บทที่ 16 คืนส่งท้ายปีเก่า
บทที่ 16 คืนส่งท้ายปีเก่า
ข้าวต้มมันเทศ อดกิน ข้าวสารก็เสียไปเปล่าๆ พอเห็นหร่วนเต๋อจื้อ ที่ตามมาทีหลังคว้ามีดทำครัวจะมาแล่หนูทำกับแกล้ม เขาก็โมโหจนควันออกหู กลับเข้าห้องล้มตัวนอนทันที
…
ตอนกลางวันไม่มีคนนอนกรน นี่เป็นครั้งแรกที่จางเซวียน นอนหลับสบายขนาดนี้ ตื่นมาอีกทีก็เป็นเวลาเที่ยงวัน
ข้างนอกลมยังคงพัดแรง ฝนยังคงตก ปริมาณคนเดินเท้าบนถนนน้อยกว่าเมื่อเช้ามาก ทุกคนต่างเร่งรีบกลับบ้านไปเตรียมอาหารค่ำวันสิ้นปี เหมือนกับนกที่เหนื่อยล้าบินกลับรัง
พอลุกจากเตียง กินข้าวเที่ยงไปได้แค่คำเดียว หร่วนซิ่วฉิน ก็มอบหมายภารกิจให้เขา ไปรับปลาแบ่งที่บ้านหัวหน้ากลุ่มหน่วยการผลิต ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ
หมู่บ้านซ่าง มีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง แต่ละหน่วยการผลิต จะมีบ่อปลาสาธารณะของตัวเอง แล้วให้ชาวบ้านเช่าเลี้ยง มีกฎระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้รับเหมา ไม่ว่าจะได้กำไรหรือขาดทุน ทุกสิ้นปี สมาชิกในหน่วยการผลิต ทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านจะสามารถแบ่งปลาได้คนละครึ่งชั่ง
อย่างครอบครัวจางมี 4 ปากในทะเบียนบ้าน หลายปีมานี้ทุกครั้งจะได้ปลาฟรี 2 ชั่ง
ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำอยู่ไม่ไกล ระยะทางตรงประมาณ 300 เมตร ถ้าข้ามสะพานอ้อมไปก็ไม่เกิน 500 เมตร พอจางเซวียนกางร่มผ้าดิบสีดำไปถึงบ้านหัวหน้าหน่วยการผลิต ก็เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งหมดต่างก็มารอรับปลา
พอแจ้งความประสงค์ เซ็นชื่อประทับรอยนิ้วมือ ปลา 2 ชั่งก็ตกเป็นของเขา
หลังจากเซ็นชื่อเสร็จ เขาก็เบียดเข้าไปเลือกปลาในอ่างอาบน้ำใบใหญ่ สุดท้ายก็เลือกปลาเฉาตัวหนึ่ง หนัก 2 ชั่ง 8 ตำลึง
หัวหน้าหน่วยการผลิต เป็นญาติฝั่งพ่อของเขา เป็นอาแท้ๆ เขาหยิบตาชั่งขึ้นมาชั่งดูแล้วพูดว่า “ต้องจ่ายเงินส่วนที่เกิน 8 ตำลึงนะ”
จางเซวียน พยักหน้าตกลง
ตอนนั้นเอง ภรรยาของอาก็เดินเข้ามา เอาเชือกฟางร้อยเหงือกปลาอย่างคล่องแคล่ว แล้วยัดใส่มือจางเซวียน พลางบอกว่าเป็นคนกันเอง ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนเกิน
อาของเขาเป็นคนขี้เหนียว ทันใดนั้นก็ทำท่าจะไม่พอใจ แต่พอสบเข้ากับสายตาพิฆาตของภรรยาตัวเอง ก็ทำได้เพียงสูบยาเส้นในมือต่อไปอีกอึกใหญ่ แล้วมองจางเซวียน หิ้วปลาเดินจากไปตาละห้อย
จริงๆ แล้ว เขาก็แค่อยากจะยั่วโมโหอาที่ขี้เหนียวคนนี้เล่นเท่านั้น พอกลับถึงบ้าน เขาก็บอกให้พี่สาวเอาเงินส่วนต่างไปให้อยู่ดี
ครอบครัวจางจะยากจนก็ส่วนยากจน แต่ศักดิ์ศรีก็ต้องมี ไม่ใช่เงินหลายร้อยหลายพันหรือหลายหมื่น จะไปเบี้ยวเขาได้อย่างไร มันเสียชื่อเสียงเปล่าๆ
โอวหยางหย่ง ในฐานะว่าที่ลูกเขย บ่ายวันนี้ก็ได้นำของไหว้สิ้นปีมามอบให้ตามธรรมเนียม ซึ่งก็คือเครื่องเซ่นมาตรฐานสามอย่าง ไก่ ปลา และเนื้อ
ไก่เป็นไก่ตัวผู้ขนสีแดงสดตัวใหญ่หนักเจ็ดชั่ง หงอนไก่สีแดงสดใสน่ามอง ปลาเป็นปลาเฉาตัวใหญ่หนักห้าชั่งกว่า ส่วนเนื้อหมูก็ไม่น้อย กะด้วยสายตาแล้วไม่น่าต่ำกว่าสี่ชั่ง
ใจป้ำ! ใจกว้างมาก!
