บทที่ 153 อัจฉริยะจริงๆ
บทที่ 153 อัจฉริยะจริงๆ
กลับจากห้องเรียนมาถึงหอพัก
ทันทีที่ก้าวเข้าประตู จางเซวียนวางหนังสือลงแล้วก็ถามขึ้นว่า "วันนี้ฉันเห็นสาวตงเป่ยคนนั้นไปแอบร้องไห้อยู่ในป่าข้างหอประชุมเล็ก มีผู้ใจบุญคนไหนบอกฉันได้บ้างว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
หลี่เจิ้งที่เดินตามเข้ามาพูดอย่างภาคภูมิใจว่า "เรื่องนี้ฉันรู้ ถามฉันสิ"
จางเซวียนสงสัย "ว่ามา"
เมื่อเห็นว่าคนทั้งหอพักต่างมองมาที่เขา หลี่เจิ้งก็พูดเหมือนจะทวงความดีความชอบ "นี่เป็นความลับมือหนึ่งที่ฉันไปสืบมาได้ คนอื่นไม่รู้หรอกนะ
เขาว่ากันว่าสาวตงเป่ย เผิงซานซาน คนนั้น น้ำหนักขึ้นมา 32 จินช่วงฝึกทหาร พอจบการฝึกทหารเธอก็ลดความอ้วนอย่างบ้าคลั่งมาสองเดือนเต็ม น้ำหนักลดจาก 164 จิน เหลือ 171 จิน จะไม่ให้ร้องไห้ได้ยังไง?"
จางเซวียนนั่งลงแล้วถาม "เผิงซานซานคนนี้ตอนนี้กินซาลาเปามื้อละกี่ลูก?"
หลี่เจิ้งชูมือสองข้างขยับไปมา "7 ลูก เขาว่ากันว่าถ้ากินน้อยไปลูกเดียวจะหิวจนตาลาย ฉันว่านะ กระเพาะของเธอคงครากไปแล้วตอนฝึกทหาร"
เว่ยจื่อเซินถามหลี่เจิ้ง "ฉันเป็นถึงกรรมการฝ่ายการเรียนยังไม่รู้เรื่องนี้เลย นายไปรู้เรื่องพวกนี้ละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง?"
หลี่เจิ้งหัวเราะ หึๆ "ข้าน้อยมีวิธีของข้าน้อย อย่าได้ถาม"
ว่านจวินทนดูไม่ได้ เลยแขวะไปว่า "รับรองว่าแอบไปจีบสาวคนไหนในห้องมาอีกแน่ๆ มันอาศัยว่าหน้าตาดี ไม่เคยทำเรื่องที่เป็นผู้เป็นคนหรอก"
หลี่เจิ้งเดาะลิ้น ไม่สนใจว่านจวิน แต่หันไปถามเสิ่นฝานแทน "วันนี้ ฟางเหม่ยจวน คนนั้นมาชวนนายไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดอีกแล้วใช่ไหม?"
เสิ่นฝานเกาหัว รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "นายอย่าเข้าใจผิด ฉันก็ไม่ได้ไปสักหน่อย"
โอวหมิงถามจางเซวียน "จางเซวียน เสี่ยวสืออีกับนายเป็นอะไรกัน? ทำไมเธอถึงชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ นายตลอดเลย?"
สิ้นเสียงคำถาม พวกสัตว์ป่าแห่งห้อง 303 ต่างหยุดกิจกรรมในมือพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มายืนออขวางประตู จ้องมองจางเซวียนเขม็ง
จ้องแบบตาถลน!
ดวงตาทั้งห้าคู่ ลูกตาสิบลูกนั้น...
แม่งเอ๊ย โคตรน่าสยดสยอง!
จางเซวียนนั่งแกว่งเท้าไปมา ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกนายอยากรู้จริงๆ เหรอ?"
เว่ยจื่อเซินเป็นพวกไฮเปอร์ที่สุด ทนเห็นเขาลีลาไม่ได้ เลยเร่งยิกๆ "ไอ้บ้า รีบๆ บอกมา ไม่งั้นฉันจะฉี่ใส่ที่นอนนาย"
จางเซวียนค้อนใส่เขาตาคว่ำ แล้วพูดว่า "ในเมื่อพวกนายใฝ่รู้ขนาดนี้ งั้นฉันจะบอกให้ พวกนายลองไปศึกษาดูนะ"
หลี่เจิ้งอึ้งไปหลายวินาที ก่อนจะเป็นคนแรกที่ได้สติ "เชี่ย จางเซวียน นายโคตรเจ้าชู้เลยว่ะ!"
