หินวิญญาณร้อยก้อน

ตอนที่ 30 หินวิญญาณร้อยก้อน



เมื่อกลับถึงสำนักหมื่นกระบี่ หลินหยางก็พูดขึ้นว่า “ยังมีลูกพยัคฆ์ทองอสรพิษอยู่สองสามตัวที่บ้าน ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง”



อวิ๋นซูพยักหน้า “เดี๋ยวไปขายที่ตลาดพร้อมกันเลยก็แล้วกัน ตัวข้าก็มีของอยู่หลายอย่างเหมือนกัน”



หลินหยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่อวิ๋นซูเสี่ยงชีวิตเอามา เขาเก็บไว้เองยังรู้สึกเหมือนนอนไม่หลับอยู่ทุกคืน เพราะถ้าหายไปสักชิ้น คงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี



ของส่วนใหญ่พวกเขาได้แลกกับแต้มผลงานไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียง “สิ่งมีชีวิต” บางส่วน เช่น ลูกพยัคฆ์ทองอสรพิษสามตัวที่จับมาได้ ส่งมอบให้สำนักหนึ่งตัว เหลืออีกสองตัวยังถูกผนึกพลังไว้ในห้องของหลินหยาง



หากไม่ใช้ยันต์ปิดผนึก และโซ่ตรวนตรึงร่างไว้ ทั้งห้องคงถูกทุบกระจุยไปตั้งแต่วันแรก



“ข้าขอไปส่งภารกิจก่อน” อวิ๋นซูพูด



“ได้เลย ข้าจะไปเอาสองตัวนั้นมาก่อน” หลินหยางรับคำ



สถานที่ส่งภารกิจยังคงเป็นที่ของผู้ดูแลร่างท้วมแซ่กงเจ้าเก่า ผู้ชายตัวใหญ่ในชุดเทาหม่นที่นั่งฟุบหลับพิงเก้าอี้ ข้างจมูกยังมีเสียงกรนครืดเบาๆ



“...หลับอยู่รึ?” อวิ๋นซูถึงกับยิ้มแห้ง



ก่อนหน้านี้เขามักมาส่งภารกิจตอนกลางคืน จึงไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะง่วง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเที่ยงวันเลยด้วยซ้ำ และรอบตัวก็มีศิษย์สายนอกเดินเข้าออกต่อคิวอยู่ตลอด



แล้วคนผู้นี้ยังกล้านั่งหลับต่อหน้าทุกคนจริงๆ หรือ?



ไม่นานนัก ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากแถวข้างหน้า



“ท่านผู้ดูแล!”



ผู้ดูแลร่างท้วมสะดุ้งโหยง รีบลุกขึ้นเช็ดน้ำลายตรงมุมปากแล้วพูดเสียงดัง “ป้ายหยกของเจ้า เอามา!”



อวิ๋นซูถึงกับพูดไม่ออก นี่มัน…จะขี้เกียจก็ให้สุดสิวะ…



แต่เมื่อเขาเดินเข้าไป คนทั้งห้องกลับค่อยๆ เงียบลง



เพราะสิ่งที่อวิ๋นซูลากมาด้วย คือหมาป่าอาคมสามตัวที่ยังหายใจอยู่! เพียงกลิ่นอายของอสูรพวกนั้นก็ทำให้ศิษย์รอบข้างถอยห่างเป็นแถว



“นั่นมัน… หมาป่าอาคมใช่ไหม?”



“ข้าเคยเห็นในตำราของสำนัก แต่ไม่คิดว่าจะมีคนจับได้จริง!”



“คนที่ใส่ชุดดำผู้นั้นเป็นใครกัน?”



อวิ๋นซูสวมชุดดำเรียบ ไม่มีผ้าคลุมหน้า แต่ทั้งรูปร่างและอากัปกิริยากลับแผ่กลิ่นอายกดดันจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้



“เดี๋ยวสิ ข้าจำได้… คนผู้นี้เมื่อครึ่งเดือนก่อน เพิ่งถูกรับเข้าเป็นศิษย์สายในนี่นา!”