การที่พี่สาวได้แต่งงานกับครอบครัวโอวหยาง ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว จางเซวียนไม่เคยเห็นหยางเอินเต๋อ ใจกว้างขนาดนี้มาก่อน
ไม่ใช่ว่าเขาโลภเล็กโลภน้อยอะไร แต่แค่ส่งของไหว้สิ้นปี เอาไก่มาครึ่งตัวกับเนื้อเจ็ดตำลึงนี่กล้าส่งมาได้ยังไง? แต่หยางเอินเต๋อ ก็ทำแบบนั้นจริงๆ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องน่าอับอายครั้งใหญ่ของหมู่บ้านซ่าง ถูกคนนอกเอาไปนินทาเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารสืบต่อกันมาหลายสิบปี
ปีก่อนๆ ในวันสิ้นปี จางเซวียน จะต้องช่วยฆ่าไก่ทำกับข้าว แต่ปีนี้มีหร่วนเต๋อจื้อ เพิ่มมาอีกคน หร่วนซิ่วฉิน เลยบังคับให้เขากลับเข้าห้องไปอ่านหนังสือ
‘ไม่มีอิสระเอาซะเลย วันสิ้นปีแท้ๆ ฉันแค่อยากจะพักผ่อนหน่อยก็ไม่ได้หรือไง?’ เขานั่งอยู่บนม้านั่งยาว บ่นกับโจว ฮุ่ยหมิ่น ด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับที่ใช้พูดคุยกับภรรยา
โจว ฮุ่ยหมิ่น บนผนังไม่ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มโชว์ฟันขาวสวยให้เขา เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากจะอยู่ตรงกลางระหว่างแม่สามีกับสามี
ตอนเย็นเมฆครึ้มปกคลุม หมอกลงจัด ลมภูเขาพัดมาที อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นขึ้น นี่สิถึงจะดูเหมือนบรรยากาศวันสิ้นปีหน่อย
หกโมงกว่า หร่วนซิ่วฉิน ก็ไล่จางเซวียน ไปอาบน้ำ จากนั้นก็หยิบรองเท้าผ้าพื้นหนาทำเองคู่ใหม่เอี่ยม และชุดใหม่ทั้งชุดมาให้เขา แล้วบอกให้เขาเปลี่ยนด้วยความดีใจ
นี่เป็นธรรมเนียมประจำทุกปีที่เรียกว่า ‘การเริ่มต้นใหม่’ ต่อให้ที่บ้านจะยากจนข้นแค้นแค่ไหน หร่วนซิ่วฉิน ก็จะกัดฟันยืนหยัดทำมัน
ไม่ช้าไม่เร็ว พอถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง ครอบครัวจางก็จุดประทัดทันที จากนั้นก็เห็นหร่วนซิ่วฉิน ถือธูปสามดอกคุกเข่ากราบไหว้หน้าแท่นบูชาบรรพบุรุษ พลางเสี่ยงทายและเผากระดาษเงินกระดาษทอง ปากก็พึมพำอธิษฐาน ขอให้บรรพบุรุษคุ้มครองให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ผู้คนและทรัพย์สินปลอดภัย
สุดท้าย เธอมักจะเรียกสามีและลูกชายคนโตที่เสียชีวิตไปแล้วให้มากินเยอะๆ กินดีๆ แถมยังกำชับพ่อลูกคู่นี้ว่าอย่าไปทะเลาะกับใครในปรโลก ถ้าขาดเงินก็ให้มาเข้าฝันเธอ เธอจะเผาไปให้
อาหารค่ำวันสิ้นปีมีสิบสองถ้วย คนในหมู่บ้านเรียกเพื่อความเป็นสิริมงคลว่า ‘รุ่งเรืองทุกเดือน’
ไก่ ปลา เนื้อ สามอย่างนี้ต้องมี ไข่ม้วน เลือดหมูตุ๋นหัวไชเท้า ก็ไม่เคยขาด ส่วนกับข้าวอื่นๆ ก็หามาเติมให้ครบ 12 ถ้วยก็พอ
ถ้าที่บ้านจนจริงๆ จะตักกับข้าวอย่างเดียวกันใส่สองถ้วยก็ได้ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวจางก็ทำแบบนี้ หร่วนซิ่วฉิน ทำได้ 9 อย่างก็ไปต่อไม่ไหวแล้ว สุดท้ายเลยต้องตักของที่ซ้ำกันมาเติม
ตามคำสั่งของหร่วนซิ่วฉิน กับข้าวทุกอย่างต้องกินอย่างน้อยหนึ่งตะเกียบ เธอบอกว่านี่คือการรับโชคลาภ
โดยเฉพาะปลาเต้าหู้ต้องกินเยอะหน่อย จะได้มีเหลือกินเหลือใช้ ถือเป็นเคล็ดที่ดีมาก