คนอื่นๆ ยังทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
หลี่เจิ้งพูดเสริม "รอพวกนายมีแฟนครบ 9 คนภายใน 2 ปี เดี๋ยวก็รู้เองแหละ"
ตอนนั้นเองเสิ่นฝานก็พูดแทรกขึ้นมา "โอวหมิงถูกใจผู้หญิงอีกคนแล้ว"
จางเซวียนถาม "เด็กที่ไหน?"
เสิ่นฝานตอบ "เหมือนจะเป็นสาขาพยาบาล รายละเอียดฉันก็ไม่รู้ พวกนายถามโอวหมิงสิ"
เว่ยจื่อเซินอดไม่ได้ที่จะตบไหล่โอวหมิง "จริงดิ? ร้ายกาจขนาดนั้นเลยเหรอ?"
โอวหมิงพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าขาวๆ ของเว่ยจื่อเซิน ยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า "อะไรจริงอะไรเท็จ บอกแล้วว่าช่วงนี้ดวงนารีอุปถัมภ์กำลังพุ่ง แค่ไปกินข้าวเฉยๆ ยังเจอเนื้อคู่เลย จะมีอะไรปลอมได้?"
นี่มันอัจฉริยะชัดๆ จางเซวียนยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ถามโอวหมิงว่า "พวกนายคืบหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว? จับมือหรือยัง? แลกน้ำลายกันหรือยัง?"
โอวหมิงทำท่าทางสุขุมราวกับเซียนผู้หยั่งรู้ "ฉันจะลองดู คืนนี้ฉันนัดเธอไปดูหนังที่คณะภาษาต่างประเทศ ถึงตอนนั้นก็จะได้คำตอบเอง"
***
คาบ 5-6 ช่วงบ่ายเป็นวิชาจริยธรรม
คนสอนเป็นศาสตราจารย์ผู้หญิง ไม่มีใครกล้าลา ไม่มีใครกล้าโดด เพราะสามีของเธอเป็นถึงรองอธิการบดี ปกติโหดมาก
เขาลือกันว่าวิชาของเธอ ถ้าเช็คชื่อขาดสองครั้ง สอบปลายภาคปรับตกทันที แถมไม่มีสิทธิ์สอบซ่อมด้วย
ดูสิว่านี่ใช่สิ่งที่มนุษย์เขาทำกันไหม?
หลังจากนั่งอ่านหนังสือนิยายสายลับอย่างเรียบร้อยมาสองคาบ พอเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น จางเซวียนก็ถามว่านจวิน "ร้านตัดผมที่นายบอกคราวที่แล้วชื่ออะไรนะ? ฉันลืมไปแล้ว"
ว่านจวินถามอย่างกระตือรือร้น "จางเซวียน นายจะตัดผมเหรอ?"
จางเซวียนพยักหน้า "เอ้อ ผมเริ่มยาวแล้วน่ะ"
"ไป เดี๋ยวฉันพาไป" ว่าแล้วว่านจวินก็ฝากหนังสือไว้กับเว่ยจื่อเซิน แล้วเดินนำจางเซวียนออกไปอย่างห้าวหาญ
ทั้งสองเดินคุยสัพเพเหระ ทะลุออกประตูทิศเหนือ ไม่นานก็เจอร้านตัดผมในตรอกเล็กๆ
หน้าร้านตัดผมไม่ใหญ่นัก ลูกค้าก็งั้นๆ อ้อ จางเซวียนมองดูแล้ว เจ้าของร้านผู้หญิงก็หน้าตาธรรมดาๆ
เจ๊เจ้าของร้านดูจะสนิทสนมกับว่านจวิน พอเห็นเขาก็ตาเป็นประกาย รีบทักทายก่อน "วันนี้ไม่มีเรียนแล้วเหรอ?"
ว่านจวินตอบ "เรียนเสร็จแล้ว นี่เพื่อนร่วมหอผม เจ๊ตัดให้เนียนๆ หน่อยนะ"
"วางใจได้" เจ๊เจ้าของร้านตบหน้าอกรับประกัน แล้วหันมาถามจางเซวียน "จะสระก่อนไหม?"
