บทที่ 147 เชื่อเขาเลย หน้าหนากว่าเราอีก

บทที่ 147 เชื่อเขาเลย หน้าหนากว่าเราอีก
เสี่ยวสืออีกุมมือประสานไว้ที่หน้าท้อง สุดท้ายก็ถามด้วยน้ำเสียงที่ขึงขังเป็นพิเศษว่า "งั้นเพื่อนนักเรียนจางเซวียน ฉันเคยยั่วยวนนายขึ้นเตียงหรือเปล่า?"
ฟังดูสิ!
ฟังดูสิว่านี่ใช่ภาษาคนไหม?
เจอคำถามกวนประสาทสามดอกติด บวกกับใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าลวดลายแกะสลักภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง จางเซวียนโกรธจนแทบกระอักเลือด
ไม่เคยเจอใครหน้าไม่อายขนาดนี้มาก่อน
หน้าหนายิ่งกว่าเขาเสียอีก
เชื่อเขาเลย!
แต่สิ่งที่เธอพูดมามันผิดตรงไหนไหม?
ดูเหมือนจะไม่ผิดจริงๆ ด้วย
แต่จางเซวียนก็ยังอดทน ข่มความรู้สึกอยากจะยื่นมือไปฉีกปากนั่นให้รู้แล้วรู้รอด
บ้าเอ๊ย กวนตีนชะมัด
จะลงไม้ลงมือก็ไม่ได้ จะเถียงก็ไม่แน่ว่าจะชนะ ช่างมันเถอะ ลูกผู้ชายไม่ทะเลาะกับผู้หญิง ไม่ถือสาหาความกับเธอก็แล้วกัน
จางเซวียนคิดอย่างหดหู่ในใจ แล้วก็ไม่สนใจเธออีก
พอเห็นเขาทำหน้าเหมือนท้องผูก เสี่ยวสืออีก็ยืดตัวตรง มือขวากำหลวมๆ หันหน้าไปทางสนามแบดมินตันแล้วยิ้มออกมาเงียบๆ แม้จะเป็นรอยยิ้มที่แนบเนียนและหายวับไปในพริบตา
แต่ความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องนั้นน่ะ ถ้าจางเซวียนมาเห็นเข้า รับรองว่าต้องจับเธอบิดเป็นเกลียวโป๊ตวงแน่
***
หลับไปหนึ่งตื่น
ข้างนอกฝนตกและลมกรรโชก เศษกระดาษและหนังสือพิมพ์เก่าๆ ปลิวว่อนในระดับต่ำ บางแผ่นแปะติดอยู่บนเสาไฟฟ้า บางแผ่นแปะอยู่บนกำแพง แต่ส่วนใหญ่ปลิวหายไปในที่ไกลๆ
วันนี้เป็นวันที่ 22 พฤศจิกายน วันเสี่ยวหาน (หิมะเล็ก)
จางเซวียนลืมตามองปฏิทินที่หัวเตียง อารมณ์ความรู้สึกยากจะบรรยาย
วันเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ตนเองกลับมาได้ปีครึ่งแล้ว
เหมือนจะได้ทำเรื่องใหญ่ๆ ไปตั้งเยอะ แต่ก็เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดคือตระกูลจางหลุดพ้นจากความยากจน และเงินฝากในธนาคารของเขาก็พุ่งไปถึงตัวเลขที่น่าตกใจคือ 1.26 ล้านหยวน
ซวงหลิงก็เหมือนชาติที่แล้ว ได้เป็นผู้หญิงของเขา
และยังมีหมี่เจี้ยน หวังว่าชาตินี้เขาจะได้ครอบครองเธอ และเธอก็จะได้ครอบครองเขา อย่าให้เป็นเหมือนชาติก่อนอีกเลย
"จางเซวียน โทรศัพท์!"
ในขณะที่จางเซวียนกำลังคิดฟุ้งซ่าน เสียงของหยางอิ๋งม่านก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
เสียงของหยางอิ๋งม่าน?
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มถึงกับตะลึง ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมท่าทีของป้าสะใภ้ คนนี้ถึงเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้?
เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย?
