บุปผาเพลิงอัคคี

ตอนที่ 13 บุปผาเพลิงอัคคี



“เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ?” อวิ๋นซูถามขึ้น



“ไม่นอนได้ยังไง เจ้าทุบประตูเสียงดังขนาดนั้น ต่อให้เป็นหมีจำศีลยังสะดุ้งตื่นเลย!” เสียงงัวเงียตอบพร้อมเสียงเปิดประตูออกมา หลินหยางในชุดนอนบางสีขาวยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ



“ข้าเพิ่งรับภารกิจมาหลายงาน อยากชวนศิษย์พี่ไปด้วย”



“อืม ไปทำภารกิจงั้นหรือ…ก็ได้” หลินหยางพยักหน้า แต่พอคิดตามทันก็หันขวับ “เดี๋ยว เจ้าพูดว่าอะไรนะหลายงาน?”



“ใช่ ข้ารับมาหลายภารกิจ”



“ภารกิจต้องทำทีละงานสิ เจ้าไม่รู้หรือว่าแทบไม่มีใครทำได้หรอก การรับหลายงานพร้อมกัน ถ้าไม่ใช่ระดับสูงจริงๆ ไม่มีใครกล้าทำ!” หลินหยางเตือนเสียงจริงจัง



“ต่อให้เจ้าฝีมือดี ก็ยังเสี่ยงเกินไป”



“ข้ารู้ แต่ข้าคิดว่าน่าจะทำได้” อวิ๋นซูยิ้มบางๆ พร้อมยื่นป้ายภารกิจให้ดู



หลินหยางกวาดตามองเพียงแวบเดียว ก่อนชะงัก “ป้ายสีแดง…ภารกิจระดับกลาง!?”



นอกจากรับทีเดียวสี่งาน หนึ่งในนั้นยังเป็นภารกิจระดับกลางอีกต่างหาก! นี่มันบ้าไปแล้ว! ถึงจะมีเขาช่วยก็ยังแทบไม่มีหวังเลย!



“เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ?” เขาถามเสียงขุ่น



“ข้าบอกว่าน่าจะทำได้”



“ไม่ใช่ ประโยคก่อนหน้า!”



“เอ่อ…ยังไม่นอนอีกหรือ?”



“นอนแล้ว ฝันดี!” ว่าแล้วหลินหยางก็กระแทกประตูปัง! ทิ้งให้อวิ๋นซูยืนงงอยู่ด้านนอก



อวิ๋นซูได้แต่หัวเราะแห้งๆ เคาะประตูต่อ “ศิษย์พี่หลิน เจ้าไม่ต้องสู้ก็ได้ แค่ช่วยขนของกับดูรอบๆ พอ ข้าจะให้รางวัลตอบแทนอย่างงาม”



แต่ประตูยังคงปิดสนิท



เขาถอนหายใจเบาๆ บางทีหลินหยางอาจไม่อยากเสี่ยงก็เป็นได้ ภารกิจระดับกลางต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะสำเร็จ การชวนผู้อื่นไปร่วมอาจเป็นการลากเข้าหายนะ



ทว่าในจังหวะที่กำลังจะหันหลังกลับ ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง



หลินหยางยืนอยู่ในชุดพร้อมรบ ถือกระบี่ประจำตัวไว้แน่น ปกติเขาไม่เคยพกมันติดตัวเลยด้วยซ้ำ



“ข้ามีโอสถอยู่บ้าง เอาไปเถอะ เผื่อได้ใช้” เขาว่าพลางโยนขวดโอสถให้ “ถึงข้าจะคิดว่าโอกาสสำเร็จแทบไม่มี แต่ครั้งนี้…จะเชื่อเจ้าดูสักครั้งก็แล้วกัน ส่วนภารกิจระดับกลาง ถ้าพังขึ้นมา เจ้าคงต้องรับผิดเองนะ ข้าไม่มีปัญญาชดใช้หรอก”



อวิ๋นซูรับขวดโอสถมา พยักหน้า “ขอบคุณศิษย์พี่”



“ไปเถอะ ถึงเวลาลงมือแล้ว”



ทั้งคู่ไม่พูดอะไรมากระหว่างทาง พอลงจากเขา ทั้งสองก็เช่าม้าสองตัว ใช้น้ำสมุนไพรขวดสุดท้ายของอวิ๋นซูเป็นค่าเช่า แล้วมุ่งหน้าไปยังหุบเขาเป้าหมายของภารกิจแรก



