เจตกระบี่ขั้นสอง
ตอนที่ 14 เจตกระบี่ขั้นสอง
จุดหมายต่อไปอยู่ห่างออกไปอีกไกล อวิ๋นซูไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงกำชับไม่กี่คำก็ขึ้นม้าควบออกจากที่นั่นทันที
หลินหยางมองถุงที่มีปลามังกรสามหางอยู่ข้างใน แล้วอดคิดไม่ได้ว่าระหว่างเขากับอวิ๋นซูนั้น…ยิ่งนับวันยิ่งห่างไกลจากคำว่า “คู่หู” แล้วจริง ๆ
แต่ถึงอย่างไร ทั้งคู่ก็ยังร่วมมือกันอยู่ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
หลินหยางไม่พูดมาก เขาหันม้าเดินทางกลับสำนักหมื่นกระบี่ นำป้ายภารกิจ และหยกประจำตัวของอวิ๋นซูไปแลกรางวัลแทน
ภารกิจนี้เป็นของอวิ๋นซู เขาเพียงช่วยเป็นลูกมือ จึงไม่คิดเรื่องรางวัลตอบแทนอะไรอยู่แล้ว งานแค่วิ่งส่งของแบบนี้ ใครก็ทำแทนได้ แม้แต่เจ้าหลี่เจี้ยนก็เถอะ
เมื่อหลินหยางกลับมาถึงอีกครั้ง อวิ๋นซูก็รออยู่ก่อนแล้ว
“ฟ้ามืดแล้ว ดูท่าว่าข้าคงมาช้าไปหน่อย” หลินหยางลงจากม้า ยิ้มแห้งๆ
“ไม่ช้าหรอก ภารกิจนี้ทำง่ายดี เสียแค่ระยะทางค่อนข้างไกล ขนาดศิษย์พี่เร่งมาเต็มที่ยังทันนี่ถือว่าเร็วแล้ว” อวิ๋นซูหัวเราะเบาๆ
จากนั้นเขาก็ดึงซากหมีดำขนาดมหึมาที่พาดอยู่บนหลังม้าลงมา “ดูนี่สิ ของใหม่สดๆ ร้อนๆ ข้าสงสัยว่าคงมีผู้อาวุโสท่านใดในสำนักเกิดอยากกินอุ้งตีนหมีขึ้นมา เลยออกภารกิจให้ไปจับมาแบบนี้”
“แต่รางวัลก็ไม่เลวนะ ถึงข้าไม่อยากกินเนื้อหมีแต่ก็ยินดีจะออกแรงให้เขา”
หลินหยางพยักหน้า “ก็จริง ผู้อาวุโสบางคนมักออกภารกิจล่าพวกสัตว์ขุนเขาทะเลแบบนี้ บอกว่าเอาไว้ทำอาหาร แต่ความจริงก็เพราะเนื้อพวกมันมีปราณโลหิตเข้มข้น กินแล้วเหมือนยาบำรุงร่างกายชั้นยอด”
“อย่างเจ้าหมีดำทลายพุสธานี่แหละ ถือว่าเป็นของวิเศษในครัวของผู้บำเพ็ญเซียนเลย ราคายังไม่แพงเกินไปด้วย”
“ใครจะสนล่ะ” อวิ๋นซูส่ายหน้า “ไปต่อเถอะ นี่คือเป้าหมายถัดไป”
เขาคลี่แผนที่ออกมาดู ภารกิจระดับกลาง แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องระวังเป็นพิเศษ
ภารกิจแบบนี้อาจต้องเอาชีวิตเข้าแลก เพราะทุกปีมีศิษย์ไม่น้อยที่ตายระหว่างทำภารกิจจนศพยังหาที่กลบฝังไม่ได้ สำนักไม่แม้แต่จะเหลียวแล เพราะนี่คือธรรมชาติของโลกเซียน โหดร้ายและไร้เมตตา
ในเมื่อทรัพยากรมีจำกัด ใครๆ ก็ต้องแย่งชิงกัน แม้ต้องเสี่ยงตายก็ไม่มีใครถอย
“ศิษย์น้อง ถ้าอยากทำภารกิจบ่อยๆ ก็เลือกแบบระดับล่างสิ ทำวันละสามงานยังไหว แต่ภารกิจระดับกลางนี่ บางคนใช้เวลาสามวันยังทำไม่เสร็จ” หลินหยางพูดอย่างเป็นห่วง
อวิ๋นซูยังคงก้มมองแผนที่ “แต่ว่ารางวัลมันเยอะมากนะ”
หลินหยางชะงัก ก็จริง เขาคงลืมไปว่าอวิ๋นซูกำลังขัดสนทั้งโอสถ และทรัพยากร
