เคล็ดกระบี่ลึกล้ำ
ตอนที่ 8 เคล็ดกระบี่ลึกล้ำ
อวิ๋นซูเพิ่งเตรียมตัวเข้าสู่สนามได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียง “ปัง! ปัง! ปัง!” ดังสนั่นมาจากอีกฝั่ง
เมื่อหันไปดู หุ่นยันต์ทั้งสามตัวของฉู่หวงเยวี่ยถูกทำลายจนระเบิดกลายเป็นเศษโลหะในพริบตาเดียว!
การต่อสู้ยังไม่ครบหนึ่งกระบวนท่า นางก็จัดการได้ทั้งหมด นี่แหละพลังของ “นางเอก” โดยแท้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ต้องกลายเป็นจุดศูนย์กลางของสายตาทุกคู่อยู่เสมอ
อวิ๋นซูละสายตากลับมา เพราะในตอนนั้น หุ่นยันต์สามตัวตรงหน้าก็เริ่มพุ่งเข้าหาเขาเช่นกัน
เขาย่อตัวแล้วดีดเท้าขึ้นเบาๆ ร่างพุ่งลอยขึ้นกลางอากาศ การโจมตีของหุ่นทั้งสามจึงฟาดอากาศเปล่า
ทันทีที่ตกลงพื้น เขาคว้าแขนของหุ่นตัวหนึ่ง หมุนตัวหนึ่งรอบเต็มแรง ก่อนจะเหวี่ยงร่างนั้นกระแทกใส่อีกสองตัว!
เสียงระเบิด “ครืน!” ดังสนั่น หุ่นยันต์ทั้งสามถูกซัดกระเด็นออกนอกเส้นขอบสนามพร้อมกัน และยันต์ปราณบนร่างพวกมันก็แตกกระจาย ถูกระบบตัดสินว่า “หมดสภาพการต่อสู้”
ผู้อาวุโสหยางในชุดดำที่ยืนตรวจสอบอยู่เบื้องหน้าเหลือบมองมา แล้วพยักหน้าเล็กน้อยด้วยสีหน้าพึงพอใจ
วิธีการลงมือของเขาเรียบง่ายแต่เฉียบคม มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ที่ผ่านการต่อสู้จริงมาแล้ว ทั้งเด็ดขาด และได้ผลเร็วที่สุด
อวิ๋นซูเหลียวมองรอบสนาม บางคนยังคงต่อสู้อย่างยากลำบาก บางคนพ่ายแพ้เดินออกมาแล้ว ส่วนเขาอยู่ในกลุ่มที่สามที่เสร็จสิ้นเร็วที่สุด
เมื่อเดินออกจากเส้นขอบสนาม เขาไม่ได้รู้สึกภาคภูมิอะไรนัก เพราะสิ่งที่เขาผ่านมาในโลกจริงร้ายแรงกว่านี้นับร้อยเท่า หุ่นยันต์พวกนี้ทั้งเชื่องช้า และไม่คล่องตัวเลยแม้แต่น้อย เทียบไม่ได้กับเหล่าสัตว์อสูรที่เขาเคยต่อกรด้วย
โดยเฉพาะ “อสูรพยัคฆ์” ตัวนั้น ยังน่ากลัวกว่านี้หลายเท่านัก
ผู้อาวุโสหยางบันทึกชื่อเขาไว้เงียบ ๆ แล้วรอให้ศิษย์คนอื่น ๆ สอบเสร็จ
ในรอบนี้มีศิษย์สอบตกอยู่สามคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เพิ่งทะลวงขั้นแต่ยังไม่มั่นคงดี หุ่นยันต์ระดับนี้จริงๆ แล้วไม่เก่งนัก แม้จะสามตัวรวมกันก็เพียงขั้นหลอมกายระดับกลาง หากแยกโจมตีทีละตัวก็ไม่ยากเกินรับมือ
การสอบนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครล้มเหลว เพียงทดสอบว่าพวกเขามีพื้นฐานพร้อมจะเป็นศิษย์สายนอกหรือไม่
ศิษย์ที่พลาดก็จะได้รับสิทธิ์ทดสอบใหม่ในรอบถัดไป พร้อมของปลอบใจเล็กน้อย
“ดีมาก พวกเจ้าผ่านการทดสอบรอบที่สองเรียบร้อยแล้ว” ผู้อาวุโสหยางกล่าวยิ้ม “นับแต่นี้ไป พวกเจ้าคือศิษย์สายนอกของสำนักหมื่นกระบี่ ส่วนการทดสอบรอบที่สาม... จะเรียกว่าการสอบก็ไม่ถูกนัก มันคือโชควาสนา ใครจะได้รับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ ‘โชควาสนา’ ของแต่ละคน”
