ร่างกึ่งอสูร

ตอนที่ 20 ร่างกึ่งอสูร




วันที่สาม หลังจากใช้โอสถบ่มปราณไปหนึ่งร้อยเม็ดเพื่อซื้ออุปกรณ์ภาคสนามที่จำเป็น อวิ๋นซูก็ออกเดินทางเพียงลำพังโดยไม่ได้ชวนหลินหยางไปด้วย




ภารกิจระดับนี้ ต่อให้หลินหยางมาด้วยก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แถมอาจจะกลายเป็นภาระเสียด้วยซ้ำ




ถึงแม้รายละเอียดในภารกิจจะระบุไว้ชัดเจน แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะลากร่างใหญ่โตของอสูรวานรวัชระกลับไปยังสำนักหมื่นกระบี่ได้อย่างไร




แต่ในเมื่อรับภารกิจมาแล้ว ก็ต้องนำอสูรวานรวัชระกลับไปให้ครบทุกส่วนโดยไม่ขาดสักชิ้น




อวิ๋นซูกางแผนที่ออก อสูรวานรวัชระซึ่งเป็นอสูรที่เกือบจะถึงขั้นหลอมวิญญาณนั้น อาศัยอยู่ในเทือกเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากสำนักหมื่นกระบี่ออกไปมาก




แน่นอน อสูรวานรวัชระไม่ได้มีเพียงตัวเดียว หากจับตัวอื่นที่ระดับเท่ากันได้ก็ถือว่าใช้แทนกันได้ หรือแม้แต่ไปซื้อเอาจากที่อื่นก็ยังได้เช่นกัน




ภารกิจในสำนัก บางทีก็ไม่ต่างจากการค้าขายรูปแบบหนึ่ง




“ตรงนี้สินะ...” เขาพึมพำเบาๆ มองแผนที่ที่มีเพียงตำแหน่งโดยประมาณ เป็นข้อมูลที่สำนักหมื่นกระบี่ได้มาด้วยช่องทางของตนเอง




อวิ๋นซูลูบหัวม้าคู่ใจเบาๆ




การขี่ม้ามาช่วยประหยัดแรงไปมาก หากเดินเท้าคงใช้เวลาทั้งวัน แต่พอม้าเร่งฝีเท้าเพียงสามชั่วยามก็ถึงแล้ว




ทว่าเมื่อถึงบริเวณเทือกเขา เขาย่อมไม่อาจผูกม้าไว้ได้ เพราะถ้าไม่ถูกพรานจับไป ก็คงถูกสัตว์อสูรกินเป็นอาหารแน่




เขาปลดบังเหียนออก ลูบแผงคอม้าเบาๆ “เจ้าไปเถอะ หาบ้านใหม่ให้ได้ล่ะ หากโชคร้ายถูกสัตว์อสูรกิน ก็ขอให้เจ้ารับรู้ถึงอิสรภาพในยามนี้เถิด”




กล่าวจบก็ไม่ลังเลอีก ก้าวเข้าสู่เทือกเขาทันที




ขณะนั้นแสงจันทร์ส่องกระจ่างเหนือฟ้า




เดินมาได้ราวหนึ่งชั่วยาม อวิ๋นซูติดยันต์เร้นปราณไว้บนเสื้อคลุมสีดำของตน




ยันต์เร้นปราณสามารถปกปิดกลิ่นปราณโลหิตได้ เพื่อไม่ให้เหล่าจ้าวป่าจ้าวเขาที่ทรงอำนาจมองว่าเขากำลังท้าทายอำนาจของพวกมัน




“น่าเสียดายที่ยังไม่มีถุงมิติ...” เขาพึมพำอย่างเสียดาย “ไม่อย่างนั้นคงล่าอสูรได้อีกหลายตัว”




ถุงมิติเป็นของล้ำค่ามาก ภายในสำนัก หากจะแลกได้ต้องใช้โอสถหลอมปราณหนึ่งพันเม็ด หรือหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งร้อยก้อน




