บทที่ 15 สนทนายามค่ำ
บทที่ 15 สนทนายามค่ำ
การที่ลูกสาวอย่างม่านจิง ถูกครอบครัวฝ่ายภรรยาบังคับให้ใช้นามสกุลหยาง ถือเป็นปมในใจที่ซ่อนอยู่ของหร่วนเต๋อจื้อ
จางเซวียน รู้จักกาลเทศะดี เขาจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้ต่อ
ตอนนี้ดึกมากแล้ว เขากลัวว่าน้าชายที่เพิ่งดื่มเหล้าขาวไปสองถ้วยจะเผลอหลับไปก่อน จึงพูดเข้าประเด็นทันที “น้าครับ ผมสนใจเรื่องสินค้าที่ถูกยึดจากกรมศุลกากรมาก”
หร่วนเต๋อจื้อที่เพิ่งจะคิดตามทัน ในที่สุดก็เข้าใจว่าหลานชายต้องการอะไร เขาลืมแม้กระทั่งถอดเสื้อผ้าเอาแต่นั่งพิงหัวเตียงจ้องมองหลานชายตาไม่กะพริบ
ต่างคนต่างจ้องหน้ากัน ไม่มีใครยอมหลบตาก่อน ทั้งคู่จ้องตากันอยู่นานกว่าสองนาที เมื่อเห็นว่าจางเซวียน ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ หร่วนเต๋อจื้อ ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเขาไม่อยากปฏิเสธตรงๆจึงพูดอย่างอ้อมค้อมว่า
“ตอนนี้น้าเป็นแค่หัวหน้าแผนก อำนาจในกรมศุลกากรก็ไม่ได้มีมากนัก ของดีๆ หรือของที่มีมูลค่าจริงๆ ที่ถูกยึดมา ด้วยตำแหน่งของน้ายังไม่มีสิทธิ์เข้าไปจัดการหรอก
อีกอย่าง การจะเอาสินค้าที่ถูกยึดไปขายในตลาด มันต้องมีเส้นสายพิเศษและประสบการณ์ทางสังคมพอสมควร แถมยังต้องมีเงินทุนสนับสนุนด้วย แล้วอีกอย่างนะ...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้หร่วนเต๋อจื้อก็เงยหน้าขึ้นมองจางเซวียน “อีกอย่าง นายยังเป็นแค่นักเรียน ม.6 เมืองเซินเจิ้นที่นั่นวุ่นวายและมีคนหลากหลายประเภท ปล่อยนายออกไปในช่วงวัยนี้ น้าไม่ค่อยวางใจ”
คำพูดของน้าชายล้วนเป็นความจริง เป็นคำพูดที่แสดงความห่วงใยแต่จางเซวียน ที่มีประสบการณ์ชีวิตมาถึงสองชาติ ย่อมมีแผนการในใจของเขาอยู่แล้ว
เขาไม่สามารถโอ้อวดกับหร่วนเต๋อจื้อได้ว่าตัวเองมีประสบการณ์ทางสังคมมาหลายสิบปี ไม่สามารถบอกได้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองเป็นผู้เจนโลกคนหนึ่ง ไม่สามารถบอกเขาได้ว่า ‘เรื่องที่น้ากังวลน่ะ ในสายตาผมมันไม่นับเป็นเรื่องเลย’
ในเมื่อไม่สามารถใช้เหตุผลในมุมมองที่เหนือกว่าเพื่อเอาชนะใจและสร้างความเชื่อมั่นได้ งั้นก็คงต้องเปลี่ยนวิธี หันมาเล่นกับจุดอ่อนของน้าชายคนนี้ เล่นบทดราม่า บีบน้ำตา เรียกคะแนนความสงสาร
เรื่องที่พี่สาวคนรองหนีออกจากบ้านเพราะไม่มีเงินเรียนซ้ำชั้น เรื่องที่แม่เป็นเนื้องอกต้องผ่าตัด เรื่องที่ตัวเขาเองป่วยเข้านอนโรงพยาบาล แถมบ้านยังเพิ่งมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาอีกหลายก้อน เรื่องเหล่านี้บ้านตระกูลจางไม่เคยบอกหร่วนเต๋อจื้อ เลย ทั้งหมดเป็นความต้องการของหร่วนซิ่วฉิน ที่ตั้งใจปิดบังไว้ เพราะกลัวว่าจะเป็นภาระให้กับน้องชาย
แต่ตอนนี้จางเซวียน ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว เพื่อที่จะดึงน้าชายคนนี้ให้มีอารมณ์ร่วม
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที แววตาก็หม่นแสงลงเขาเริ่มเข้าสู่โหมดนักแสดงชั้นครู เล่าเรื่องราวทั้งหมด ทั้งที่ควรพูดและไม่ควรพูดออกมาจนหมดเปลือก แถมยังใส่สีตีไข่ เล่าด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยสุดซึ้ง ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลพราก
สุดท้าย เขาก็อินจนร้องไห้ออกมาจริงๆ ตากลายเป็นสีแดงก่ำ อินบทเกินไปแล้ว!
หลังจากพูดไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงจนคอแห้งผาก จางเซวียนก็ลุกจากเตียงไปหยิบแก้วเคลือบ ของตัวเองแล้วยกกระติกน้ำร้อน เทน้ำอุ่นจนเต็มแก้ว ก่อนจะเงยหน้าดื่มรวดเดียวจนหมด
จากนั้นเขาก็นั่งลงบนม้านั่งยาว จ้องมองหร่วนเต๋อจื้อ ด้วยสายตาเป็นประกาย ไม่พูดอะไรอีก แค่รอ! คล้ายกับจะบอกว่าถ้าน้าไม่ตกลง ผมก็จะไม่นอน
หร่วนเต๋อจื้อที่ดวงตาเริ่มแดงก่ำ รู้มาตลอดว่าครอบครัวพี่สาวใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ไม่คิดว่าจะลำบากถึงเพียงนี้
เมื่อนึกถึงสมัยที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ หร่วนซิ่วฉินก็เคยเป็นสาวงามเลื่องชื่อในย่านนี้ มีชีวิตชีวาเปล่งประกาย มีเด็กหนุ่มมาตามจีบเป็นพรวน
แต่เวลาผันผ่าน โชคชะตาพลิกผัน พี่สาวที่เคยงดงามบัดนี้กลับต้องมาตกระกำลำบากอยู่ในหุบเขาเล็กๆ แห่งนี้เขารู้สึกเจ็บปวด เจ็บปวดอย่างมาก เจ็บปวดจนอยากจะฉีกอกตัวเอง แล้วร้องไห้ออกมาดังๆ
เวลาผ่านไปทีละวินาที ระหว่างนั้นจางเซวียนก็ใช้เข็มเขี่ยไส้ตะเกียงน้ำมันก๊าดหนึ่งครั้ง เพื่อให้ห้องสว่างขึ้นอีกหน่อย
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่หร่วนเต๋อจื้อ ค่อยๆ สงบลง เขามองหลานชายที่ยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง ในใจก็สับสนวุ่นวาย สุดท้ายก็ไม่กล้าใจร้ายปฏิเสธอีก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“เรื่องนี้ น้าขอกลับไปคิดดูให้ดีๆ ก่อนรอน้าส่งข่าวนะ”
“ได้ครับ ขอบคุณครับน้า”
เมื่อได้ยินคำนี้ สีหน้าของจางเซวียน ก็เต็มไปด้วยความปิติยินดี แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่ได้รับปากตรงๆ แต่ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อน้าชายคนนี้ การที่พูดออกมาแบบนี้ ก็แทบจะหมายความว่าตกลงแล้ว
เพียงแต่คำว่า รอ นี่สิ ทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อย ไม่รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหน เดือนหนึ่ง? สองเดือน? หรือว่าครึ่งปี?
ไม่มั่นใจเอาเสียเลย แต่ตอนนี้ก็ไม่สามารถจะรุกคืบต่อได้ จางเซวียน รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก ‘หรือว่าฉันจะต้องทนกินข้าวต้มมันเทศไปอีกครึ่งปี? ชีวิตนี้มันช่างขมขื่นเสียจริง’
‘ไม่ได้การ พรุ่งนี้เช้าฉันต้องตื่นให้เช้า ฉันจะแย่งหุงข้าว หุงข้าวต้มมันเทศให้น้ากิน’
พอความคิดชั่วร้ายนี้ผุดขึ้นมา จางเซวียนก็อดที่จะนับถือตัวเองไม่ได้ ช่างร้ายกาจจริงๆ!
คืนนั้น ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่อง สินค้าที่ถูกยึด กันอีกนาน
สุดท้าย หร่วนเต๋อจื้อเผลอหลับไปตอนไหนเขาก็ไม่รู้ตัว
ข้างนอกมีเสียงฟ้าร้องในฤดูหนาวลมเริ่มพัดแรงและฝนก็ตกลงมาอีก
เม็ดฝนกระทบกับกระเบื้องหลังคา ส่งเสียงดังติ๊งต่องๆ ราวกับเสียงเพลงขับขานของคนรักอยู่ข้างกาย ยามค่ำคืนเช่นนี้ช่างได้บรรยากาศเสียจริง
สำหรับจางเซวียน ที่ชอบอากาศแบบนี้เขาน่าจะนอนหลับฝันดี
แต่ทว่า หร่วนเต๋อจื้อ ที่หลับไปแล้วกลับกรนเสียงดังเหมือนหมูอ้วนตัวใหญ่ อ้าปากกว้าง เสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหว เสียงสูงๆ ต่ำๆ ที่แสบแก้วหูนั้น แม้แต่หมาตัวเมียที่อยู่ห่างออกไป 500 เมตร ยังต้องท้อง
เขาทนมาได้ครึ่งชั่วโมง พยายามหลับตานับดาว นับแกะ นึกถึงท่าทางเย้ายวนของเจ๊เจ้าของร้านเกี๊ยวน้ำ นึกถึงความงดงามบริสุทธิ์ของสาวสวยในห้องเรียน นึกถึงเหล่าภูตสาวที่เคยพานพบในสังคม
นึกโน่นนึกนี่ แต่ก็เปล่าประโยชน์ ไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้เลย
สุดท้ายก็ทนไม่ไหว!