“อ้อ! เขาชื่ออวิ๋นซู อัจฉริยะสายหลอมกาย! ได้ยินว่าตอนฝึกเคล็ดหลอมกายถึงกับทำให้เหล่าผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาตกตะลึงกันทั้งหอ!”



“ได้ข่าวว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์สายหลอมกายระดับสูง แต่พรสวรรค์ด้านบำเพ็ญเซียนธรรมดา…”



“ธรรมดา? เจ้าเรียกคนที่จับหมาป่าอาคมแบบเป็นๆ ได้ว่า ‘ธรรมดา’ งั้นรึ!”



เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้าน บางคนพูดด้วยความตื่นเต้น บางคนด้วยความเคารพ แววตาของศิษย์สายนอกทุกคนมองอวิ๋นซูด้วยความชื่นชม และอิจฉา



เพราะในหมู่พวกเขา การได้เลื่อนเข้าสู่ “ศิษย์สายใน” คือเกียรติสูงสุดของชีวิต



ศิษย์สายในทุกคนคือยอดคน คือขุนเขาที่ผู้คนได้แต่มองขึ้นไป



แม้แต่ศิษย์สายในที่อ่อนแอที่สุด ก็ยังแข็งแกร่งกว่าเก้าส่วนในหมู่ศิษย์สายนอก



“แล้วไงล่ะ ข้าเคยพูดแล้ว ผู้มีพรสวรรค์จริง ต่อให้ไม่โดนเด่นด้วยวิถีกระบี่ ก็ย่อมโดดเด่นในหนทางอื่น!”



“อวิ๋นซูผู้นี้ หากไม่ตายกลางทาง วันหนึ่งต้องเป็นเสาหลักของสำนักแน่!”



อวิ๋นซูได้ยินทุกคำ เขาเพียงลูบคางแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ดูเหมือนชื่อเสียงเขาในหมู่ศิษย์สายนอกจะไม่เลวเลยนี่นา…



ส่วนเสียงที่บ่นเสียดายเรื่องพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ เขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย



เขามีทั้งพลัง มีทั้งตำแหน่ง แถมยังเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสแห่งยอดเขากระบี่วิญญาณ อีกด้วย ตำแหน่งนี้เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะให้เขาเดินเชิดหน้าได้ทั่วสำนักแล้ว



ถึงอาจารย์จะกำชับไม่ให้เปิดเผยตัวตน แต่เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงย่อมรู้ดีว่าเขาคือศิษย์ของใคร



ผู้ดูแลร่างท้วมที่นั่งอยู่ข้างหน้าได้ยินเสียงคนพูดถึงชื่อ “อวิ๋นซู” ก็เงยหน้าขึ้นมอง พลางขมวดคิ้ว



เขามองดูหมาป่าอาคมสามตัวที่ถูกลากมา พลันรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังรุนแรง



นี่มันไม่ใช่แค่อสูรระดับต่ำแน่… แต่ละตัวพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณระดับล่างทั้งนั้น!



หมาป่าอาคมอาศัยอยู่เป็นฝูงที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นก่อรากฐานยังไม่กล้าประมาท เพราะถ้าพลาดเพียงนิดเดียว ถูกพวกมันล้อมติดเมื่อไร ต่อให้มียอดวิชาก็อาจไม่มีโอกาสได้ใช้ออก



ยกเว้นจะเป็นสายหลอมกาย…



สายตาผู้ดูแลร่างท้วมฉายแววเข้าใจ เขาลอบมองอวิ๋นซูอีกครั้ง



ไอปราณของอีกฝ่ายพุ่งแรงราวดวงตะวัน แผ่แรงกดทับจนลมหายใจของเขาสะดุดในอก



ความรู้สึกนี้เหมือนตอนที่เขายังหนุ่ม… ตอนที่อาจารย์ของเขายังไม่ได้ซ่อนพลังเอาไว้ แรงกดข่มที่ชวนให้สยบศิโรราบโดยไม่รู้ตัว