จางเซวียนส่ายหน้า "ไม่ต้องครับ เมื่อเที่ยงเพิ่งสระมา เจ๊ตัดเลย"
พูดจบ จางเซวียนก็บอกทรงที่ต้องการไป
ถึงเจ๊แกจะชวนว่านจวินคุยจ้อไม่หยุด แต่ฝีมือถือว่าไม่เลวเลยจริงๆ ไม่ถึงสิบนาทีก็ตัดเสร็จ
จางเซวียนส่องกระจกซ้ายขวา รู้สึกพอใจมาก เลยถามว่า "เท่าไหร่ครับ?"
เจ๊เจ้าของร้านบอก "เธอมากับเจ้าจวิน จ่ายมา 8 เหมา ก็พอ"
จางเซวียนพยักหน้า ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบจ่ายเงินแล้วเดินออกมา
ตอนจะไป เจ๊เจ้าของร้านยังตะโกนไล่หลังมาว่า "วันหลังมาอีกนะ"
จางเซวียนยิ้มรับคำ
ข้ามถนน เข้าประตูทิศเหนือ จางเซวียนถามว่านจวินขึ้นมาดื้อๆ "คนบ้านเดียวกันเหรอ?"
ว่านจวินตอบ "เธอเป็นคนไป่เซ่อ ฉันเป็นคนกุ้ยหลิน ก็ถือว่าเป็นคนบ้านเดียวกันครึ่งนึง"
เห็นว่านจวินไม่อยากพูดเรื่องเจ๊เจ้าของร้านมากนัก จางเซวียนก็รู้งานไม่เซ้าซี้ เปลี่ยนเรื่องพูดว่า "ว่านจวิน ฉันยังมีธุระนิดหน่อย ไม่กลับหอนะ วันนี้ขอบใจมาก"
ว่านจวินยิ้มอย่างมีเลศนัยให้เขา "เข้าใจ เข้าใจ"
เข้าใจกะผีอะไรของนาย!
จางเซวียนขี้เกียจจะต่อปากต่อคำ โบกมือลาแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังหอพักอาจารย์
เดินขึ้นบันไดหิน จางเซวียนตะโกนเรียก "อาจารย์ อยู่บ้านไหม?"
ไม่มีเสียงตอบรับ
ตะโกนอีก "อาจารย์ อยู่บ้านไหม?"
ก็ยังเงียบ
จางเซวียนมองท่ออลูมิเนียมของเตาถ่านที่หน้าต่างมีควันลอยออกมา มั่นใจว่ามีคนอยู่แน่ จึงเพิ่มระดับเสียงตะโกน
"อาจารย์! อยู่ไหม? อาจารย์! อาจารย์!..."
"อยู่!"
คราวนี้พอสิ้นเสียงที่สาม ในที่สุดข้างในก็มีเสียงตอบกลับมา จากนั้นประตูก็เปิดออก หัวมันย่องหัวหนึ่งโผล่ออกมาจากช่องประตู
เหมือนจะได้กลิ่นลอยออกมาเลย จางเซวียนกลั้นหายใจถาม "อาจารย์ คุณทำอะไรอยู่? ถ้าคุณยังไม่ขานรับ ผมกะจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ กลางวันแสกๆ จุดเตาถ่าน ก็หัดเปิดหน้าต่างบ้างสิครับ"
เติ้งต๋าชิงแหงนมองปล่องควัน ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางโบกมือ "วางใจเถอะ ไม่ตายหรอก"
จากนั้นเขาก็พูดต่อ "เข้ามาในบ้านก่อน ข้างนอกมันหนาว"
สนิทกันขนาดนี้แล้ว จางเซวียนก็ไม่เกรงใจ เดินตามเข้าไป
ในห้องคลุ้งไปด้วยกลิ่นบุหรี่ ก้นบุหรี่เกลื่อนกลาดระเกะระกะเต็มพื้น จางเซวียนถึงกับพูดไม่ออก ชายโสดวัย 30 กว่าปีที่ไม่มีผู้หญิงคอยดูแลนี่มันดูไม่ได้เลยจริงๆ
กวาดตามองไปรอบๆ แล้วถาม "ศาสตราจารย์เสิ่นล่ะครับ?"
เติ้งต๋าชิงตอบว่า "แม่ฉันไปเซินเจิ้น น้องสาวบอกว่าอยากให้แม่ไปอยู่ด้วยสักพัก"
จางเซวียนหาที่นั่งมั่วๆ แถวเตาถ่าน แล้วจ้องกองต้นฉบับบนโต๊ะถาม "กำลังปั่นวิทยานิพนธ์เหรอ?"