โอสถหลอมปราณหนึ่งเม็ดแลกได้สิบโอสถบ่มปราณ เท่ากับว่าต้องใช้ถึงหนึ่งหมื่นเม็ดเลยทีเดียว ส่วนหินวิญญาณนั้น สำหรับเขาในตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงของในตำนาน




มีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่ได้รับหินวิญญาณเดือนละสองก้อน เช่นเดียวกับที่ศิษย์สายนอกได้รับน้ำสมุนไพรเดือนละครั้ง ถือว่าหายากพอกัน




ถึงราคาจะสูงลิบ แต่เนื้อที่ภายในถุงมิติกลับเล็กจนน่าขัน จุได้แค่ซากอสูรไม่กี่ตัวเท่านั้น




ตอนนี้อวิ๋นซูมีเพียงกระเป๋าใบเล็กสะพายหลัง ต้องคอยระวังไม่ให้หนักเกินไป แถมพกของน้อยก็ลำบากอีก พาให้เสียเวลา และไม่คล่องตัวนัก




สำหรับถุงมิติมีแต่นักหลอมศาสตราขั้นสูงเท่านั้นที่สร้างได้ บางชนิดต้องใช้หินวิญญาณนับไม่ถ้วนในการแลกเปลี่ยน




อวิ๋นซูส่ายหน้า ไม่คิดมากอีกต่อไป ตอนนี้ไม่มีเวลามามัวเสียสมาธิ




อสูรวานรวัชระแม้ไม่ใช่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในเทือกเขานี้ แต่ก็ถือเป็นราชาแห่งป่าเขา มีอาณาเขตของมันเอง




อวิ๋นซูเดินตามแผนที่ไปจนถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยป่ารกชัฏ




ต้นไม้รอบๆ ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือสภาพ เพียงมองก็รู้ว่าพละกำลังของมันร้ายกาจเพียงใด




“…” อวิ๋นซูมองร่องรอยเสียหายรอบๆ แล้วอดกลืนน้ำลายไม่ได้




เพียงเห็นซากไม้ที่หักกระจายทั่วพื้น ก็พอเดาได้แล้วว่าพลังของมันเหนือมนุษย์มนาเพียงใด




ต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้สองคนโอบยังถูกหักได้ราวกิ่งไม้ แถมดูท่าทางมันยังเอามาเหวี่ยงเล่นได้อีก




สภาพรอบถ้ำไม่ต่างจากสนามรบ ดูเหมือนมันเพิ่งบันดาลโทสะเมื่อไม่นานนี้




เขาไม่รู้ว่าอสูรวานรวัชระโกรธเพราะอะไร แต่ดูแล้วคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใกล้




สายตาเขากวาดมองเห็นลิงตัวเล็กหลายตัวกำลังเก็บเศษไม้กระจัดกระจายอยู่ พลังของพวกนั้นอยู่เพียงขั้นหลอมกายระดับกลางเท่านั้น




พวกมันคงเป็นแรงงานของฝูง เป็นพวกเลือดผสมที่ไม่ได้สืบสายเลือดแท้จากอสูรวานรวัชระ




ในป่าก็คงถูกข่มเหงจากตัวใหญ่กว่า มีอำนาจได้แค่ตรงชายป่าเท่านั้น




อวิ๋นซูไม่สนใจ เดินตรงเข้าไปยังปากถ้ำ




ลิงพวกนั้นส่งเสียงร้องก้องข่มขู่ โชว์เขี้ยวแสยะยิ้มอย่างดุร้ายหมายให้เขาถอย




แต่เขามาที่นี่ก็เพราะมองหาพวกมันอยู่แล้ว จะหวาดกลัวได้อย่างไร




ฝ่ามือเดียวฟาดพวกมันกระเด็นคนละทิศ ไม่ถึงกับทำร้ายรุนแรงแต่พวกมันก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด




เสียงก้องสะท้อนเข้าถ้ำ ลึกเข้าไปจนพื้นหินสั่นสะเทือนราวกับมีบางสิ่งที่ใหญ่โตกำลังตื่นขึ้น




อวิ๋นซูถอยหลังเล็กน้อย เงยหน้ามองไปในเงามืดของถ้ำ




ไม่นานนัก เงาร่างมหึมาก็โผล่ออกมา ร่างของอสูรวานรวัชระ




อสูรที่ขึ้นชื่อด้านพละกำลังอันเกินมนุษย์




ทันทีที่มันก้าวออกจากถ้ำ ความรู้สึกหนักอึ้งก็แผ่ซ่านไปทั่วป่า อวิ๋นซูในตอนนี้ราวกับก้อนหินเล็กๆ ที่ตีนเขา เมื่อเทียบกับร่างของมัน




มันสูงเท่ากับยอดไม้ใหญ่ที่มีอายุหลายสิบปี แขนใหญ่กว่าถังน้ำเสียอีก




ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนสีทองเปล่งประกายราวเหล็กอาบแสงตะวัน ดูสง่างาม และทรงอำนาจถึงที่สุด




ปราณโลหิตทั่วร่างข้นหนาหนักราวขุนเขาลูกใหญ่เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ปลดปล่อยแรงกดดันจนลมหายใจติดขัด




สัตว์อสูรตัวใหญ่กำลังเดือดดาล ดวงตาของมันเหมือนจะลุกเป็นไฟ ความบ้าคลั่ง และดุร้ายของราชาแห่งป่าแสดงออกมาอย่างชัดเจน




นี่คือจอมอสูรของเทือกเขา ราชันแห่งขุนเขา!




แม้แต่อสูรดุร้ายอย่างเสือหรือหมาป่าก็ยังต้องหลีกทางสามส่วน




อสูรวานรวัชระคำรามลั่น ก่อนเหวี่ยงหมัดขนาดมหึมาใส่อวิ๋นซูโดยไม่ลังเล




“ดี!”




อวิ๋นซูไม่หลบ ไม่ถอย หมัดของเขาโต้กลับตรงๆ




บูม!




เสียงระเบิดดังสนั่นสะเทือนทั้งป่า




ร่างใหญ่ของอสูรวานรวัชระถอยกรูดหลายก้าว ทุกก้าวทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน เศษหินร่วงกระเด็นจากผนังถ้ำ




ส่วนอวิ๋นซู จุดที่เหยียบอยู่ยุบลึกลงไปจนขาเกือบจมดินไปครึ่งหนึ่ง




เขาออกแรงเหยียบ พุ่งตัวขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความฮึกเหิม




อสูรวานรวัชระ… ร่างกายเจ้าก็แค่นี้เอง!




อะไร “ร่างกึ่งอสูร” อะไร “กายเนื้อไร้เทียมทาน” ก็แค่ชื่อเรียกขานเท่านั้น!




ขณะเดียวกัน ในดวงตาอสูรวานรวัชระกลับฉายแววตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด




มันไม่อยากเชื่อเลยว่ามนุษย์จะทนหมัดของมันได้ และยิ่งไม่อยากเชื่อว่า ร่างของมนุษย์คนนี้... แข็งแกร่งไม่แพ้มันเลยด้วยซ้ำ!




มันคือราชาแห่งป่า ผู้ยึดครองเขตเขาด้วยพละกำลัง แต่บัดนี้... มันกลับถูกผลักถอยโดยมนุษย์เพียงคนเดียว!