“ภารกิจแรก เก็บสมุนไพรจากหุบเขาชิงเฟิง มีอสรพิษเกล็ดแดงเฝ้าอยู่ ต้องเอาดอกบุปผาเพลิงอัคคีกลับมา” หลินหยางอ่านจากป้าย



พวกเขาเดินเข้าสู่หุบเขาที่ปกคลุมด้วยหญ้ารกชัฏ มองไม่เห็นร่องรอยของอสรพิษเกล็ดแดงแม้แต่น้อย



ยังไม่ทันก้าวได้ไกล เสียงม้าร้องดังลั่นมาจากด้านหลัง



“ซวยแล้ว! ม้าของข้า!” หลินหยางรีบหันกลับไป แต่ช้าไปเพียงชั่วพริบตา ร่างสีแดงฉานขนาดมหึมาพุ่งทะยานขึ้นจากพงหญ้า กลืนม้าตัวหนึ่งทั้งตัวลงท้องในคราเดียว



ก่อนที่มันจะหันไปหมายตาอีกตัว ฝ่ามือของอวิ๋นซูได้กระแทกเข้าใส่หัวงูอย่างรุนแรง



เสียงระเบิดดังสะเทือน ดวงตาอสรพิษเกล็ดแดงแตกกระจาย ร่างขนาดใหญ่ปลิวกระแทกพื้นอย่างแรง เลือดสีแดงฉานกระเซ็นเต็มพื้น ก่อนแน่นิ่งในทันที



“รีบไปดูสิ ม้าเจ้าอาจยังมีชีวิตอยู่” อวิ๋นซูกล่าว



หลินหยางมองภาพนั้นตะลึงงัน จากงูยักษ์ที่ฆ่าม้าได้ในพริบตา กลับถูกอวิ๋นซูตบเพียงฝ่ามือเดียวปลิดชีพ!



เขารีบวิ่งไปดูม้าของตน แม้จะช่วยออกมาได้ แต่ขาทั้งสี่กลับหักหมดจนขยับไม่ได้



“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรายังไม่ทันหา มันกลับโผล่มาเอง” อวิ๋นซูยิ้มอย่างพอใจ



ถึงจะเสียม้าไปหนึ่งตัว แต่เทียบกับสิ่งที่ได้กลับมาแล้ว มันก็เล็กน้อยเหลือเกิน



เพื่อไม่ให้ม้าตัวนั้นทรมานต่อ อวิ๋นซูลงมือฆ่ามันอย่างสงบ แล้วก่อไฟย่างเป็นอาหาร ทั้งคู่กินอิ่มท้อง ก่อนจะออกเดินต่อ จากตอนออกเดินทางจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงสองชั่วยามเลย



“อย่าชักช้า รีบไปเก็บสมุนไพรกันเถอะ” อวิ๋นซูกล่าว



ไม่นาน ทั้งคู่ก็พบดอกไม้สีแดงเพลิงกำลังผลิบานอยู่กลางหุบเขา กลีบของมันคล้ายชโลมด้วยโลหิต นั่นคือ ‘บุปผาเพลิงอัคคี’ ที่อสรพิษเกล็ดแดงใช้เลือดหล่อเลี้ยงเพื่อฝึกบำเพ็ญ



นึกถึงว่ามันต้องตายเพราะเพียงม้าตัวเดียว ก็ดูจะน่าสงสารไม่น้อย



“เนื้อของมันไม่ค่อยมีค่า สิ่งที่มีราคาคือหนังกับหัวใจ ข้าจะลอกหนังออกก่อน ศิษย์พี่หลิน เจ้าขนกลับก่อน ส่วนข้าจะไปยังจุดต่อไปเลยแล้วเจอกันที่นั่น” อวิ๋นซูกล่าว



หลินหยางที่ยังมึนกับเหตุการณ์พลันเบิกตากว้าง “ปราณโลหิตภายนอก! ข้าพึ่งนึกออกแล้ว เจ้านั่นใช้ปราณโลหิตภายนอกแน่!”



เขามองอวิ๋นซูด้วยความตะลึง “เจ้าอยู่ขั้นหลอมกายระดับสูงสุดแล้วหรือ!?”