เติ้งต๋าชิงรินชาร้อนให้เขาแก้วหนึ่ง "ใช่ เพื่อจะเร่งงานให้ทัน ตั้งแต่เมื่อคืนจนป่านนี้ยังไม่ได้นอนเลย"
จางเซวียนพลิกดูวิทยานิพนธ์ แล้วถามเลียบเคียง "คุณรับจ้างเขียนเล่มนึงได้เท่าไหร่?"
เติ้งต๋าชิงหัวเราะชอบใจ "ไอ้เด็กผี ฉลาดเป็นกรดเลยนะ รู้จนได้?"
จางเซวียนกลอกตา "ผมเดาไว้นานแล้วเถอะ คุณบอกว่าเล่นหุ้นเจ๊ง แถมยังชอบกินชอบดื่มขนาดนั้น เงินเดือนมันก็ตายตัว ถ้าไม่มีรายได้เสริมจะอยู่รอดได้ไง?"
"ก็จริงของนาย"
เติ้งต๋าชิงหัวเราะพลางบอกเขา "โดยทั่วไป วิทยานิพนธ์หนึ่งเล่มราคาประมาณ 800 ถึง 2,000 หยวน แต่ถ้ามีข้อกำหนดพิเศษ 4,000 ขึ้นไปก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้"
จางเซวียนรีบถามต่อ "วิทยานิพนธ์ทั่วไปแบบนี้ คุณใช้เวลาทำนานแค่ไหน?"
เติ้งต๋าชิงบอก "สถิติเร็วสุดของฉันคือครึ่งเดือน ปกติก็ประมาณหนึ่งเดือน บางเล่มที่ต้องพิถีพิถันหน่อย ใช้เวลาครึ่งปีก็เป็นเรื่องปกติ แต่พวกนั้นค่าจ้างจะสูงกว่า"
พูดเรื่องงานจบ เติ้งต๋าชิงก็ถามเขา "วันนี้มาผิดเวลานะ ว่ามา มีธุระอะไร?"
จางเซวียนรู้สึกเกรงใจนิดหน่อย "ช่างเถอะครับ คุณต้องปั่นงาน"
"อย่ามาลูกไม้นี้กับฉัน" เติ้งต๋าชิงดักคอ "งานฉันใกล้เสร็จแล้ว อีกอย่างมากก็ 30 นาที ว่ามาเถอะ นายมีเรื่องขอร้อง อาจารย์คนนี้จะทำเมินเฉยได้ไง"
เช้! เป็นคนใจสปอร์ตจริงๆ
จางเซวียนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ผมอยากไปดูบาร์กับร้านอาหารตะวันตกข้างนอกหน่อยครับ"
เติ้งต๋าชิงเข้าใจทันที "เพื่อเรื่องหัวเชื้อบรั่นดีน่ะเหรอ?"
จางเซวียนตอบว่าใช่
เติ้งต๋าชิงรวบรวมกองต้นฉบับ แล้วพูดห้วนๆ "ให้เวลาฉัน 30 นาที"
เห็นเขาก้มหน้าก้มตาไม่สนใจตัวเองแล้ว จางเซวียนนั่งจิบชาเงียบๆ จนหมด ก็นึกถึงเรื่องกางเกงในขึ้นมาได้ จึงลุกเดินขึ้นไปชั้นสอง
เปิดประตู สวมรองเท้าแตะลวกๆ แล้วพุ่งเข้าห้องน้ำ
เฮ้ย!
กางเกงในลายแผนที่หายไป จางเซวียนรื้อหาทั่ว ในห้องน้ำไม่ได้ตากไว้
จากนั้นไปดูระเบียง ที่ระเบียงก็ไม่มี...
ยังไม่ถอดใจ ไปดูที่หน้าต่างห้องต่างๆ ก็ยังไม่มี
ยืนขมวดคิ้วอยู่หน้าต่าง หายไปไหนฟะ? อย่าบอกนะว่าเอาไปทิ้งแล้ว?
พอคิดได้แบบนั้นเขาก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว นั่นมันกางเกงในตัวที่ใส่ตอน ครั้งแรก ของเขากับเหวินฮุ่ย (ในฝัน) เชียวนะ มันแบกรับความทรงจำและจินตนาการอันงดงามไว้นับไม่ถ้วน...