ศิษย์ทั้งหลายล้วนเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้น
โชควาสนา ฟังดูช่างยิ่งใหญ่ แต่สำหรับพวกเขา แค่ได้เป็นศิษย์สายนอกก็เพียงพอแล้ว ส่วนวาสนาเป็นเรื่องของสวรรค์จะประทานหรือไม่
ผู้ที่ถูกคัดออกสามคนได้แต่มองอย่างเศร้าสลด แต่ก็ไม่ได้สิ้นหวัง พวกเขาเข้าใจแล้วว่าควรฝึกฝนส่วนใดให้มั่นคงขึ้น จึงตั้งใจจะกลับมาอีกครั้งในรอบถัดไป
อวิ๋นซูเองก็เริ่มตั้งความหวัง เขาจำได้ดีว่าใน “บทเรื่องเดิม” นางเอกได้รับโชควาสนาเล็กน้อยในด่านนี้ ซึ่งทำให้นางได้กระบี่วิญญาณขั้นสูงติดตัว
“เอาล่ะ พวกเจ้าตามข้ามา”
ผู้อาวุโสหยางนำพวกเขาเดินลึกเข้าไปทางหลังเขา
ไม่มีใครรู้ว่ากำลังจะไปที่ใด เพียงแต่เดินตามอย่างเงียบๆ
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงหน้าผาสูงชันลูกหนึ่ง ผาหินนั้นราบเรียบประหนึ่งถูกปราณกระบี่ตัดขาดกลางอากาศจนผิวหินสะท้อนแสงได้เหมือนกระจก
ศิษย์ทุกคนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงในใจ กระบี่ที่สามารถผ่าภูเขาได้ครึ่งหนึ่งเช่นนี้ ต้องเป็นพลังในระดับใดกันแน่
ผู้อาวุโสหยางยืนมองผานั้นครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมา “ภายในครึ่งวันจากนี้ เจ้าทั้งหลายจะต้องนั่งสมาธิรับรู้เจตกระบี่ที่หลงเหลืออยู่ในผานี้ ว่าจะเข้าใจได้มากหรือน้อย... ก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของแต่ละคน”
ว่าจบ เขาก็หยิบป้ายหยกขึ้นมาหนึ่งชิ้น แสงสีขาวจากในป้ายสะท้อนลงบนหน้าผา ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกมาราวกับคลื่นภูผา
อวิ๋นซูรู้สึกว่าร่างถูกบีบแน่นจนแทบยกหัวไม่ขึ้น นั่นคือพลังที่แผ่ออกมาจากตัวผาเอง
“จงตั้งใจรับรู้ให้ดีเถิด” ผู้อาวุโสหยางทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ แล้วเดินจากไปเงียบๆ
เหล่าศิษย์ทยอยนั่งลงเรียงกันเป็นวง อวิ๋นซูเองก็ขัดสมาธิ หลับตาและปล่อยใจให้สัมผัสแรงกดดันนั้น
มันไม่ใช่การโจมตีจริงๆ หากเป็นเพียง ‘เจตจำนง’ ที่หลงเหลือจากกระบี่ของยอดฝีมือในอดีตกาล แต่เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของพลังนี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาหายใจติดขัด
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จิตของเขาเริ่มจมลึก และในห้วงจิตนั้น ภาพหนึ่งปรากฏขึ้น
ร่างชายผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหมอกเมฆในโบราณกาล มือถือกระบี่เล่มยาวเหยียด เงื้อมกระบี่ขึ้นอย่างช้าๆ แล้วฟันลง!