ผู้ดูแลร่างท้วมหลุบตา สูดหายใจลึก ก่อนเอ่ยคำเดียวออกมา “แข็งแกร่ง…”



เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มมุมปาก “ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจเคล็ดวิชาของตาแก่นั่นแล้วสินะ”



“ระยะเวลาไม่นานแท้ๆ แต่ร่างกายของเจ้ากลับแข็งกล้ายิ่งกว่าใครๆ ที่ข้าเคยเห็นมา”



อวิ๋นซูหัวเราะเบา ๆ “ท่านเอ่ยชมเกินไปแล้ว”



แต่ในใจกลับแอบตกตะลึง



เขาพยายามปิดไอปราณอย่างสุดความสามารถแล้วแท้ๆ ยังถูกอีกฝ่ายมองทะลุได้อีก



แปลว่าผู้ดูแลร่างท้วมผู้นี้... อย่างน้อยก็ต้องมีพลังเทียบขั้นก่อรากฐาน! แล้วเหตุใดถึงมานั่งเป็นแค่ผู้ดูแลที่รับภารกิจในที่แห่งนี้กัน?



อวิ๋นซูไม่พูดต่อ เพียงคารวะเบาๆ



ผู้ดูแลร่างท้วมรับป้ายหยกจากมือเขา ก่อนพยักหน้า “วางหมาป่าไว้ตรงนั้น ข้าจะเพิ่มแต้มผลงานให้เจ้า”



ไม่ถึงครู่ แสงบนป้ายหยกก็สว่างขึ้น



แต้มผลงานของอวิ๋นซูเพิ่มจาก 12 เป็น 36 แต้มเต็ม



ตัวเลขที่แทบไม่มีศิษย์สายนอกคนใดทำได้ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว



ไอปราณบนร่างเขาในยามนี้… พุ่งสูงราวรุ้งยามกลางวัน เปล่งประกาย และทรงพลังดั่งตะวันขึ้นกลางฟ้า



“ยังมีจิ้งจอกขาวตัวนี้ด้วย”



อวิ๋นซูโบกมือเรียก จิ้งจอกวิญญาณสีขาวปลอด ที่แอบหลบอยู่มุมห้องให้เดินออกมา เจ้าสัตว์น้อยตัวนั้นขนฟูสะอาดราวหิมะ มุดหัวอยู่หลังขาเขามาตลอดทาง เพิ่งกล้าโผล่หัวออกมาเมื่อไม่อาจรับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากหมาป่าอาคมทั้งสามแล้ว



ผู้ดูแลร่างท้วมเงยหน้าเล็กน้อยแล้วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “วางไว้ตรงนั้นเถอะ เดี๋ยวผู้อาวุโสฝ่ายภารกิจจะมารับไปเอง”



“แล้วที่นี่รับซื้อพวกหนัง กระดูก หรือเนื้อของอสูรด้วยหรือไม่?” อวิ๋นซูถามก่อนจะเดินออกจากห้อง เหมือนเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้



ผู้ดูแลร่างท้วมหรี่ตา “รับสิ เพียงแค่ราคาจะต่ำกว่าราคาตลาดหน่อยหนึ่ง แต่ถ้าอยากได้ราคาเต็ม เจ้าก็เอาไปขายข้างนอกเอาได้”



พอพูดถึงเรื่องเงิน สีหน้าเขากลับสดชื่นขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่ามีส่วนแบ่งจากการรับซื้อของพวกนี้อยู่



“งั้นของดีๆ ข้าจะเก็บไว้ไปขายข้างนอกเอง ส่วนพวกที่เหลือท่านกะราคาให้เลย ขี้เกียจขนไปขนมา” อวิ๋นซูตอบอย่างง่ายๆ



“ก็ได้” ผู้ดูแลร่างท้วมพยักหน้า “แต่ของที่เจ้าว่าคงไม่น้อยสินะ?”