อสูรวานรวัชระดูเหมือนจะยิ่งเดือดดาล ร่างยักษ์ของมันคำรามลั่น ก่อนพุ่งเข้าหาอวิ๋นซูอย่างบ้าคลั่ง




หมัดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยปราณโลหิตทะลักล้น ราวกับภูเขาใหญ่ที่ถล่มลงมา




อวิ๋นซูประสานมือ ปราณโลหิตสองสายแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือยักษ์สีเลือดพุ่งออกไปกระแทกเข้ากับหมัดนั้นโดยตรง




เสียงระเบิดดังสนั่น อสูรวานรวัชระถอยกรูดไปหลายก้าว




หลังประมือกันอยู่หลายครั้ง อวิ๋นซูก็เริ่มจับทางได้ชัด พลังกายของเขาแทบไม่ด้อยกว่าอสูรวานรวัชระเลยสักนิด แถมเมื่อหลอมรวมปราณโลหิตแล้ว กลับเหนือกว่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ!




นี่สินะ… ความรู้สึกของพลังที่แท้จริง!




หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น เขาโหยหาการต่อสู้ที่สะใจอย่างถึงที่สุด และอสูรวานรเบื้องหน้าก็เป็นหินลับมีดชั้นเลิศสำหรับเขา ณ เวลานี้




อสูรวานรวัชระยิ่งบ้าคลั่ง และเดือดดาลมากขึ้น ปราณโลหิตกลายเป็นเปลวไฟสีแดงลุกโชติช่วง เผาอากาศให้บิดเบี้ยวไปทั่ว




เปลวเพลิงนั้นฉีกกระชากฝ่ามือปราณของอวิ๋นซูจนสลาย แล้วหมัดยักษ์ก็พุ่งตรงเข้ามาอีกครั้ง




อวิ๋นซูขยับเท้าเพียงนิด ร่างเขาหายวับไปจากที่เดิมราวกับเงาภูตในยามราตรี เสียงระเบิดดังครืน พื้นที่ที่เขายืนเมื่อครู่กลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา




“เจ้าตัวนี้คลั่งแล้วนี่เอง น่ากลัวไม่เบา...” อวิ๋นซูอดพึมพำไม่ได้




แม้ร่างของมันจะใหญ่โต ทว่าการเคลื่อนไหวกลับว่องไวในระดับน่าตกใจ ไม่เห็นเค้าความเชื่องช้าเลยแม้แต่น้อย




พลังที่ปะทุขึ้นแทบจะสั่นสะเทือนทั้งป่า อวิ๋นซูตัดสินใจรุกกลับ




“หมัดอัสนี!”




หมัดของเขาเปล่งแสงฟ้าแลบ พลังมหาศาลห่อหุ้มร่างไว้ทั้งร่าง ก่อนพุ่งตรงเข้าใส่อสูรวานรวัชระดั่งสายฟ้าที่ฉีกผ่านอากาศ




บูม!




เสียงระเบิดดังกึกก้อง อสูรวานรวัชระถอยกรูดกระแทกเข้ากับหน้าผา หินก้อนใหญ่กลิ้งร่วงลงมาราวห่าฝน




อวิ๋นซูฉวยโอกาสบุกต่อ ไม่ปล่อยให้มันได้พักหายใจ




อีกหมัดหนึ่งตามติดเข้าไปตรงกลางอก หมัดอัสนีฟาดกระหน่ำจนร่างยักษ์ถูกอัดจมหายเข้าไปในภูเขา




ถึงแม้พลังหมัดนั้นจะหนักหน่วง ทว่าผิวหนังและกล้ามเนื้อหนาทึบของอสูรวานรวัชระก็ยังรับไว้ได้ มันแทบไม่ได้บาดเจ็บ แต่อารมณ์ของมันกลับปะทุขึ้นเป็นพายุโหมกระหน่ำ




เสียงคำรามดังก้อง อสูรวานรวัชระพุ่งทะลุออกจากหน้าผาอีกครั้ง




อวิ๋นซูไม่ถอย เขาใช้หมัดอัสนีซัดต่อเนื่อง พลังของแต่ละหมัดไม่ได้ระเบิดปราณออกภายนอก แต่ห่อหุ้มพลังไว้ในกาย ใช้เพียงแรงเนื้อแท้ล้วนๆ เพื่อให้การโจมตีแต่ละครั้งคมกริบ และมั่นคงยิ่งกว่าเดิม




เป็นการสู้แบบ “ปะทะตรงๆ” อย่างแท้จริง!