เพียงหนึ่งกระบี่ ภูเขาลูกใหญ่เบื้องหน้าถูกผ่าครึ่งในพริบตาเดียว
ภาพนั้นคมชัดราวความจริง ถึงใบหน้าของชายผู้นั้นจะไม่อาจมองเห็น แต่เพียงจิตแรงกล้าที่แผ่ออกมาก็ทำให้หัวใจของอวิ๋นซูสั่นสะเทือน
“นี่คือ... เคล็ดวิชากระบี่ระดับสุดยอดงั้นหรือ...”
เขาพึมพำในใจ แล้วเข้าใจได้ทันที นี่คือ “ค่ายกลห้วงกระบี่” ที่สำนักหมื่นกระบี่สร้างขึ้นเมื่อครั้งรุ่งเรืองสุดขีด ใช้เจตกระบี่ของผู้พิชิตภูผาเป็นแก่นกลาง
ในจิตของศิษย์ทุกคน ภาพเดียวกันนี้จะปรากฏขึ้น เพื่อให้ได้สัมผัสวิถีแห่งกระบี่ แต่จะเข้าใจได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับ “โชควาสนา” ของแต่ละคน
อวิ๋นซูยกมือขึ้นในอากาศ จำลองท่าฟันกระบี่ในภาพ
ฟึ่บ!
กระบี่ในมือร่างจิตเสมือนของเขาฟันผ่านอากาศอย่างงดงาม
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
อวิ๋นซูเบิกตากว้าง ก่อนหัวเราะเบาๆ อย่างยินดี
“ได้ผลจริงด้วย!”
นี่มันไม่ใช่เพียงภาพจำลองธรรมดา มันคือเคล็ดกระบี่ลึกล้ำที่สามารถพัฒนาได้จริง!
หากเขาสามารถฝึกฝนต่อเนื่องในนี้จนถึงขั้นสูงสุด... นี่จะกลายเป็น “ไพ่ตาย” ของเขาอย่างแท้จริง!
เขาจึงหลับตาอีกครั้ง ปล่อยใจให้จมสู่ห้วงภาพในนั้น
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
เสียงแจ้งเตือนดังก้องในใจไม่หยุด และ “เจตกระบี่” ของอวิ๋นซู... ก็กำลังเริ่มตื่นขึ้นอย่างช้าๆ
มันเป็นความรู้สึกที่งดงามเกินบรรยาย
เมื่อได้เห็นค่าความชำนาญเพิ่มขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้การรับรู้ของอวิ๋นซูต่อ “วิถีแห่งกระบี่” ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่เขากลับรู้สึกได้ชัดเจน ราวกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหุบเขา ก่อให้เกิดความสงบ และชัดเจนในใจ
การหลอมรวมของ “เจตกระบี่” ทำให้เขาเข้าใจการฟันกระบี่นั้นได้ถ่องแท้ขึ้นมาก และเมื่อเข้าใจมากขึ้น ภาพของบุรุษผู้ถือกระบี่ในห้วงจิตก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
นั่นคือชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ใบหน้าคมเข้มสง่างาม แม้ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีกี่เดือน แต่รูปลักษณ์ของเขายังหยุดอยู่ในวัยหนุ่ม
“หมายความว่าเขาเป็นผู้บำเพ็ญเซียนระดับสูง... อย่างน้อยก็ถึงขั้นแก่นทองขึ้นไปสินะ” อวิ๋นซูพึมพำในใจ
เพราะในวิถีเซียน เมื่อผู้ใดก้าวถึงขั้นแก่นทองแล้ว รูปกายจะหยุดเติบโต เว้นแต่จะได้สมบัติสวรรค์มาช่วยปรับแต่งรูปลักษณ์อีกครั้ง
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
[ เจตกระบี่ : ขั้นหนึ่ง ( 0 / 100 ) ]
พลังแห่ง “เจตจำนง” แผ่ออกจากกายของอวิ๋นซูอย่างชัดเจน เขาลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาส่องประกายเยือกเย็น