“ยังหรอก ยังไม่ถึงแม้แต่ระดับสูง แค่เข้าใจเคล็ดหลอมกายได้ลึกซึ้งขึ้นเท่านั้นเอง”



“ยังไม่ถึงระดับสูงแต่กลับฆ่าอสรพิษเกล็ดแดงขั้นหลอมกายระดับหกได้ด้วยฝ่ามือเดียวเนี่ยนะ?”



หลินหยางพูดแทบไม่ออก มนุษย์ต่อสู้กับสัตว์อสูรในระดับเดียวกันยังยากจะทำร้ายได้ นี่ยังข้ามขั้นอีก!



เขานิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะอุทาน “เดี๋ยวก่อน เจ้าพูดถึงความเข้าใจในเคล็ดหลอมกาย…อย่าบอกนะว่าเจ้าฝึกจนถึงขั้นสูงแล้ว!?”



ตำนานหนึ่งผุดขึ้นในใจทันที



มีบันทึกไว้ว่าหากผู้ใดฝึกเคล็ดหลอมกายถึงขั้นสูง จะสามารถปลดปล่อยปราณโลหิตออกนอกกายได้ แม้ระดับพลังยังไม่ถึงขั้นหลอมกายระดับสูงสุดก็ตามที



แต่ในประวัติของสำนักหมื่นกระบี่ ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้!



คนเช่นนี้ ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก



อวิ๋นซูเพียงยิ้ม ไม่ตอบยืนยันหรือปฏิเสธ “ศิษย์พี่รู้แค่ว่าข้ามีพลังพอจะทำภารกิจให้สำเร็จก็พอ”



ว่าแล้วเขาก็หยิบกระบี่ออกมา แหวกหนังงูที่แข็งราวเหล็กกล้าออกอย่างง่ายดาย



หลินหยางมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รู้สึกเหมือนกำลังเห็น “ดาวดวงใหม่ของสำนัก” ค่อย ๆ ก่อเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา



แต่แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ไม่ว่าจะเก่งเพียงใด สำนักหมื่นกระบี่ก็ยังเป็น “สำนักเซียน” อยู่ดี และเคล็ดหลอมกาย…ก็ยังเป็นเพียงพื้นฐานของวิถีเซียนเท่านั้น



“น่าเสียดาย” เขาพึมพำในใจ “อวิ๋นซู…น่าเสียดายที่เจ้ามีรากวิญญาณสามสาย”



อวิ๋นซูจัดการแยกชิ้นส่วนอสรพิษเกล็ดแดงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จนหลินหยางที่ยืนดูอยู่ถึงกับตะลึง “กระบี่เล่มนี้ดีจริงๆ ฟันเหล็กยังเหมือนผ่าดินเหนียว” เขาพึมพำเบาๆ



“ถ้าวันหนึ่งเจ้าหยุดบำเพ็ญเซียนไปทำอาชีพเชือดสัตว์ ข้าว่าคงรุ่งแน่ แค่ฝีมือเชือดของเจ้าก็เทียบกับพวกที่เชือดวัวเชือดม้าทั้งชีวิตได้แล้ว” หลินหยางพูดพลางหัวเราะ



อวิ๋นซูหัวเราะตอบ “ศิษย์พี่พูดถูกอยู่หรอก แต่ข้าคงไม่เลิกบำเพ็ญเซียน เพราะถ้าไม่พยายามฝึกให้แข็งแกร่ง สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นแค่โคแกะที่รอถูกเชือดเท่านั้นเอง”



คำพูดเรียบง่ายนั้นฟังดูเหมือนล้อเล่น แต่ในใจหลินหยางกลับรู้สึกอึดอัด เขารู้ดีว่าภายใต้เสียงหัวเราะของอวิ๋นซูคือความจริงอันโหดร้ายของโลกแห่งเซียน



โลกที่พลังอำนาจตัดสินทุกสิ่ง ผู้ใดแข็งแกร่งกว่าก็ย่อมอยู่เหนือชีวิตผู้อื่น



ในสำนักหมื่นกระบี่เองก็เช่นกัน แม้จะดูสง่างามภายนอก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยลำดับขั้นอันเข้มงวด ผู้คนมากมายต้องดิ้นรน แค่พลาดก้าวเดียวก็อาจสิ้นชื่อโดยไร้สุสานกลบฝัง