โชคดีหรือไม่โชคดีจางเซวียน ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เขากินซะเต็มคราบ เหล้าหวานกินคู่กับกับข้าว มันเยิ้มเต็มปาก นี่เป็นมื้อที่เขากินอย่างมีความสุขที่สุดนับตั้งแต่เกิดใหม่
คืนนี้เขาได้อั่งเปาสองซอง หร่วนซิ่วฉิน ให้ 2.2 หยวน หร่วนเต๋อจื้อ ให้ 22 หยวน ถึงยุงจะตัวเล็กแต่ก็เป็นเนื้อ จางเซวียน แกล้งทำเป็นดีใจมากที่ได้รับ แล้วก็แอบยัดเงินทั้งหมดคืนให้แม่ของเขาอย่างรู้งาน
ไม่ให้ก็ไม่ได้! เดี๋ยวอีกไม่กี่วันแม่ก็หาเรื่องมาทวงคืนอยู่ดี เป็นแบบนี้ทุกปีตั้งแต่เล็กจนโต สู้รีบรู้ตัวแต่เนิ่นๆ ดีกว่า
ไม่มีมือถือ ไม่มีทีวี ไม่มีรายการบันเทิง สี่คนกินอาหารค่ำวันสิ้นปีเสร็จ ก็นั่งล้อมกระถางถ่านไฟ ปิ้งไฟ กินเมล็ดฟักทองกับถั่วลิสง คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เตรียมตัวอยู่ข้ามคืนจนถึง 12 นาฬิกา
ต่อมาไฟก็ดับ โชคดีที่หร่วนซิ่วฉิน ที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีได้เตรียมเทียนสีแดงไว้หนึ่งกำ คราวนี้เธอใจป้ำเป็นพิเศษ จุดถึงสองเล่ม แสงเทียนสว่างไสวขับไล่ความมืดในห้องโถงกลาง จนสว่างจ้า สะท้อนใบหน้าทั้งสี่คนที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
เที่ยงคืนตรง ในขณะที่ครอบครัวจางทั้งสี่คนกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุขเกี่ยวกับสินสอดทองหมั้นในงานแต่งงานของจางผิง ในปีหน้า ก็มีเสียงเอะอะโวยวายและเสียงทะเลาะวิวาทดังมาจากบ้านสี่ประสานเก่าที่อยู่ห่างออกไป 400 เมตรตามถนน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้
เสียงกรีดร้องนั้นดังมาก ราวกับหัวใจจะสลาย คนในหมู่บ้านซ่าง กว่า 3,000 ครัวเรือนน่าจะได้ยินกันเกือบทั้งหมด
จางเซวียน เพิ่งจะนึกขึ้นได้ ในวินาทีนี้เองที่ความทรงจำของเขาย้อนไปถึงเรื่องไร้สาระเรื่องนั้น
ถ้าความทรงจำที่มาช้าของเขาไม่ผิดพลาด: ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ มีสองครอบครัวตีกันเพราะแย่งกันตักน้ำจากบ่อในจังหวะแรกของเวลาเที่ยงคืนเพื่อเอาเคล็ด แล้วพลาดพลั้งทำคนตาย
แถมยังเป็นพี่สะใภ้ตีสีกน้องสามีตาย
จริงๆ แล้วจางเซวียน รู้ดีว่าเหตุการณ์นี้มีเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง ไม่ใช่แค่การแย่งตักน้ำธรรมดา
พูดไปก็ไม่น่าเชื่อ สาเหตุที่แท้จริงคือพี่สะใภ้กับน้องสามีแอบลักลอบเป็นชู้กัน และเกิดมีความรู้สึกต่อกันขึ้นมา
แต่หลังจากลักลอบคบหากันได้ประมาณครึ่งปี ฝ่ายน้องชายก็รู้สึกผิดต่อพี่ชาย เลยขอเลิกกับพี่สะใภ้
แต่ฝ่ายพี่สะใภ้กลับรักน้องสามีคนนี้หัวปักหัวปำ ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ เธอพยายามขอคืนดีกับน้องสามีหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง ความรักจึงแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น
และในระหว่างที่แย่งกันตักน้ำครั้งนี้ เธอก็เลยถือโอกาสอาละวาดอย่างหนัก ใช้ไม้คานหาบน้ำฟาดไปที่ขมับของน้องสามีอย่างจงใจ
โอ้โห! พ่อเจ้าประคุณ ทีเดียวถึงฆาต!