อวิ๋นซูยกมือแตะถุงมิติ “ไม่น้อยแน่”



ถุงมิติที่อาจารย์มอบให้ไม่ใช่ของธรรมดา ขนาดใหญ่จนใส่ทั้งซากอสูร และของมีค่าที่เก็บมาระหว่างทางได้ทั้งหมด แล้วยังเหลือที่ว่างอีกมาก



ผู้ดูแลร่างท้วมไม่ได้แปลกใจที่เขามีของวิเศษระดับนี้ เพียงยกคิ้วเล็กน้อย ก่อนพูดเรียบ ๆ “ตามข้ามา”



เขาพาอวิ๋นซูไปยังคลังด้านในของหอคัมภีร์ ที่เก็บซากอสูรของสำนักหมื่นกระบี่



ภายในกว้างใหญ่ มีทั้งซากสัตว์สมบูรณ์ และชิ้นส่วนแยกไว้เป็นกอง ศิษย์บางคนกำลังจัดแยกเลือด เนื้อ และกระดูกอย่างชำนาญ



ผู้ดูแลร่างท้วมอธิบายเสียงเรียบ



“ที่นี่เป็นที่เก็บซากอสูรที่สำนักรวบรวมไว้ ใช้ประโยชน์ได้มาก ทั้งหลอมโอสถ และหลอมอาวุธ บางส่วน เช่น เลือดอสูรจะนำไปเขียนยันต์ ส่วนชิ้นส่วนพิเศษบางอย่างก็ขายต่อที่ตลาดเชิงเขาได้ราคาดี”



อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ เขารู้ดีว่าสำนักออกภารกิจล่าอสูรก็เพื่อหมุนเวียนสิ่งเหล่านี้กลับมาเป็นทรัพยากรของตน



ผู้ดูแลร่างท้วมหันมามอง “วางไว้ตรงนี้ละกัน”



อวิ๋นซูจึงเปิดถุงมิติ



ทันใดนั้นซากอสูรมากมายก็ร่วงลงมากองเต็มพื้น หมาป่าอาคมเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงอสูรชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งหมดต่างมีไอปราณหลงเหลืออยู่จางๆ



ศิษย์ที่กำลังทำงานในคลังพากันหยุดมือ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาอึ้งสุดๆ



“นี่มัน... ขนมาเป็นฝูงเลยหรือ?”



“จำนวนขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ศิษย์สายในขั้นก่อรากฐานจะทำได้อย่างไร!”



อวิ๋นซูยืนอย่างสงบ มีซากอสูรที่เข้าสู่ขั้นปลอมปราณถึงสิบเจ็ดตัว และสัตว์อสูรทั่วไปอีกนับไม่ถ้วน ราวกับกวาดล้างมาทั้งภูเขา



ผู้ดูแลร่างท้วมเองก็อ้าปากค้าง “นี่เจ้ากวาดมาทั้งหุบเขาเลยรึ?”



เขาใช้เวลาหลายนาทีมองสำรวจ ก่อนจะพึมพำ “แถบภูเขารอบๆ สำนักคงแทบไม่เหลืออสูรแล้วล่ะมั้ง...”



อวิ๋นซูหัวเราะเบา ๆ “นี่แค่บางส่วน ของดีจริงข้ายังไม่ขาย ราคาพวกนี้ท่านคิดให้คร่าวๆ ก็พอ”



ผู้ดูแลร่างท้วมเกาศีรษะครุ่นคิด “ภารกิจของเจ้าก่อนหน้านี้ได้รางวัลเป็นหินวิญญาณสามสิบเจ็ดก้อน บวกกับของพวกนี้ และสมุนไพรระดับต่ำอีกนิด... เอาเป็นว่าข้าให้เจ้ารวมร้อยหินวิญญาณดีไหม?”



อวิ๋นซูเลิกคิ้ว “หนึ่งร้อย? งั้นแสดงว่าอสูรขั้นหลอมปราณตัวหนึ่งได้แค่สองก้อนสินะ?”