จริงๆ แล้วถ้ามองจากมุมมองที่เป็นกลาง มองจากมุมคนนอก หยางอิ๋งม่านในอดีตแม้จะดูถูกคนจนไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจไม่ได้เลย เพราะเมืองใหญ่กับชนบทในยุคนี้มันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ
คนที่เกิดและโตในเมืองอาจจะรับเรื่องบางอย่างของชนบทไม่ได้
แต่ความจริงก็คือสองครอบครัวสนิทกันมาก แต่เธอกลับทำร้ายจิตใจแม่ของเขา จางเซวียนรักแม่ก็ย่อมต้องโกรธแทนแม่ ในใจลึกๆ ย่อมไม่พอใจหยางอิ๋งม่านอยู่แล้ว
ความไม่พอใจนี้ไม่มีเหตุผลให้ต้องอธิบาย ไม่มีคำว่าน่าเห็นใจ ใครใช้ให้เขามีแม่แค่คนเดียวล่ะ
"จางเซวียน รับโทรศัพท์ แม่เธอโทรมา" เสียงดังขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง
"เออ มาเดี๋ยวนี้แหละครับ"
พอได้ยินว่าแม่โทรมา จางเซวียนก็ตื่นจากภวังค์ทันที ขานรับแล้วรีบสวมเสื้อผ้าลงจากเตียง
พอมาถึงห้องรับแขก เขาก็แปลกใจนิดหน่อย หยางม่านจิงตื่นแล้ว และเสี่ยวสืออีก็ดันมาอยู่ที่นี่ด้วย
มองนาฬิกาบนผนังโดยสัญชาตญาณ พับผ่าสิ แปดโมงครึ่งโดยไม่รู้ตัว
มิน่าล่ะ ถึงว่าในฝันได้เดตกับโจวฮุ่ยหมิ่นตั้งนานสองนาน
ขี้เกียจคิดมาก คว้าหูโทรศัพท์สีขาวขึ้นมาก็กรอกเสียงลงไป "แม่ กินข้าวเช้าหรือยังครับ ทำไมโทรมาแต่เช้าจัง?"
"กินแล้ว กินที่บ้านพี่สาวแกนั่นแหละ"
หร่วนซิ่วฉินที่อยู่ปลายสายพูดอย่างดีใจ "เมื่อเช้าพี่สาวแกคลอดแล้วนะ"
"ห้ะ?"
ตกใจไปวินาทีหนึ่ง จางเซวียนก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ถามรัวเป็นชุด "ไหนบอกว่าอีกหลายวันไง ทำไมคลอดก่อนกำหนดล่ะ ผู้ชายหรือผู้หญิง? ร่างกายพี่สาวเป็นไงบ้าง?"
หร่วนซิ่วฉินบอกข่าวดีอย่างเบิกบาน "ผู้ชาย ไอ้หนูจอมจ้ำม่ำหนักตั้ง 8 จิน ร่างกายพี่สาวแกแข็งแรงดี"
ดีใจสุดๆ สองแม่ลูกคุยสัพเพเหระกันอยู่พักหนึ่ง
สุดท้ายหร่วนซิ่วฉินก็พูดว่า "เด็กยังไม่ได้ตั้งชื่อ ทางแม่ยายกับพี่เขยแกหวังว่าแกจะช่วยตั้งชื่อให้หน่อย"
จางเซวียนชะงัก "แม่ ผมตั้งชื่อมันจะดีเหรอครับ ยังไงตระกูลโอวหยางก็ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่อีกตั้งเยอะ"
หร่วนซิ่วฉินมองซ้ายมองขวา กดเสียงต่ำพูดอย่างภูมิใจ "ทำไมจะไม่ดี นี่เป็นความคิดของบ้านตระกูลโอวหยางเอง พวกเขาบอกว่าแกเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นปัญญาชน เป็นเทพเหวินชวี่ซิงลงมาจุติ ใครๆ ก็อยากจะได้บารมีจากแกทั้งนั้น"
จางเซวียนพูดไม่ออก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงพูดว่า "ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมขอกลับไปคิดดูก่อน แล้วจะโทรบอกแม่นะ"
พูดจบ เขาก็เสริมว่า "แม่ ช่วยใส่ซองแดงแทนผมทีนะครับ ใส่เท่าไหร่แม่ดูตามสมควรเลย"
"ได้ เดี๋ยวแม่เอาไปให้แทนแกเอง" เงินจากมือลูกชายเปลี่ยนไปอยู่ในมือลูกสาว หร่วนซิ่วฉินผู้งกเงินยังพอรับได้
คุยเวิ่นเว้อกันอีกพักใหญ่ ทั้งสองถึงวางสาย
รู้สึกว่าคุยไปนานพอสมควร จางเซวียนมองไปที่หน้าจอเล็ก โอ้โห พระช่วย! คุยไปตั้งยี่สิบกว่านาที
หร่วนซิ่วฉินนี่ปีกกล้าขาแข็งแล้วจริงๆ
กล้าโทรศัพท์ทางไกลตั้ง 20 นาทีแล้ว!
ปีกกล้าขาแข็งจริงๆ!