เสียงระเบิดดังสะท้อนทั่วป่า ต้นไม้ใหญ่ถูกฟาดขาดทีละต้น ป่าทั้งผืนสั่นสะเทือนจากแรงหมัดทั้งสองฝ่าย




อสูรวานรวัชระแสดงให้เห็นถึงพลังของราชันแห่งขุนเขา โหดร้าย หนักแน่น และเกือบไร้เทียมทาน




แต่ในเวลาเดียวกัน อวิ๋นซูก็ยิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง ความเข้าใจในเคล็ดหลอมกาย และหมัดอัสนีก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นทุกขณะ




เมื่อก่อน “ค่าความชำนาญ” ที่เพิ่มขึ้นทีละนิดเป็นเพียงผลของการฝึกปรือ แต่ตอนนี้ ในการต่อสู้จริง ทุกหมัดทุกแรงปะทะคือ บทเรียนที่เชื่อมสรรพพลังของเขาเข้าด้วยกันจนแนบแน่น




จากเดิมที่ยังไม่ถึงขั้น “เชื่อมร้อยสรรพพลัง” บัดนี้เขาเข้าใกล้จุดนั้นเข้าไปทุกที




การเคลื่อนไหวของเขาเริ่มกลมกลืน ราวกับก้าวเดียวต่อเนื่องเป็นร้อยพัน




พลังหมัดแต่ละครั้งแม่นยำและเฉียบขาดยิ่งกว่าเดิม




หมัดอัสนีของเขา บัดนี้กลับทวีพลังเพิ่มพูนกว่าเดิมหลายเท่า




บูม!




เสียงระเบิดครั้งใหญ่ดังกึกก้องอีกหน ร่างยักษ์ของอสูรวานรวัชระถูกอัดจนจมหายเข้าไปในผนังหินอีกครั้ง




แต่คราวนี้ มันไม่มีแรงจะลุกขึ้นได้อีก




จากที่ตอนแรกเพียงถูกกดข่ม บัดนี้กลายเป็นถูกถล่มยับโดยสิ้นเชิง ไม่มีแม้แต่โอกาสตอบโต้




มันหอบหายใจแรง ร่างสั่นไหวด้วยความอ่อนล้า




อวิ๋นซูเองก็หอบเช่นกัน แต่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า




พลังของขั้นหลอมกายระดับสูงสุด… แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!




สายตาเขาเย็นเยียบ มองอสูรวานรวัชระที่นั่งทรุดอยู่ตรงหน้า ก่อนค่อยๆ ชักกระบี่ออกมา




“ยอมจำนน… หรือจะตาย”




แววตาของอสูรวานรวัชระยังเต็มไปด้วยความดื้อดึง และความบ้าคลั่ง มันคำรามใส่ ก่อนจะพุ่งขึ้นอีกครั้ง




อวิ๋นซูไม่ออมมือ คราวนี้กระบี่ในมือส่องแสงออกมา เจตกระบี่พลุ่งพล่านดั่งลมพายุ ฟาดใส่ร่างมหึมานั้นเป็นสาย




เจตกระบี่ฟาดลง ราวคมสายฟ้าหลายสิบสายผ่าร่าง




ปราณโลหิตของมันยังคงปกป้องร่างไว้ได้ แต่แรงสะท้อนกลับทำให้มันปลิวกระแทกกลับเข้าไปในถ้ำ




เสียงกระแทกดังสนั่นทั่วหุบเขา




เหล่าลิงตัวเล็กๆ ที่เหลืออยู่ร้องเสียงหลง กระจัดกระจายหนีตายไปคนละทิศ




อวิ๋นซูไม่สนใจ เขาเดินเข้าไปช้าๆ




อสูรวานรวัชระนอนหายใจหอบหนัก ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยอมจำนน




“มนุษย์ผู้นี้… พลังเทียบเท่าข้าได้ยังไง…”




มันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ ยิ่งสู้ก็ยิ่งดุดัน ไม่รู้จักล่าถอย




นี่คือครั้งแรกที่อวิ๋นซูได้ระเบิดพลังของตนอย่างเต็มที่




เคล็ดหลอมกายขั้นเหนือล้ำ!




สุดยอดแห่งพลังของมนุษย์ในขั้นหลอมกาย!




แม้เผ่ามนุษย์จะไม่เกิดมาพร้อมร่างกายอันแข็งแกร่งเหมือนสัตว์อสูร แต่ด้วยการฝึกฝน ก็สามารถขัดเกลาเรือนกายให้เทียบเคียงเหล่าสัตว์อสูรผู้ครองขุนเขาได้!




พลังของเคล็ดหลอมกายในตอนนี้ ได้แสดงให้เห็นอย่างสมบูรณ์แล้ว ปราณโลหิตของเขาเดือดพล่านดั่งมังกรคำราม พยัคฆ์ร้องสนั่น ฟาดฟันจนร่างสัตว์อสูรยักษ์ต้องก้มหัว!




แม้อสูรวานรวัชระจะยังไม่ถึงขีดสุดก่อนขั้นหลอมวิญญาณ แต่ก็ถือว่าอยู่ใกล้เคียง




ทว่าอวิ๋นซู… ยังคงกดมันไว้ได้ด้วยพละกำลังของมนุษย์!




เขายิ้มบางๆ พึงพอใจอย่างยิ่ง




หมัดอัสนีของเขา บัดนี้พลังของมันทัดเทียมเคล็ดวิชาระดับกลางขั้นปลายโดยสมบูรณ์!




อวิ๋นซูถือกระบี่เดินเข้าไปในถ้ำ มองร่างใหญ่ของอสูรวานรวัชระที่ยังคงจ้องกลับมาด้วยแววตาเกรี้ยวกราด แทบอยากจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆ




เขาเพียงแคบตา แล้วปล่อยกระบี่ลงพื้น




ไม่ได้ใช้เจตกระบี่ขั้นสองด้วยซ้ำ เพียงขั้นแรกก็เพียงพอจะเขย่าร่างมันให้ปลิวไปได้แล้ว หากใช้ขั้นสองเกรงว่าจะฟันมันขาดกลางร่างจริงๆ




อวิ๋นซูพุ่งเข้าไป คว้าจับแขนยักษ์ของมันไว้เต็มแรง ปราณโลหิตพลุ่งพล่านทั่วร่าง ก่อนจะสะบัดมือยกมันขึ้นเหนือหัวอย่างง่ายดาย




บูม!




เสียงกระแทกดังสะท้อนทั่วถ้ำ ร่างมหึมาถูกเขาทุ่มกระแทกผนังจนเกิดโพรงลึก




ไม่เพียงเท่านั้น หมัดของอวิ๋นซูราวสายฝนกระหน่ำซัดลงบนศีรษะของมันอย่างต่อเนื่อง




แม้อสูรวานรวัชระยังมีแรงต้าน แต่ภายใต้แรงกดของปราณโลหิตอันหนาแน่น มันแทบขยับไม่ได้อีกต่อไป




เลือดสีแดงเข้มซึมไหลออกมาตามกำปั้นของเขา กลิ่นคาวอบอวลทั่วถ้ำ




สุดท้าย อวิ๋นซูหอบเหนื่อยวางร่างสัตว์อสูรลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนนั่งลงบนร่างยักษ์นั้น หอบหายใจ และยิ้มบางๆ ด้วยความพอใจ





ตอนก่อน

จบบทที่ ร่างกึ่งอสูร

ตอนถัดไป