“งั้นขอดูหน่อยว่าภารกิจอะไร” เขาหยิบป้ายไม้ที่วางอยู่ขึ้นมาดูเพียงแวบเดียว สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
“ไม่แปลกเลยที่รางวัลจะเยอะ…เพราะนี่มันภารกิจ ‘สังหาร’”
ภารกิจสังหารมักให้ผลตอบแทนสูง เพราะเป้าหมายส่วนมากเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่มีพลังระดับใกล้เคียงกัน หรือบางครั้งก็สูงกว่า การต่อสู้กับคนย่อมอันตรายกว่ากับสัตว์อสูรเสมอ ผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็อาจกลายเป็นศพเย็นชืด
สัตว์อสูรแม้แข็งแกร่งแต่ขาดไหวพริบ ส่วนมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยกลอุบาย ไม่มีใครรู้ว่าศัตรูจะซ่อน “ไพ่ตาย” อะไรไว้บ้าง
“ภารกิจนี้ให้ไปกำจัดพวกโจรภูเขา เป็นคำสั่งมาจากราชสำนักมนุษย์ พวกมันปล้นฆ่าชาวบ้านจนเดือดร้อน จึงร้องขอให้สำนักหมื่นกระบี่ช่วยจัดการ” หลินหยางอ่านต่อ “หัวหน้าโจรมีพลังขั้นหลอมกายระดับหก พวกสมุนอีกสองคนอยู่ระดับห้า นอกนั้นต่ำกว่า แต่มีมากมายนับไม่ถ้วน”
เขาส่ายหน้า “แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ต่อให้เป็นศิษย์ระดับหลอมกายระดับสูงยังไม่อยากยุ่งด้วยเลย พวกโจรแบบนี้แม้ระดับพลังไม่สูง แต่สู้มาทั้งชีวิต ทุกคนเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด จะประมาทไม่ได้เป็นอันเด็ดขาด”
“งั้นข้าไปด้วย อย่างน้อยก็ช่วยระวังหลัง เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องหมี กลับมาค่อยเอาไปส่งก็ได้” หลินหยางเสนอ
“ไม่จำเป็น” อวิ๋นซูมองท้องฟ้า “คืนนี้กลับไปพักก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางต่อ”
“ก็ดีเหมือนกัน ข้าว่าควรหาคนเพิ่มอีกสักคน”
“ไม่” อวิ๋นซูส่ายหน้า “แค่เราสองคนก็พอแล้ว”
จะหาคนเพิ่มก็ต้องแบ่งรางวัลเพิ่ม ทั้งที่เงินรางวัลก็แทบไม่พออยู่แล้ว คิดแค่นี้เขาก็ปวดใจแล้ว
หลินหยางเห็นเขามั่นใจเช่นนั้นก็ไม่พูดต่อ เพราะรู้ดีว่าอวิ๋นซูไม่ใช่คนทำอะไรโดยไร้การวางแผน ถ้าอีกฝ่ายแน่ใจ ก็ย่อมมีเหตุผลรับรอง
“ได้สิ งั้นข้าก็จะร่วมเสี่ยงด้วย”
ทั้งคู่กลับถึงสำนักอีกครั้งเมื่อดึกสงัด และตามธรรมเนียม ก็ต้องแวะหอคัมภีร์เพื่อส่งภารกิจ
“ข้ามาส่งภารกิจ” อวิ๋นซูเคาะโต๊ะเบาๆ
ผู้ดูแลร่างท้วมที่ฟุบอยู่สะดุ้งตื่นทันที “อ้าว เจ้าเองรึ?” เขายิ้มออก “เอาป้ายมากับหยกประจำตัวมาเลย”
อวิ๋นซูทำตามเงียบๆ
ชายอ้วนขีดอะไรสองสามเส้นลงบนป้ายแล้วเงยหน้าขึ้น “ฮ่า ๆ ข้ารู้เลยว่าตาไม่ฝาด ตั้งแต่เจ้าเข้ามาในสำนัก ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่ธรรมดา จะต้องไปได้ไกลแน่!”