ตอนนี้เขาได้ฝึก “เจตกระบี่” จนเข้าสู่ขั้นต้นสำเร็จแล้ว สามารถจำลองปราณกระบี่ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งภาพในค่ายกลอีกต่อไป
เจตกระบี่นั้นฝังอยู่ในใจ จะเรียกใช้เมื่อใดก็ได้ และสามารถพัฒนาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ทุกเวลา
ที่น่าตกใจคือ ยังไม่ถึงครึ่งก้านธูปด้วยซ้ำ
เขาเหลียวมองไปรอบๆ เห็นศิษย์ทุกคนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในสมาธิ หลับตาแน่น บางคนเหงื่อซึมตามขมับ ทุกคนต่างยังติดอยู่ในค่ายกล ไม่อาจตื่นขึ้นมาได้
สำหรับเหล่าศิษย์ที่ยังไม่ก้าวสู่วิถีเซียน ค่ายกลแบบนี้ถือว่ายากเกินกว่าพวกเขาจะฝ่าพ้น
แต่แล้ว
สายตาของเขาก็สบเข้ากับใครบางคน
หญิงสาวผู้หนึ่งเปิดเปลือกตาขึ้นเช่นกัน ใบหน้างามดั่งสวรรค์สร้าง ดวงตาเรียบเฉยแต่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง
นั่นคือ ฉู่หวงเยวี่ย
แววตาของทั้งคู่สบกันเพียงครู่เดียว อวิ๋นซูก็ขมวดคิ้วเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้เล็กน้อยอย่างเป็นมารยาท แล้วหลุบตากลับลง
ในใจเขาเริ่มสั่นไหว แย่ล่ะ... ข้าไปเจอกับนางเข้าเสียแล้วตั้งแต่วันแรก
เขารู้ดีว่านางเอกของเรื่องนี้ไม่ใช่คนที่จะ “พบแล้วลืม” ได้ง่าย ๆ การเข้าไปพัวพันกับนางตั้งแต่ต้นอาจทำให้ชะตาเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจคาดคิด
ในเนื้อเรื่องเดิม นางคือ “ผู้มากด้วยบุญญาธิการ” สตรีที่ฟ้าลิขิตให้เป็นศูนย์กลางแห่งโชคชะตา และคราวเคราะห์ทั้งปวง และทุกบุรุษที่เข้าใกล้นาง... ไม่มีผู้ใดจบลงอย่างมีความสุข
“ข้าไม่อยากเป็นศพในบทดราม่าอย่างแน่นอน” อวิ๋นซูคิดในใจ “อยู่เงียบๆ ดีกว่า ได้ซดน้ำแกงจากบทก็พอแล้ว ไม่ต้องลงไปเล่นในพายุของนางหรอก”
ในอีกฟากหนึ่ง ฉู่หวงเยวี่ยเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
นางจำอวิ๋นซูได้ ชายผู้ผ่านการทดสอบรอบที่สองออกมาเป็นคนถัดจากนาง เขามีพลังดี แต่พรสวรรค์ต่ำมาก เพียงสามรากวิญญาณเท่านั้น
แต่สิ่งที่นางจดจำได้คือ “สายตา” ของเขา ไม่มีความตะลึง ไม่มีความหลงใหล หรือความริษยาใดๆ มีเพียงความสงบเยือกเย็นที่ราวกับจะ “เว้นระยะห่าง” จากนาง
สายตาแบบนั้น... แตกต่างจากทุกคนที่นางเคยพบ
ตั้งแต่เริ่มการทดสอบ เขามีแววตาที่สงบนิ่งตลอด ไม่ใช่เพราะความมั่นใจ หากแต่เป็นความมั่นใจที่สูงจนกลายเป็นความสงบ ราวกับผู้ที่รู้ผลลัพธ์อยู่ก่อนแล้ว
“เขาดูเหมือนคนที่... ชนะได้อยู่แล้ว” นางคิดในใจ
สำหรับฉู่หวงเยวี่ย ความรู้สึกแบบนั้นหาได้ยากยิ่ง และตรงกันข้ามกับนิสัยของนางอย่างสิ้นเชิง
“ชายคนนี้... ช่างน่าสนใจ”
แต่ก็เพียงเท่านั้น ความคิดนั้นวูบผ่านในใจนางเพียงชั่วครู่ แล้วก็เลือนหายไป เพราะในสายตาของนาง ชายผู้มีสามรากวิญญาณไม่อาจคู่ควรแก่การจดจำ
สิ่งเดียวที่ทำให้นางสงสัยคือ เขาผ่านค่ายกลมาได้อย่างไร?