“เอาล่ะ ลองดูสิว่าซากงูนี้ยังมีส่วนไหนใช้ประโยชน์ได้อีกไหม” อวิ๋นซูพูดพลางเตะซากงูที่ถูกลอกหนังแล้วเบาๆ



“ดีแล้ว เอาน้ำดีงูติดมาด้วยสิ ของพวกนี้ใช้หลอมโอสถได้ น่าจะขายได้ราคาดี” หลินหยางว่า



อวิ๋นซูพยักหน้า ก่อนจะใช้กระบี่เฉือนตรงตำแหน่งอย่างแม่นยำ เสียง ปุด ดังเบา ๆ เขายกถุงน้ำดีสีเขียวเข้มขึ้นอย่างไม่รังเกียจแม้แต่น้อย



“ถึงจะเหม็น แต่ของพวกนี้แลกโอสถได้ทุกอย่าง กลิ่นมันจึงหอมสำหรับข้า” เขาว่าพลางหัวเราะ



หลินหยางส่ายหน้าเบาๆ “งั้นข้าจะเอาของพวกนี้กลับไปแลกโอสถรวมทีเดียวก็แล้วกัน”



“ไม่ต้อง ข้าไม่กลับตอนนี้ เจ้าเอาไปแลกเลยดีกว่า ของพวกนี้อย่าเก็บไว้นาน” อวิ๋นซูส่งป้ายภารกิจให้ “ระวังตัวด้วย อย่าให้ใครเห็นมากนัก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยปลอดภัย”



“ไม่ปลอดภัย?” หลินหยางขมวดคิ้ว



“อืม ตั้งแต่สำนักเรารับผู้ครอบครองร่างลิขิตฟ้า ทุกอย่างเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว สำนักอื่นๆ ก็น่าจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ “เราอาจเป็นแค่มดตัวเล็กๆ แต่ระวังไว้ไม่มีเสียหาย”



หลินหยางพยักหน้าอย่างจริงจัง “เข้าใจแล้ว”



อวิ๋นซูโค้งคำนับเบาๆ แล้วหมุนตัวจากไป หลังจากนั้นทั้งคู่แยกทางกันชั่วคราว



สองชั่วยามต่อมา อวิ๋นซูก็มาถึงริมสระน้ำกลางหุบเขา สถานที่ทำภารกิจถัดไป



เขารับภารกิจส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับ “เก็บสมุนไพร” เพราะมักให้รางวัลสูงที่สุด โดยเฉพาะพวกที่สั่งจากพวกนักหลอมโอสถหรือผู้มีฐานะร่ำรวยในสำนัก



แน่นอน ภารกิจแบบนี้ก็อันตรายที่สุดเช่นกัน เพราะสมุนไพรล้ำค่ามักเป็น “รากกำเนิดแห่งการบำเพ็ญ” ของพวกอสูรปีศาจ หากใครกล้าแตะต้อง ย่อมต้องสู้จนตายสถานเดียว



สระนี้มีสัตว์อสูรชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ ปลามังกรสามหาง



แม้ชื่อจะมีคำว่า “มังกร” แต่แท้จริงไม่เกี่ยวพันกับเผ่ามังกรเลย มันเป็นอสูรมัจฉาที่ต้องใช้ “เลือดสด” ล่อให้ขึ้นมา และจะมีค่าเฉพาะเมื่อจับได้ทั้งเป็นๆ



อวิ๋นซูหยิบกระต่ายป่าที่เตรียมไว้ขึ้นมา กรีดลำคอเบาๆ เลือดแดงหยดลงสู่ผิวน้ำ



ไม่นานนัก น้ำก็เริ่มปั่นป่วน



ร่างสีทองพร้อมหางสามแฉกพุ่งขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว ฟันยาวแหลมราวใบมีดงับเข้าใส่เหยื่อที่กำลังดิ้นรน



เพียงพริบตา อวิ๋นซูก็สะบัดมือดึงเหยื่อกลับ แล้วฟาดฝ่ามือออกไปหนึ่งที



เสียง ปัง! ดังลั่น ปลามังกรสามหางกระเด็นขึ้นฝั่ง ร่างใหญ่กระแทกพื้นกลิ้งไปมาดิ้นทุรนทุราย



“ง่ายดายดีจริงๆ” เขาพึมพำ ก่อนหยิบถุงน้ำที่เตรียมไว้ใส่เจ้าปลานั่นลงไป เติมน้ำไว้ให้พอมันหายใจได้ แล้วโยนกระต่ายตัวเดิมลงไปเป็นเหยื่อต่อ



ภารกิจนี้ดูเรียบง่าย แต่ที่จริงแล้วอันตรายมาก เพราะต้องเข้ามาลึกในเทือกเขา ที่ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง บางตนมีพลังเทียบได้กับผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณ



ดังนั้น ระดับภารกิจจึงถูกยกให้สูงกว่าปกติ



อวิ๋นซูไม่คิดจะอยู่นาน เขาไม่ได้มาเพื่อล่าหรือเก็บแต้มเอง การทำภารกิจของสำนักปลอดภัยกว่า และให้ผลตอบแทนสูงกว่าสองเท่า แถมยังคุ้มค่ากว่าการสังหารสัตว์อสูรโดยเปลืองพลัง



“ไว้วันหนึ่งเมื่อข้าได้สิทธิ์เข้าสู่ตลาดเชิงเขาจะไปฝึกและค้าขายเองบ้างก็แล้วกัน” เขาคิดในใจ



ตลาดนั้นคือ “ตลาดมืด” ที่ขายทุกอย่าง แม้แต่ซากอสูร ถ้าเอาไปขายได้ราคาดี เขาจะได้ทรัพยากรบ่มเพาะอีกมากมาย



ระหว่างทางออกจากภูเขา เขาระวังตัวตลอด พยายามหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรทุกตัว เพราะสัมผัสได้ชัดว่าพวกมันมีพลังร้ายกาจ



กระทั่งเผชิญหน้ากับ “อสูรเสือดาว” ที่แอบตามมา ระดับพลังไม่ต่ำกว่าขั้นหลอมกายระดับเจ็ด!



อวิ๋นซูเลือกหลบหนีมากกว่าสู้ เพราะถ้าเปิดศึกในป่าลึกแบบนี้ เลือดเพียงหยดเดียวอาจดึงดูดฝูงสัตว์อสูรมาทั้งหุบเขา และนั่นเท่ากับตายแน่นอน



สุดท้าย เขาหลบพ้นมาได้ แม้จะดูอิดโรย แต่ก็ยังถือว่าปลอดภัย



“เจ้ามีดีนะ สัตว์อสูรขั้นหลอมกายระดับเจ็ด…” เขาพึมพำขณะมองกลับไปยังป่าดง “ไว้ข้าแข็งแกร่งกว่านี้ ค่อยมาเอาคืน”



เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เขาเปิดถุงตรวจดู โชคดี ปลามังกรสามหางยังมีชีวิตอยู่



ไม่นานหลินหยางก็ตามมาทัน



“ศิษย์พี่ มาถึงพอดี เอ้า นี่ของเจ้า เอาไปส่งแลกภารกิจได้เลย อย่าช้าเกิน เดี๋ยวปลาตายซะก่อน” อวิ๋นซูส่งถุงให้



หลินหยางรับไปด้วยสีหน้าตกตะลึง “ปลามังกรสามหาง…ที่เขาชิงเฟิง?”



เขาเงยหน้ามองอวิ๋นซูอย่างพูดไม่ออก ภูเขานี้คือสุสานของศิษย์สายนอกไม่น้อยกว่าสามคนที่เขารู้จัก และภารกิจนี้…ถือว่าอันตรายที่สุดในบรรดาภารกิจระดับกลางทั้งหมด!



แต่มันก็เป็นวัสดุสำคัญในการหลอมโอสถขั้นหลอมปราณเช่นกัน จึงมีมูลค่ามหาศาล



หลินหยางส่ายหน้าอย่างเหลือเชื่อ “ข้าอยากมาช่วยเจ้าด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนตอนข้ามาถึง เจ้าก็ทำเสร็จหมดแล้วสินะ…”



เขามองอวิ๋นซูอย่างเงียบงัน ในใจมีทั้งความทึ่ง และความกลัวปะปนกันอยู่ คนคนนี้…กำลังกลายเป็นอสูรในร่างมนุษย์จริงๆ แล้ว




ตอนก่อน

จบบทที่ บุปผาเพลิงอัคคี

ตอนถัดไป