อวิ๋นซูกระพริบตา เมื่อคืนยังบอกว่ายังเสี่ยงตายอยู่เลย นี่ผ่านไปแค่วันเดียวเปลี่ยนท่าทีซะแล้ว…
“นี่คือซากหมีดำทลายพุสธา ตรวจสอบดูได้เลย” เขาวางลง
“ไม่ต้องๆ ข้าเชื่อเจ้าอยู่แล้ว” ผู้ดูแลร่างท้วมหัวเราะลั่น หยิบกล่องหยกส่งให้ “นี่ รางวัลโอสถบ่มปราณยี่สิบเม็ด เอาไปเถอะ!”
เขายิ้มจนแก้มพอง เพราะยิ่งศิษย์ทำภารกิจสำเร็จมากเท่าไร เขาก็ได้ส่วนแบ่งมากเท่านั้น วันเดียวสามภารกิจ คนคนนี้คือ “เทพเจ้าแห่งเงินตรา” ของเขาชัดๆ!
อวิ๋นซูรับกล่องมาโดยไม่ปริปาก ราคาเช่นนี้ถือว่าแฟร์ดีแล้ว
เมื่อออกมาจากหอคัมภีร์ เขานับรวมรางวัลทั้งหมด “วันนี้ได้โอสถห้าสิบห้าเม็ด ข้าขอเก็บไว้ห้าสิบ ที่เหลือห้าเม็ดเป็นของศิษย์พี่”
เขายื่นขวดให้หลินหยาง
หลินหยางมองขวดโอสถในมือ รู้สึกประหลาดใจปนซึ้ง ปกติภารกิจหนึ่งเขาได้เพียงเท่านี้ แต่วันนี้แค่ช่วยเล็กน้อยก็ได้ถึงห้าเม็ด
อวิ๋นซูกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเสียจนเขาแทบตามไม่ทัน
“งั้นข้าก็รับไว้ ขอบใจมาก พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่ประตูสำนัก” หลินหยางรับไว้โดยไม่เกรงใจ เพราะรู้ดีว่าหากเขาปฏิเสธ อวิ๋นซูอาจไม่ชวนเขาไปอีก
ตอนนี้เขาเริ่มคิดแล้วว่า แค่เดินตามอวิ๋นซูไปด้วย ยังดีกว่าทำภารกิจเองให้เหนื่อยแทบตายแต่ได้รางวัลน้อยกว่านี้มากนัก
“อืม” อวิ๋นซูพยักหน้า ยิ้มบางๆ ดวงตาในความมืดฉายแววมั่นใจ
พรุ่งนี้ เขาจะเริ่มภารกิจที่อันตรายที่สุดในชีวิตจนถึงตอนนี้
ฟ้ายังไม่ทันสางดีนัก อวิ๋นซูก็มาถึงลานฝึกยุทธก่อนใครเช่นเคย
สนามกว้างเงียบสงัด มีเพียงเงาของเขาคนเดียวกำลังเหวี่ยงกระบี่อยู่ท่ามกลางแสงดาวที่เลือนราง
เขาเพิ่งใช้โอสถบ่มปราณทั้งห้าสิบเม็ดไปทั้งหมด แปรเปลี่ยนเป็นแต้มปราณรวมกว่าร้อยหกสิบหน่วย มากพอจะยกระดับ “เจตกระบี่” ที่เป็นรากฐานแห่งพลังของเขา
ในความเข้าใจของอวิ๋นซู “การฝึก” มีสองทาง แนวดิ่งคือการเพิ่มพลังโดยตรง เช่นจากขั้นหลอมกายสู่ขั้นหลอมปราณ ส่วนแนวราบ คือการขยายความเข้าใจ และศักยภาพของตน เช่นการฝึกวิชากระบี่หรือขัดเกลาเจตกระบี่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
และตอนนี้ เจตกระบี่ขั้นแรกที่เขามีก็ถึงเวลาต้องขยับไปอีกขั้นแล้ว