นางใช้เวลาไม่นานก็เข้าใจว่าภาพที่เห็นคือค่ายกล และนางจดจำทุกกระบวนท่าของผู้ถือกระบี่ไว้ครบถ้วน พอแน่ใจว่ากระบี่นั้น “สมบูรณ์แบบ” จึงตื่นจากค่ายกลได้
นางเข้าใจเจตกระบี่ระดับหนึ่งแล้ว สามารถจำลองได้ราวเจ็ดส่วนของรูปลักษณ์ หนึ่งส่วนของจิตวิญญาณ
นั่นคือสำเร็จขั้นต้นเช่นกัน
“หรือว่าเขา... ก็เข้าใจเจตกระบี่ได้เหมือนข้า?” นางขมวดคิ้วบาง ๆ “หรืออาจมีของวิเศษบางอย่างติดตัว...”
จากนั้นนางก็เงียบลง แต่นับจากนั้นเป็นต้นมาชื่อ “อวิ๋นซู” ก็ถูกจดจำไว้ในมุมเล็กๆ ของใจนาง
ฝ่ายอวิ๋นซูซึ่งไม่รู้เลยว่าตนตกอยู่ในสายตาของนาง กำลังตรวจสอบปราณโลหิตในร่างตนเอง
แต้มปราณที่สะสมไว้สิบหน่วยถูกใช้ไปเกือบหมด เหลือเพียงหน่วยเดียว แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ เจตกระบี่ไม่ได้เพิ่มระดับพลังของเขาโดยตรง กลับช่วยให้ “ปราณโลหิต” ภายในร่างหมุนเวียนอย่างกลมกลืนมากขึ้น
เขาลองขับเคลื่อนเคล็ดหลอมกาย ปราณโลหิตพลันพลุ่งพล่าน เส้นเลือดทั่วร่างเต้นเป็นจังหวะราวกับมีเสียงกระบี่ดังก้องอยู่ในร่าง
“เจตกระบี่นี่... มันหลอมรวมกับปราณโลหิตได้ด้วยงั้นรึ?”
แม้ยังไม่ทะลวงถึงขั้นหลอมกายระดับห้า แต่ปราณโลหิตของเขาแน่นหนากว่าคนระดับเดียวกันหลายเท่า เป็นผลพลอยได้จากการบ่มเพาะเจตกระบี่โดยแท้
เขายกสายตามองหน้าผาสูงเบื้องหน้าอีกครั้ง หินที่เรียบประหนึ่งกระจกสะท้อนแดดยามบ่ายแวววาวราวกระบี่อมตะ
“นี่คงเป็นฝีมือของผู้บำเพ็ญเซียนระดับสูงสุดแห่งยุค...” เขาคิดในใจ “คงถึงขั้นคืนสู่สามัญแล้วกระมัง”
ในใจของเขารู้ดี เจตกระบี่แบ่งเป็นหลายขั้น ตั้งแต่เริ่มรับรู้จนถึงขั้นสูงสุด เขาคงต้องไปค้นหาตำราเพิ่มเติมในเขตศิษย์สายนอก เพื่อเข้าใจให้ถ่องแท้กว่านี้
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ผู้อาวุโสหยางกลับมาที่หน้าผาอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครลืมตาขึ้น เขาก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วสะบัดป้ายหยกในมือ แสงสีขาวส่องออกมา แรงกดดันทั้งหมดค่อยๆ สลายหายไปเหมือนคลื่นทะเลที่ลดระดับลง
ศิษย์ที่นั่งสมาธิต่างลืมตาตื่นขึ้นทีละคน
อวิ๋นซูรีบก้มหน้า ทำท่าลุกขึ้นเหมือนเพิ่งฟื้น เพื่อไม่ให้ใครสังเกตว่าเขาตื่นมานานแล้ว
ส่วนฉู่หวงเยวี่ยก็ยังคงสงบเสงี่ยม ไม่แสดงอาการใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย