บทที่ 145 เส้นทางความรู้สึกของเสี่ยวสืออี
บทที่ 145 เส้นทางความรู้สึกของเสี่ยวสืออี
ขณะที่หยางม่านจิงหยิบแก้วใบใหม่ออกมาและกำลังใส่ใบชา เสี่ยวสืออีก็แอบเดินเข้ามาเงียบๆ อย่างกะทันหัน
เสี่ยวสืออีพูดเสียงเบา "ฉันทำเอง เธอไปพักเถอะ"
หยางม่านจิงนึกว่าหูฝาด จึงถามด้วยความตกใจ "นี่ชงชาให้ลูกพี่ลูกน้องฉันนะ เธอจะทำเหรอ?"
เสี่ยวสืออีกระพริบตา "ฉันทำเอง"
คราวนี้หยางม่านจิงมั่นใจแล้วว่าไม่ได้หูฝาด ทันใดนั้นเธอก็ถึงกับไปไม่เป็น!
ไปไม่เป็นจริงๆ!
นี่ใช่เสี่ยวสืออีที่คบหากับตัวเองมาเกือบ 20 ปีคนนั้นหรือเปล่า?
รู้จักยกน้ำยกชาบริการคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
คนตรงหน้านี้ยังใช่เสี่ยวสืออีผู้หัวสูงเสียดฟ้าคนเดิมจริงๆ หรือ?
จะเล่นตลกก็ไม่น่าเล่นแบบนี้มั้ง?
จะเล่นก็อย่าจริงจังขนาดนี้สิ!
หยางม่านจิงเหลือบมองลูกพี่ลูกน้องบนโซฟาแวบหนึ่ง แล้วเอามือป้องปากถามเสียงเบา "เธอทำอะไรอยู่? คงไม่ได้ชอบลูกพี่ลูกน้องฉันเข้าจริงๆ หรอกนะ?"
เสี่ยวสืออีถามกลับพร้อมรอยยิ้ม "ถ้าฉันชอบลูกพี่ลูกน้องเธอ เธอจะช่วยฉันไหม?"
หยางม่านจิงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น "ไม่ช่วย"
เสี่ยวสืออีพูดด้วยจังหวะไม่เร็วนัก ถามเนิบๆ ว่า "ทำไมล่ะ?"
หยางม่านจิงทำท่าทางเป็นกังวลแล้วพูดว่า "ฉันรู้สึกว่าเธอไม่ได้จริงใจ ฉันกลัวเธอจะปั่นหัวลูกพี่ลูกน้องฉันจนเสียคน"
เสี่ยวสืออีเลิกคิ้วขึ้น "ทำไมเธอไม่กังวลว่าเขาจะปั่นหัวฉันบ้างล่ะ?"
หยางม่านจิงไม่เชื่อ "เขามาจากในหุบเขา จะไปสู้รบปรบมือกับเธอได้ยังไง"
ตอนนั้นเองน้ำเดือดพอดี เสี่ยวสืออีเทน้ำใส่แก้วจนเต็มแล้วพูดกับหยางม่านจิงว่า "อย่าตามมานะ"
หยางม่านจิง "......"
***
ความจริงแล้ว การที่วันนี้เสี่ยวสือตือรือร้นและผิดปกติไปจากเดิมขนาดนี้มันมีเหตุผล
เมื่อวานช่วงอาหารเย็น
หลังจากฉินเยว่หมิงทำกับข้าวเสร็จ ก็เดินไปเรียกซูจิ้นที่ห้องหนังสือมากินข้าว
ตอนนั้นซูจิ้นแม้จะขานรับปากเปล่า แต่ตัวกลับนั่งนิ่งไม่ขยับ สองมือประคอง เหรินหมินเหวินเสวีย อ่านอย่างจดจ่อ
ไม่สิ! พูดแบบนี้ก็ยังไม่ถูกต้องนัก
คำว่าจดจ่อยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายสภาวะของซูจิ้นในตอนที่อ่านเรื่อง เฟิงเซิง จนถึงจุดพีคได้
ถ้าจะพูดให้เว่อร์หน่อย ใช้คำว่าธาตุไฟเข้าแทรกมาบรรยายอาจจะเหมาะสมกว่า
เรียกครั้งแรก ซูจิ้นไม่ขยับ
เรียกครั้งที่สอง ซูจิ้นก็ยังไม่ขยับ
ฉินเยว่หมิงจึงเดินเข้าไปเรียกครั้งที่สาม ซูจิ้นก็ยังรับปากดิบดี แต่ก็ยังไม่ขยับอยู่ดี
พอเห็นว่ากับข้าวเริ่มจะเย็นแล้ว ฉินเยว่หมิงก็เริ่มมีน้ำโห จึงสั่งเสี่ยวสืออีที่กำลังซดน้ำซุปไปแล้วครึ่งชามบนโต๊ะอาหารทันที
"ไป! ไปเรียกพ่อแกมากินข้าว"
เสี่ยวสืออีไม่อยากขยับตัวเลยสักนิด แต่พอเห็นท่าทางของแม่บังเกิดเกล้าที่สื่อว่า ‘ถ้าแกกล้าขัดคำสั่งฉัน ฉันจะระเบิดลงให้ดู’ ก็จำใจลุกขึ้นเดินไปที่ห้องหนังสือ
"พ่อ กินข้าวได้แล้ว ถ้ายังไม่ไปแม่เสือสาวบ้านเราจะอาละวาดแล้วนะ"
"อืม" ซูจิ้นขานรับ พอเห็นลูกสาวสุดที่รักมาตามด้วยตัวเอง ก็ยอมวาง เหรินหมินเหวินเสวีย ลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ซูจิ้นลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ขยับแข้งขยับขา แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะพึมพำกับตัวเองประโยคหนึ่ง "เขียนดีจริงๆ!"
สำหรับนิสัยของพ่อตัวเองที่รักการอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และพอได้อ่านทีไรก็มักจะโอ้เอ้ชักช้า เสี่ยวสืออีเห็นจนชินชาไปนานแล้ว
เรียกว่ามีภูมิคุ้มกันแล้วด้วยซ้ำ
นี่เป็นเหตุผลที่ตอนแรกเธอไม่อยากเข้ามาตาม
เดิมทีเสี่ยวสืออีไม่ได้ใส่ใจคำเปรยของพ่อนัก
แต่ทว่าจังหวะที่สายตาของเธอกวาดผ่าน เหรินหมินเหวินเสวีย บนโต๊ะโดยไม่ตั้งใจ เธอก็ชะงักไป
ซานเยว่?
เธอถึงกับเห็นนามปากกา ซานเยว่ บนปกเหรินหมินเหวินเสวีย
ตะลึงไปไม่กี่วินาที เสี่ยวสืออีรีบขยับเข้าไปใกล้แล้วหยิบเหรินหมินเหวินเสวียขึ้นมาดูให้ชัด
ไม่ผิดแน่!
บทความที่พ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองอ่านจนวางไม่ลง ชื่อผู้แต่งคือ ซานเยว่ จริงๆ
ลงชื่อว่า ซานเยว่ ?
ซานเยว่คนนี้ คือซานเยว่คนเดียวกับที่อยู่ในนิตยสารจืออินหรือเปล่า?
เสี่ยวสืออีพกความสงสัยนี้ พลางดูชื่อนิตยสาร ที่แท้ก็ชื่อ เหรินหมินเหวินเสวีย
เธอมั่นใจมากว่านี่คือสิ่งพิมพ์ฉบับใหม่ เมื่อก่อนที่บ้านไม่เคยบอกรับสมาชิกมาก่อน
เธอยืนนิ่งมองนามปากกา ซานเยว่ อยู่ไม่กี่วินาที ถัดมา เสี่ยวสืออีก็เงยหน้าถามซูจิ้น
"พ่อ พ่อเริ่มรับนิตยสารเหรินหมินเหวินเสวียตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ซูจิ้นยืดขาแล้วพูดว่า "นี่ไม่ใช่ของที่บ้านเราสั่ง พ่อเอามาจากที่ทำงาน"
"อ้อ" พอไม่ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ เสี่ยวสืออีก็ผิดหวังเล็กน้อย แล้วถามต่อทันที "บทความนี้เขียนดีมากเหรอ?"
พอพูดถึงเรื่องนี้ ซูจิ้นก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที "ดี ดีมากๆ! สนุกกว่าดูหนังเสียอีก ผู้แต่งคนนี้เป็นอัจฉริยะชัดๆ บรรยายตัวละคร สภาพแวดล้อม และจิตใจได้แปลกใหม่มาก สร้างอารมณ์ร่วมได้สุดยอดจริงๆ ผลงานวรรณกรรมที่เต๋อจื้อแนะนำคราวนี้ทำเอาพ่อเซอร์ไพรส์จริงๆ"
"ลุงหร่วนแนะนำเหรอ?" เสี่ยวสืออีจับประเด็นสำคัญได้ทันที
ซูจิ้นพูดอย่างมีความสุข "ใช่ ลุงหร่วนของลูกแนะนำให้พ่อเมื่อวันสองวันก่อน บอกว่าผลงานวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่เลว ให้พ่อลองอ่านดู
ตอนนั้นพ่อยังไม่ได้สนใจ วันนี้พ่ออยู่ที่ออฟฟิศ เห็นลุงเฉาของลูกอ่านเรื่องนี้จนลืมโลก พ่อถึงนึกขึ้นได้เลยลองเอามาอ่าน ไม่ดูไม่รู้พอดูแล้ววางไม่ลงจริงๆ"
พูดไปซูจิ้นก็เดินออกจากห้องหนังสือ แต่ตอนเดินไปก็ยังอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นชมเชยอีกรอบ "เขียนดีจริงๆ!"
มองแผ่นหลังของพ่อบังเกิดเกล้าที่เดินจากไป เสี่ยวสืออีก็ยืนเหม่อมองนามปากกา ซานเยว่ อีกครู่หนึ่ง
ลุงหร่วนเป็นคนแนะนำ?
งั้นซานเยว่คนนี้ก็คือซานเยว่คนนั้นงั้นเหรอ? ซานเยว่สองคนนี้คือคนคนเดียวกันหรือเปล่า?
คือจางเซวียนเหรอ?
เสี่ยวสืออีพลันเกิดลางสังหรณ์ว่า ซานเยว่สองคนนี้อาจจะเป็นคนคนเดียวกัน นั่นก็คือจางเซวียน
แต่ว่า...???
เสี่ยวสืออีเดินออกจากห้องหนังสือกลับไปที่โต๊ะอาหารพร้อมกับเครื่องหมายคำถามเต็มหัว
ก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ
แต่พอกินไปได้ครึ่งทาง ในที่สุดเสี่ยวสืออีก็อดรนทนไม่ไหว ถามซูจิ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย "พ่อ เมื่อกี้พ่อบอกว่านั่นเป็นผลงานวรรณกรรม? ไม่ใช่นวนิยายเหรอ?"
"มันคือนวนิยาย แต่มันไม่ใช่นวนิยายทั่วไป นวนิยายดาดๆ ไม่มีคุณสมบัติพอจะได้ลงตีพิมพ์ในเหรินหมินเหวินเสวียหรอก" พอเห็นลูกสาวสับสน ซูจิ้นที่อารมณ์ดีอยู่จึงอธิบายสถานะอันสูงส่งของ เหรินหมินเหวินเสวีย ในวงการวรรณกรรมให้ฟัง
วรรณกรรม?
ผลงานวรรณกรรม?
เสี่ยวสืออีฟังจบก็เงียบกริบ! เงียบสนิท! ราวกับเซลล์ทั่วร่างกายเข้าสู่ภาวะจำศีล
แวบแรกเธอคิดว่าตัวเองอาจจะคิดผิดไป จางเซวียนอายุน้อยขนาดนั้น ยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ จะเขียนผลงานวรรณกรรมออกมาได้ยังไง?
แต่ในชั่วพริบตาถัดมา ลางสังหรณ์ก็บอกเธออีกว่า มีความเป็นไปได้จริง ๆ ว่าจะเป็นจางเซวียน
เหตุผลง่ายมาก จางเซวียนเป็นนักเขียนขาประจำของนิตยสารจืออินมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว เรื่องนี้เองก็แสดงความไม่ธรรมดาออกมาแล้ว มันเกินขอบเขตการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว
เพราะเมื่อปีก่อนทุกคนต่างก็วุ่นวายอยู่กับการเตรียมสอบเอนทรานซ์แทบเป็นแทบตาย แต่เขากลับมีอารมณ์สุนทรีย์มาเขียนงาน ที่สำคัญคือดันเขียนแล้วดังเสียด้วย
นี่คือข้อสงสัยข้อที่หนึ่ง พิสูจน์ว่าไม่อาจมองจางเซวียนด้วยสายตาปกติได้
ข้อสงสัยข้อที่สอง คือลุงหร่วนเป็นคนแนะนำ
ข้อสงสัยข้อที่สาม นามปากกาก็ชื่อ ซานเยว่ เหมือนกัน
เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นเรื่องเดียวบนโลก เธอพอรับได้ แต่ความบังเอิญที่เกิดขึ้นซ้ำสองซ้ำสามในเรื่องเดียวกัน
นั่นย่อมไม่ใช่ความบังเอิญอีกต่อไป!
เสี่ยวสืออีพกความคิดแบบนี้ไว้จนกินข้าวเย็นเสร็จโดยไม่รู้รสชาติ กลืนๆ ลงไปอย่างแกนๆ
รีบล้างหน้าแปรงฟัน พอกลับถึงห้อง เธอก็เริ่มอ่าน เฟิงเซิง ในเหรินหมินเหวินเสวีย
เขียนดีจริงๆ! คนแต่งมีพรสวรรค์จริงๆ! นี่คือความรู้สึกของเสี่ยวสืออีหลังจากอ่านส่วนเริ่มต้นจบ
จากนั้นเธอก็ตกอยู่ในความสงสัยอีกครั้ง...
ประโยคที่กระชับขนาดนี้ สำนวนที่เก๋าเกมแบบนี้ โครงเรื่องที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ รวมไปถึงเทคนิคการสร้างสรรค์ที่ทำให้คนอ่านตาสว่างวาบ มาจากจางเซวียนจริงๆ น่ะเหรอ?
มาจากจางเซวียนคนที่เธอรู้จักคนนั้นน่ะหรือ?
คืนนี้ เสี่ยวสืออีนอนหงายมองเพดาน คิดทบทวนเรื่องราวมากมาย ร้อยเรียงความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ เข้าด้วยกัน