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
เสียงเครื่องหมายคุ้นหูดังขึ้นในใจ
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
เจตกระบี่เริ่มโอบรอบร่างกาย เสียงกระบี่ในมือตอบสนองอย่างมีชีวิต ภาพในหัวของอวิ๋นซูเริ่มปรากฏร่างของชายปริศนาผู้เหวี่ยงกระบี่เพียงครั้งเดียว แต่มีพลังสะเทือนฟ้าดิน
เขาพยายามถอดแบบท่วงท่านั้นอย่างตั้งใจ จากแค่เลียนแบบรูปร่างค่อยๆ ซึมซับจนเข้าใกล้แก่นแท้ของมัน
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
ไม่รู้ว่ากวัดแกว่งกระบี่ไปกี่ครั้ง เหงื่อชุ่มตัวแต่ดวงตากลับสว่างไสวทุกที ราวกับทุกฟาดคือการเปิดประตูใหม่ของความเข้าใจ
กระบี่ในมือค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เขาเห็นภาพตนเองผ่าภูผาแยกผืนฟ้า ดั่งกระบี่เดียวสามารถผ่าภูเขาออกเป็นสองส่วนได้จริง
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเจตกระบี่หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
[ ติ๊ง! ค่าความชำนาญถึงขีดสุด บรรลุเจตกระบี่ขั้นสอง! ]
อวิ๋นซูหยุดเคลื่อนไหว หายใจหนักหน่วงแต่ดวงตาเป็นประกาย เขาไม่เร่งฝึกต่อ ทว่าหลับตานิ่งเพื่อซึมซับความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และจิตวิญญาณ
จากนั้นเขาหันไปฝึก “เคล็ดหลอมกาย” เพื่อคลายความเหนื่อย กระบวนท่าง่ายๆ ที่ไม่เปลืองพลังแต่ช่วยให้ปราณโลหิตหมุนเวียนกลับคืน
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดหลอมกายหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดหลอมกายหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
ปราณโลหิตพลุ่งพล่านราวคลื่น แรงผลักดันภายในขยายขึ้นอีกชั้น เขาเข้าสู่ขั้นหลอมกายระดับเจ็ดแล้วในที่สุด
เลือดในกายหมุนแรงเหมือนสัตว์ร้ายสะท้านฟ้า ร่างกายแน่นเปรี๊ยะด้วยพลัง และความหน่วงแน่น
“ไม่แปลกเลยที่มีน้อยคนจะฝึกเคล็ดหลอมกายถึงขั้นสูง…วิชานี้มันไม่เข้ากับภาพลักษณ์ผู้บำเพ็ญเซียนเลยจริงๆ” เขาหัวเราะในลำคอ “แต่ถึงอย่างนั้น…ก็แข็งแกร่งขึ้นเยอะจริงๆ”
แสงอรุณแรกเริ่มแตะขอบฟ้า ศิษย์คนอื่นๆ เริ่มทยอยเข้ามาในลานฝึกยุทธ์
อวิ๋นซูหาที่สงบอีกมุมเพื่อทดสอบเจตกระบี่ขั้นสอง
เสียงกระบี่แผ่วเบาดั่งมังกรคราง เขายกกระบี่ขึ้น
ฉัวะ!
