนึ่งเป็นผู้นำทีม เจ้าสนใจจะไปด้วยไหม?” หลี่เจี้ยนเอ่ยยิ้มๆ



ศิษย์รับใช้จำต้องทำภารกิจประจำเดือน หากไม่ทำครบสามครั้งในเดือนหนึ่ง ก็จะถูกตัดสิทธิ์การเป็นศิษย์รับใช้



ภารกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ปลอดภัย และทำกันภายในสำนักเป็นหลัก



ส่วนภารกิจออกนอกสำนักเช่นนี้มีน้อย เพราะการขึ้นเขาเก็บสมุนไพรนั้นอันตรายไม่น้อย



ในป่ามีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะอ่อนแอพอๆ กับสัตว์ธรรมดา



แต่หากเจอสัตว์อสูรขนาดใหญ่เข้าไป พวกเขาก็ไม่ต่างจากเนื้อบนเขียง



ขั้นหลอมกายนั้นฟังดูยิ่งใหญ่ แต่สามขั้นแรกก็ยังไม่ต่างจากคนธรรมดามากนัก




ตอนก่อน

จบบทที่ โลกนิยาย

ตอนถัดไป