พี่อ้วนหัวเราะหึ ๆ “ราคาตลาดก็เท่านี้นั่นแหละ ต่อให้เอาไปขายข้างนอกก็แค่สองถึงสามก้อนเท่านั้น อีกอย่าง... เจ้าดูซากพวกนี้สิ มีกี่ตัวที่ยังครบชิ้นอยู่? จ่าฝูงหมาป่าของเจ้าก็ยังผ่าครึ่งไปแล้ว ถ้าเป็นตัวสมบูรณ์ๆ ล่ะก็ ถึงจะได้สักสิบก้อน”



อวิ๋นซูเงียบไปครู่ ก่อนถอนหายใจ ก็จริง ตอนนั้นข้าไม่ได้คิดถึงเรื่องนำมาขายต่อเลย...



“เอาเถอะ” เขาพยักหน้า “แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว”



ผู้ดูแลร่างท้วมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “เจ้าคิดถูกแล้วล่ะ ข้าให้ราคานี้ก็ถือว่าไม่ขาดทุนกันทั้งสองฝ่าย ลองดูสิ ศิษย์ขั้นหลอมปราณคนไหนบ้างจะมีทรัพย์สินเท่าเจ้า?”



ว่าแล้วก็เทหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนออกจากถุงมิติ ส่งให้โดยไม่ต้องใส่กล่องหยกด้วยซ้ำ



อวิ๋นซูเก็บเข้าถุงมิติของตนโดยไม่เกี่ยงอะไร หินวิญญาณก้อนแล้วก้อนเล่าเปล่งแสงสีอ่อนในมือ นี่คือ ผลลัพธ์จากหยาดเหงื่อ และเลือดเนื้อของตัวเขาเอง



เพียงทำภารกิจให้มากพอ ทรัพยากรบ่มเพาะก็หาได้ไม่ยากเลยจริงๆ



เขาคิดอย่างพอใจ สำนักหมื่นกระบี่แม้เข้มงวด แต่ก็ยังให้โอกาสกับผู้ขยันขันแข็งอยู่เสมอ



จากนั้นอวิ๋นซูก็ควักซองจดหมายสีทองจากอกเสื้อ ส่งให้ผู้ดูแลร่างท้วม “นี่คือของที่ข้าพบในเรือนของเจ้าคฤหาสน์เงาเร้นแห่งแคว้นกู่เฟิง ฝากท่านตรวจดูด้วย”



ผู้ดูแลร่างท้วมชะงัก ก่อนค่อย ๆ รับมา พอเห็นตราประทับสีทองเป็นลายคดเคี้ยว เขาก็ชะงักงัน ดวงตาเปล่งแสงเย็น “ตราประทับของ... สำนักกระถางทอง?”



“ใช่” อวิ๋นซูตอบเสียงเรียบ



ผู้ดูแลร่างท้วมเปิดซองออกช้าๆ ขณะอ่าน แววตาเขาเริ่มเข้มขึ้นทีละน้อย จนสุดท้ายแผ่กลิ่นอันตรายราวคมกระบี่



เงียบไปครู่ใหญ่ เขาจึงปิดซองเก็บไว้ แล้วกลับมายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น



“ข้าเข้าใจแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ “เรื่องนี้ข้าจะจัดการต่อเอง เจ้าไปพักเถอะ”



อวิ๋นซูคารวะ “เช่นนั้นข้าขอลา”



“อืม แล้วอย่าลืมล่ะ ถ้ามีซากอสูรพวกนั้นอีก ก็มาหาข้าได้เสมอ”



“แน่นอน” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป



หลังเงาอวิ๋นซูลับตาไปนาน ผู้ดูแลร่างท้วม หรือผู้ดูแลกงจึงค่อยๆ ดึงจดหมายนั้นออกมาอีกครั้ง นิ่งอยู่นานไม่เอ่ยคำใด



สุดท้าย เขาหยัดกายขึ้นอย่างหนักแน่น แล้วก้าวเร็วออกจากห้อง



ปลายทางของเขา คือเขตที่พักของศิษย์รับใช้ ด้านล่างของสำนัก




ตอนก่อน

จบบทที่ หินวิญญาณร้อยก้อน

ตอนถัดไป