ปราณโลหิตทั่วร่างหลอมรวมกับเจตกระบี่ กลายเป็นแสงแดงเรื่อไหลไปตามคม กระบี่สะบัดออก
เสียง “ฉัวะ” ของอากาศถูกผ่าดังก้อง กระบี่ในมือทิ้งรอยแสงยาวราวกับมังกรโลหิตพุ่งทะลุอากาศจนเกิดแรงสั่นสะเทือน
อวิ๋นซูอึ้งมองผลลัพธ์ กระบี่ของเขาปล่อย “ปราณภายนอก” ได้แล้ว!
นั่นคือสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนถึงขั้นหลอมปราณจึงทำได้ แต่เขาทำสำเร็จในขั้นหลอมกาย!
“นี่สินะ…พลังของเจตกระบี่ขั้นสอง” เขากำกระบี่แน่น ใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น รู้สึกว่าตนเองสามารถฟันทะลุฟ้าได้ในพริบตาเดียว
แม้แรงกายจะร่อยหรอ มือสั่นจากแรงสะท้อน แต่ความตื่นเต้นในใจกลับท่วมท้นจนไม่อาจระงับได้
เมื่อแสงยามเช้าเริ่มกลืนเงาความมืด เขาก็เก็บกระบี่ เดินออกจากสำนักไปยังหน้าประตูสำนัก
ที่นั่น หลินหยางรออยู่พร้อมห่อสัมภาระใบใหญ่
“เอาของมาซะเยอะเลยนะ” อวิ๋นซูแซว
“ก็ต้องเตรียมไว้บ้าง ทั้งโอสถรักษาแผลกับโอสถห้ามเลือด” หลินหยางว่าพลางมองหน้าเขา “ว่าแต่…ศิษย์น้อง ทำไมเจ้าหน้าตาซีดเชียว?”
“อ้อ เมื่อกี้ฝึกกระบี่นิดหน่อย”
“ฝึกกระบี่จนหน้าซีดแบบนี้เนี่ยนะ…” หลินหยางขมวดคิ้ว แต่พอเห็นมือของอวิ๋นซูที่ยังคงสั่นอยู่เบาๆ ก็ตาโต “ศิษย์น้องเจ้าฝึกกระบี่สองมือรึ?”
“หา?” อวิ๋นซูงุนงงกับคำถามที่แปลกประหลาด “นั่นหมายถึงอะไร?”
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก…ข้าเข้าใจดี ฮ่าๆ ศิษย์น้องก็อย่าหักโหมมากนักละกัน” หลินหยางหัวเราะกลบเกลื่อน สีหน้าเจือความอิจฉาแปลกๆ
อวิ๋นซูมองเขาด้วยความงงงวย แต่ไม่ถามต่อ
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ออกเดินทาง ลงเขาไปเช่าม้าอีกสองตัว
“ศิษย์พี่ ข้าขอยืมน้ำสมุนไพรหน่อยได้ไหม ตอนนี้ไม่มีติดตัวเลย” อวิ๋นซูพูดอย่างเก้อเขิน
“ได้สิ เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไร” หลินหยางตอบโดยไม่คิดมาก
“ขอบใจมาก”
ทั้งสองควบม้ามุ่งหน้าออกจากอาณาเขตสำนัก มุ่งสู่ดินแดนของแคว้นมนุษย์
ภารกิจนี้มีกำหนดเวลาห้าวัน และแค่วันแรกก็หมดไปกับการเดินทางเสียแล้ว แสดงว่าทางยังอีกยาวไกล
อวิ๋นซูมองแผนที่กับข้อมูลภารกิจในมือ ใจเริ่มคำนวณทุกอย่างอย่างเงียบงัน ดวงตาเขาฉายแววมั่นคง
ครั้งนี้ เขาจะต้องกลับมาพร้อมชัยชนะ