ค้นถังขยะทุกใบจนทั่ว ก็ยังไม่เจอ
สุดท้ายจางเซวียนเกิดเอะใจ วิ่งลงไปดูถังขยะใบใหญ่ชั้นล่าง หาไม้เขี่ยฝาเปิดดู
เฮ้ย! อยู่ในนี้จริงๆ ด้วย
อย่าถามว่าทำไมเขาถึงรู้ เพราะถุงขยะบ้านเขาไม่เหมือนสีของบ้านอื่น
มีแวบหนึ่ง เพื่อความสุขในภายภาคหน้า จางเซวียนคิดจะหิ้วถุงขยะนั้นกลับไป
แต่ก็รังเกียจว่ามันสกปรก!
ดวงตากลอกไปมา กลอกไปมา สุดท้ายก็ตัดใจ
เอาเถอะ ยังหนุ่มยังแน่น อีกไม่กี่วันเดี๋ยวก็มีใหม่
แค่เปลืองกางเกงในไปหน่อย...
จากนั้นเขาก็คิดได้ว่า ช่างมันเถอะ ตัวเองก็เป็นคนมีตังค์ เพื่อความสุข จะมาขี้เหนียวกับเรื่องแค่นี้ไม่ได้
ตกกลางคืน จางเซวียนตามเติ้งต๋าชิงไปบาร์ที่ใกล้ที่สุดสองแห่งและร้านอาหารตะวันตกอีกสามแห่งเพื่อเก็บข้อมูล ได้ราคาเหล้านอกมาบ้าง แต่ข้อมูลเชิงลึกกว่านั้นยังไม่ได้อะไร
ดูเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว เติ้งต๋าชิงพูดว่า "วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้เราค่อยไปไกลหน่อย สุดสัปดาห์เราจะไปย่านคนรวยใจกลางเมืองกัน ที่นั่นน่าจะมีสิ่งที่นายอยากได้"
"ได้ครับ วันนี้แค่นี้แหละ หาอะไรกินรอบดึกแล้วกลับกัน" เดินๆ หยุดๆ มาสองชั่วโมงกว่า จางเซวียนก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย ไม่อยากขยับแล้ว
เนื่องจากเติ้งต๋าชิงอดนอนมาวันกับอีกหนึ่งคืน ทั้งสองเลยไม่เลือกดื่มเหล้า และไม่สั่งอาหารยุ่งยาก กินบะหมี่เนื้อคนละชามง่ายๆ แล้วก็แยกย้าย
เติ้งต๋าชิงกลับหอพักอาจารย์
จางเซวียนกลับหอพักนักศึกษา จริงๆ เขาก็อยากไปนอนที่หอพักอาจารย์เหมือนกัน ที่นั่นมีห้องน้ำในตัว มีแอร์ แถมไม่ต้องทนดมกลิ่นเท้าเหม็นๆ สบายกว่าตั้งเยอะ
แต่ก็ไม่รู้ช่วงนี้เป็นบ้าอะไร เกิดเรื่องอะไรขึ้น?
สองสัปดาห์มานี้พวกสภานักศึกษาตรวจหอพักกันดุเดือดมาก อาจารย์ที่ปรึกษา หลู่หนี ก็ชอบมาบุกตรวจกะทันหัน
แม่งเอ๊ย ขัดความสุขฉันจริงๆ
เมื่อก่อนนะ วันจันทร์ถึงศุกร์ จะต้องมีสักคืนที่ซวงหลิงกลับมานอนเป็นเพื่อนเขาที่บ้านเช่า
แต่ดูตอนนี้สิ อย่าว่าแต่เธอเลย ตัวเขาเองยังต้องรีบแจ้นกลับหอทุกคืน
น่าเวทนาเหลือเกิน!
คุก 303
ตอนจางเซวียนเดินเข้าไป ก็เห็นว่านจวินโพกผ้าขนหนูที่หัว กำลังเต้นดิสโก้
อ้อ! ไม่ถูกสิ
ต้องบอกว่าว่านจวินกำลังเรียนเต้นดิสโก้กับเจ้าคนเจ้าสำราญอย่างเว่ยจื่อเซินต่างหาก
จางเซวียนนั่งลงแล้วถามเสิ่นฝาน "ว่านจวินไปหลงรักดิสโก้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อก่อนเห็นเป็นคนต่อต้านที่สุดในหอไม่ใช่เหรอ?"
เสิ่นฝานยื่นตังเมมันเทศให้เขาชิ้นหนึ่ง แล้วตอบว่า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่านจวินดูคึกผิดปกติมาครึ่งเดือนแล้ว พอกลับถึงหอก็ลากเว่ยจื่อเซินมาสอนเต้นดิสโก้ตลอด"
จางเซวียนจ้องสเต็ปเท้าของว่านจวินอยู่หนึ่งนาที แล้วก็หมดความสนใจ แม่งเอ๊ย มันต่างอะไรกับกอริลลาเตะขาแหกปากร้องตรงไหนฟะ?