ข้างนอกเกิดความโกลาหลวุ่นวาย คนที่กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำต่างก็พากันวิ่งไปมุงดูเหตุการณ์
หร่วนซิ่วฉิน ห้ามทุกคนไม่ให้ไปดู เธอบอกว่าวันสิ้นปี เดี๋ยวจะติดโชคร้ายไปด้วย ครอบครัวจางทั้งสี่คนเลยได้แต่ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ชะเง้อมองดูเหตุการณ์ และพูดคุยซุบซิบกับเพื่อนบ้านเป็นระยะ
ไม่นานนัก ก็เห็นกลุ่มคนหามแคร่ไม้ไผ่วิ่งมาอย่างลนลานไปยังคลินิกในตัวเมือง บนแคร่ปูด้วยผ้านวมหนาๆ และมีร่างของชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่านอนคอพับคออ่อนอยู่
“เข้าบ้านไปเถอะ” หลังจากมองดูอยู่ครู่หนึ่ง หร่วนซิ่วฉิน ที่ทนเห็นภาพแบบนี้ไม่ได้ก็มีอารมณ์หดหู่ เธอผลักทั้งสามคนเข้าบ้าน แล้วเห็นว่าลมข้างนอกแรงเกินไป จึงปิดประตูบ้านลงกลอน
แต่หลังจากเข้าบ้านได้ไม่ถึง 20 นาที ก็มีคนมาเคาะประตูบอกข่าวทีละบ้านว่าชายคนนั้นสิ้นใจแล้ว เดี๋ยวตอนที่หามศพกลับมาผ่านหน้าบ้านใคร ขอให้ทุกคนออกมาจุดประทัดด้วย
จริงๆ แล้วนี่เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ ศพผ่านหน้าบ้านใคร เจ้าของบ้านนั้นก็จะจุดประทัดหนึ่งสายเพื่อส่งวิญญาณ แต่ก็ไม่ใช่การจุดให้ฟรีๆ หลังจากเสร็จงานแล้ว พวกเขาจะได้รับผ้าขนหนูหนึ่งผืนกับบุหรี่หนึ่งซองเป็นการตอบแทน
ในคืนส่งท้ายปีเก่า หร่วนซิ่วฉิน และหร่วนเต๋อจื้อ สองพี่น้องนั่งคุยรำลึกความหลัง พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต วัยเด็กที่สดใส ทั้งสองดูเหมือนมีเรื่องคุยกันไม่รู้จบ พูดไปก็ร้องไห้ไป พูดไปก็หัวเราะไป ต่อมาเมื่อคุยกันถูกคอ ก็พากันไปหาอะไรมากินเพิ่ม แถมยังดื่มเหล้าขาวไปอีกคนละถ้วยใหญ่
จางผิง เองก็เข้ามาร่วมวงด้วย หลังจากดื่มเหล้าขาวไปครึ่งถ้วย หน้ากับคอของเธอก็แดงก่ำยิ่งกว่าก้นลิง เธอนั่งตัวโยกไปมา สุดท้ายก็มุดลงไปใต้โต๊ะ เมาหลับไม่รู้เรื่อง