คิดได้ดังนั้น จางเซวียนก็โทรหาโอวหยางหย่งอีกสาย ไม่ได้พูดอะไรมาก แค่แสดงความยินดี พูดจาดีๆ ยกยอปอปั้นไปชุดใหญ่
คำศัพท์ใหม่ๆ ไพเราะเสนาะหูพรั่งพรูออกมา ทำเอาโอวหยางหย่งดีใจจนแทบหาทิศหาทางไม่เจอ ได้แต่หัวเราะแหะๆ อยู่ตรงนั้น
ไอ้หยา คนชนบทยังหลอกง่ายอยู่นะ ไม่เหมือนสาวเมืองกรุงอย่างเสี่ยวสืออี รายนั้นหน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก
พอเห็นเขาวางหูโทรศัพท์ หร่วนเต๋อจื้อก็พูดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม "จางเซวียน รีบล้างหน้าแปรงฟันกินข้าวเช้า กินเสร็จเราจะได้รีบออกเดินทาง"
"ครับ" จางเซวียนรับคำ แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ คิดอยู่นานถึงนึกขึ้นได้ "ไม่ได้นัดกับครูเติ้งไว้ตอนเที่ยง 12 หรอกเหรอครับ ไปตอนนี้จะเช้าไปหรือเปล่า"
หร่วนเต๋อจื้ออธิบายว่า "เมื่อเช้าฉันออกไปเดินเล่นเจอต๋าชิงพอดี เขาไปนั่งเล่นที่บ้านเสี่ยวหลิว เดี๋ยวเราไปรับเขาที่นั่นแล้วไปพร้อมกันเลย"
เป็นอย่างนี้นี่เอง จางเซวียนพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก รีบวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำไป
กินข้าวเช้าเสร็จ รถตู้ที่บรรทุกจางเซวียน หยางม่านจิง เสี่ยวสืออี หร่วนเต๋อจื้อ และเติ้งต๋าชิงก็ออกเดินทาง
โยกไปโยกมา รถก็มาถึงกว่างโจวโดยไม่ทันรู้ตัว
"เอ๊ะ? นั่นหวังลี่ไม่ใช่เหรอ?"
ในชั่วขณะหนึ่ง เติ้งต๋าชิงที่มองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลาก็ชี้ไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งทางขวาหน้าแล้วพูดขึ้น
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนก็รีบหันไปมองทันที ที่หน้าบาร์มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นหวังลี่ที่แต่งหน้าจัดเต็มจริงๆ ในมือถือถุงใบใหญ่ ดูเหมือนกำลังรอรถอยู่
หร่วนเต๋อจื้อเห็นดังนั้นจึงถามขึ้นเองว่า "คนรู้จักเหรอ? จะไปไหน? ให้แวะรับไหม?"
เติ้งต๋าชิงหันกลับมามองที่ว่างในรถตู้ แล้วตอบว่า "เธอก็เป็นอาจารย์จงต้าเหมือนกัน สอนทรัพยากรบุคคล ถ้าได้ก็รับเธอไปด้วยเถอะ"
หร่วนเต๋อจื้อพยักหน้า จอดรถ
เห็นรถมาจอดตรงหน้า ตอนแรกหวังลี่ยังงงๆ แต่พอเห็นเติ้งต๋าชิงกวักมือเรียก ก็ขึ้นรถมาอย่างเปิดเผย
มองถุงในมือหวังลี่ เติ้งต๋าชิงก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "คุณซื้อเหล้ายี่ห้ออะไรมาอีกล่ะ? เรมี่ มาร์ติน? หรือหลุยส์ 13?"
หวังลี่ยิ้มทักทายทุกคน นั่งลงแล้วเปิดถุงให้เติ้งต๋าชิงดู "มีหมดแหละ"
จากนั้นเธอก็ถามหยอกเย้าว่า "คุณใจกล้าพอไหม กลับไปกล้าดื่มกับฉันหรือเปล่า?"
เติ้งต๋าชิงขยับแว่นตา หัวเราะตาม "ดูพูดเข้า บ้านเราสองคนรู้จักกันมาสิบกว่าปีแล้ว แค่ดื่มเหล้าจะมีอะไรไม่กล้า รอเถอะ กลับไปจะจัดกับคุณสักแก้วใหญ่ๆ"
ตอนนั้นเอง จางเซวียนจ้องมาร์แตล XO ในถุงกระดาษแล้วถามขึ้นทันที "อาจารย์หวัง มาร์แตลขวดนี้ราคาเท่าไหร่ครับ?"

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 147 เชื่อเขาเลย หน้าหนากว่าเราอีก

ตอนถัดไป