รสชาติของตังเมมันเทศค่อนข้างโบราณ แต่ติดฟันชะมัด เคี้ยวๆ กว่าจะกลืนลงคอได้ จางเซวียนก็ถามอีก
"โอวหมิงล่ะ ไปเดทยังไม่กลับอีกเหรอ?"
เสิ่นฝานตอบว่า "ยัง..."
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา เสิ่นฝานเพิ่งพูดไม่ทันจบ ก็เห็นโอวหมิงโผล่มาที่ประตู
หลี่เจิ้งถามก่อนใครเพื่อน "โอวหมิง สมรภูมิเป็นไงบ้าง? สำเร็จไหม?"
โอวหมิงไม่สนใจเขา แต่เดินตรงดิ่งมาหาจางเซวียนแล้วถาม "จางเซวียน กล้ามเนื้อหูรูดกับเนื้อเยื่อสปองจิโอซัม นี่มันหมายความว่าไงกันแน่?"
จางเซวียนงงเต็ก "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่นายไปเดท?"
โอวหมิงพูดด้วยความแค้นฝังหุ่นสุดขีด "ทำไมจะไม่เกี่ยว ตอนดูหนังจู่ๆ ฉันก็นึกคำนี้ขึ้นมาได้ ก็เห็นว่าคู่เดทเรียนพยาบาลนี่นา ก็เลยถามเธอเรื่องกล้ามเนื้อหูรูดกับเนื้อเยื่อสปองจิโอซัม"
จางเซวียนกลั้นขำถาม "นายถามไป แล้วผลเป็นไง?"
โอวหมิงลูบหัวล้านเลี่ยนเตียนโล่งของตัวเองแล้วบอกว่า "ผู้หญิงคนนั้นดุชิบเป๋ง ตบฉันฉาดใหญ่ แถมด่าว่าฉันลามก หนังยังดูไม่ทันจบก็หนีกลับไปเลย"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
หลี่เจิ้งที่อยู่ข้างๆ ฟังจบก็ขำก๊าก ตัวงอเอามือกุมท้องหัวเราะจนปวดท้อง ชี้หน้าโอวหมิงแล้วพูดว่า "ไอ้บื้อเอ๊ย แกนี่แม่งอัจฉริยะจริงๆ ว่ะ!"
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เจ้าทึ่มนี่...
อัจฉริยะจริงๆ!
จางเซวียนก็กลั้นไม่อยู่ หัวเราะลั่นหอพักไปเหมือนกัน
คืนนั้น โอวหมิงหยิบชอล์กออกมา เขียนตัวเลขและชื่อสองชื่อไว้ที่หัวเตียงอย่างตั้งใจ
ติงเหยียนหง
หลิวลี่เฟิน
***
วันรุ่งขึ้นแม้จะยังหนาวอยู่บ้าง แต่แสงแดดอุ่นๆ ส่องกระทบกาย สบายตัวสุดๆ
คาบที่สอง เสี่ยวสืออีไล่เสิ่นฝานไปอีกแล้ว
แค่ว่าเรียนไปได้ครึ่งคาบ เธอเขียนกระดาษโน้ตส่งให้จางเซวียน: เมื่อคืนคาบเรียนด้วยตนเองนายหายไปไหน? หัวหน้าภาคกับอาจารย์ที่ปรึกษามาเช็คชื่อ นายไม่อยู่
จางเซวียนกวาดตามอง แล้วเขียนตอบ: ไปทำธุระมา
เสี่ยวสืออีจ้องสี่คำนั้นอยู่ไม่กี่วินาที ก็เขียนอีก: ฉันช่วยแก้ต่างให้นายบ่อยๆ นายไม่คิดจะขอบคุณฉันหน่อยเหรอ?
จางเซวียนกลอกตา อันที่จริงก็ต้องขอบคุณเธอจริงๆ นั่นแหละ เลยเขียนตอบ: ขอบคุณ
เสี่ยวสืออีเขียน: สองคำห้วนๆ ไม่มีศรัทธาเลย
จางเซวียนจับปากกาตอบ: แล้วต้องทำไงถึงจะเรียกว่ามีศรัทธา?
เสี่ยวสืออีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเขียน: กล้ามเนื้อหูรูดกับเนื้อเยื่อสปองจิโอซัม เป็นไง?