จางเซวียน ลุกขึ้นนั่งถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ส่งสายตาพิฆาตให้น้าชายที่นอนอยู่ข้างๆ เป็นเวลาสองนาที ก่อนจะดึงสายตากลับ บังคับตัวเองไม่ให้โมโห
เขาสวมเสื้อคลุมลุกจากเตียง คลำหาไม้ขีดไฟ ในความมืด เสียงดังพรึ่บ ตะเกียงน้ำมันก๊าดก็สว่างขึ้น เขากลับไปต่อสู้กับข้อสอบภาษาจีน คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ต่อไป
…..
ถูกบังคับจนไม่ได้นอนทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อไก่ขันครั้งที่สาม จางเซวียน ก็วางปากกาลง ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกตัวว่าข้างนอกสว่างเล็กน้อยแล้วโดยไม่รู้ตัว
เขายืดแขนบิดขี้เกียจ พลันพบว่าตัวเองยังคงกระปรี้กระเปร่าอยู่ อดที่จะชื่นชมไม่ได้ว่าวัยหนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ
หร่วนเต๋อจื้อ ยังคงหลับลึกจางเซวียนก็ไม่รบกวนเขาปิดฝาปากกาเก็บหนังสือ ดับตะเกียงน้ำมันก๊าด แล้วเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก
เขาพบว่าตัวเองไม่ใช่คนแรกที่ตื่นลุงโจวที่อยู่บ้านข้างๆ ถือกระด้งกับจอบออกมาเก็บขี้หมาได้ห้าหกชั่งแล้ว
เขากล่าวทักทาย แล้วเดินไปตามถนน พลันพบว่าคนที่ออกมาเก็บขี้หมาไม่ได้มีแค่คนเดียว
มีชายหญิงม่ายสูงอายุสองคน เดินเก็บขี้หมาเป็นเพื่อนกัน จางเซวียน แอบเดินตามห่างๆ คอยเงี่ยหูฟัง ไม่รู้ว่าทั้งคู่หัวเราะต่อกระซิกกันเรื่องเก็บขี้หมา หรือกำลังพูดเรื่องลามกกันแน่
‘ถุย! อายุปูนนี้แล้วยังพูดมุขตลกลามกได้คล่องปากขนาดนี้ ช่างไม่มียางอายเสียจริง’
ครึ่งชั่วโมงต่อมา จางเซวียน กลับมาถึงบ้านเตรียมหุงข้าวต้มมันเทศ
เขาใช้เวลาอยู่พักหนึ่งในการปอกมันเทศและหั่นเป็นลูกเต๋า จากนั้นก็หยิบถังตวงข้าวเดินไปที่ถังข้าวสาร
แต่พอเปิดฝาถังข้าวสารออกเท่านั้น เขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย ในถังข้าวสารมีหนูอยู่สองตัว ตอนนี้มันกำลังโก่งก้นเงยหน้ามองเขาอยู่
หกตาสบกัน ไม่สิ หนึ่งคนสองหนูจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียน ก็เดือดดาลขึ้นมา ‘บัดซบเอ๊ย! ขนาดบ้านตระกูลจางยังต้องประหยัดกินข้าวต้มมันเทศ แล้วพวกแกมีสิทธิ์อะไรมากินข้าวสารขาวๆ ของฉัน!’
‘น้าทำฉันนอนไม่หลับ ฉันยังทนได้แต่พวกแกมากินข้าวสารของฉัน ฉันทนไม่ได้!’
พูดช้าแต่ทำเร็ว จางเซวียน รีบปิดฝาถังไม้ดังปังแล้วตะโกนเรียกพี่สาวคนโตให้เอาถุงปุ๋ย มาวันนี้เขาจะต้องจัดการพวกมันให้ตายคามือ
ถุงปุ๋ยมาแล้วเขาเอาถุงสวมเข้าที่ปากถังข้าวสาร เททั้งหนูและข้าวสารที่เหลือลงไปในถุง ใช้มือกำปากถุงให้แน่น แล้วเหวี่ยงถุงปุ๋ยฟาดลงกับก้อนหินอย่างแรง!
หลังจากออกแรงไปพักใหญ่ หนูก็สลบไปแล้ว แต่ข้าวสารนั่นสิ เต็มไปด้วยขนหนู
หร่วนซิ่วฉิน วิ่งเข้ามาเห็นเข้าพอดี ปอดแทบจะระเบิดออกมา เธอดุอย่างหัวเสีย “เก่งนักนะ! ความรู้ที่เรียนมาคงลงไปอยู่ที่ก้นบึ้งหัวใจหมดแล้ว โดนหนูหลอกเข้าให้แล้ว”
“ผม...” จางเซวียน คอแข็ง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ได้แต่แอบสาปแช่งเจ้าหนูพวกนี้ในใจ ว่ามันไม่ใช่ของดีจริงๆ ขนาดตายยังต้องลากคนอื่นไปลงนรกด้วย