บทที่ 154 ของฉัน นายจะใช้ยังไงก็ได้นะ

บทที่ 154 ของฉัน นายจะใช้ยังไงก็ได้นะ
จ้องมองคำว่า ‘กล้ามเนื้อหูรูดกับเนื้อเยื่อสปองจิโอซัม’ จางเซวียนรู้สึกเหมือนยกหินทุ่มใส่เท้าตัวเอง
ทำไมปากพล่อยพูดเรื่องนี้ออกไปนะ?
แต่ปัญหาคือเขาเพิ่งพูดเรื่องนี้ในหอพักเมื่อวานเองนะ วันนี้แพร่ไปถึงหูผู้หญิงแล้วเหรอ?
ในหอมีสายสืบ?
เว่ยจื่อเซิน? หรือว่าหลี่เจิ้ง?
นึกถึงเรื่องลดความอ้วนของสาวตงเป่ย จางเซวียนเดาว่าหลี่เจิ้งน่าสงสัยที่สุด ไอ้นี่อาจจะเป็นคนปล่อยข่าว
ดึงสติกลับมา รู้สึกได้ว่ายัยคนหน้าด้านข้างๆ กำลังจ้องมองตัวเองอยู่ จางเซวียนก็นับถือเธอจากใจจริง
หยิบปากกาเขียน: ชายมีเจ้าของ งดหยอกเอิน!
เสี่ยวสืออีจ้องคำว่า ชายมีเจ้าของ บนกระดาษโน้ตอยู่อึดใจหนึ่ง ทันใดนั้นมือก็ขยำกระดาษเป็นก้อนยัดใส่กระเป๋า แล้วหันไปตั้งใจเรียน จดเลคเชอร์อย่างเคร่งเครียด
ท่าทางสงบเสงี่ยมงดงามของผู้หญิงคนนี้ในตอนนี้ ช่างแตกต่างกับความเหลวไหลเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นคนละคน
เช้าวันอังคาร มีเรียนภาษาอังกฤษแค่วิชาเดียวสองคาบ
นึกขึ้นได้ว่าแฟนสาวตัวเองมีเรียนคาบ 3-4 จางเซวียนก็เลยเลิกล้มความตั้งใจที่จะรอ เก็บหนังสือเดินกลับหอพัก
แต่ทว่าเดินไปได้สักพัก จู่ๆ เขาก็เห็นกลุ่มนักศึกษาชายกำลังกินปิ้งย่าง แม่งเอ๊ย เกิดเปรี้ยวปากอยากกินบาร์บีคิวขึ้นมาซะงั้น
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ในฐานะนักกิน เขาไม่เคยปล่อยให้ตัวเองอดอยาก คิดปุ๊บทำปั๊บ โยนหนังสือให้เสิ่นฝาน แล้วรีบจ้ำอ้าวไปทางประตูทิศเหนือ
มาอยู่จงต้า ได้หลายเดือนแล้ว แถวนี้มีอะไรอร่อยๆ เขาแทบจะรู้ทะลุปรุโปร่ง
ทะลุประตูทิศเหนือ เดินอย่างชำนาญทางไปถึงร้านปิ้งย่างร้านหนึ่ง จางเซวียนก็ต้องชะงัก
แน่นอน คนที่ชะงักไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ยังมี ตู้ยวี่ ด้วย ผู้หญิงที่เคยนั่งโต๊ะข้างๆ จางเซวียนตอนมัธยมปลายมาปีครึ่ง
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนหลังเว่ยเวยรักสนุก ย้ายหมี่เจี้ยนมานั่งคู่กับเขา ทั้งสองคนคงได้นั่งคู่กันจนจบสอบเกาเป่า
ถึงแม้ทั้งสองจะไม่ค่อยได้เที่ยวเล่นด้วยกัน พูดคุยกันก็ไม่เยอะมาก แต่กลับคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
สบตากันไม่กี่วินาที ทั้งคู่ถามขึ้นพร้อมกัน
"ตู้ยวี่ เธอมาทำอะไรที่นี่?"
"จางเซวียน นายมาทำอะไรที่นี่?"
พูดจบ ทั้งสองก็ตะลึง แล้วก็มองหน้ากันยิ้มๆ
จางเซวียนถามด้วยความสงสัย "เธอไม่รู้เหรอว่าฉันเรียนอยู่ที่จงต้า?"
ตู้ยวี่หัวเราะแล้วบอกว่า "รู้สิ ไม่ใช่แค่ฉันที่รู้ ทุกคนเขาก็รู้กันหมดว่านายกับตู้ซวงหลิงจูงมือกันมาเข้าจงต้า เมื่อกี้ฉันแค่แปลกใจว่านายควรจะเรียนอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้"
กรรม ที่แท้ก็เข้าใจผิดไปเอง จางเซวียนชี้ไปที่แผงปิ้งย่างแล้วอธิบาย "เรียนภาคเช้าเสร็จแล้ว จู่ๆ ก็อยากกินปิ้งย่าง ก็เลยมานี่ แล้วเธอล่ะ? เช้านี้ไม่มีเรียนเหรอ?"
ตู้ยวี่บอก "มี แต่พอดีอาจารย์ติดธุระด่วน ก็เลยเลื่อนคลาส"
จากนั้นเธอก็ถาม "นายกับตู้ซวงหลิงอยู่คณะบริหารใช่ไหม?"
"ใช่ แล้วเธอล่ะ? อยู่คณะไหน?" จางเซวียนพยักหน้า
"ฉันเรียนหมอ สาขาแพทยศาสตร์คลินิก" ตู้ยวี่พูดจบก็ถามอย่างกระตือรือร้น "เพื่อนเก่า นายอยากกินอะไรสั่งได้เลยนะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง"
ถือว่าเป็นคนคุ้นเคย จางเซวียนเลยไม่มากเรื่อง พูดสบายๆ ว่า "เจอกันปุ๊บก็ให้เธอเลี้ยงเลย มันจะดูเกรงใจไปหน่อยมั้ง"
ตู้ยวี่ยิ้ม "ช่างเถอะน่า ในความทรงจำของฉัน นายไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้นะ"
จางเซวียนตอบรับทันที "ได้ วันนี้กินฟรีของเธอ ถ้าครั้งหน้ามีวาสนาเจอกันตอนกินข้าวอีก ฉันก็จะกินของเธออีก"
ตู้ยวี่ยิ้มร่าพยักหน้า "นี่สิถึงจะเป็นน้ำเสียงของนาย ฟังแล้วรู้สึกสนิทใจขึ้นเยอะ"
ทั้งสองหาที่นั่ง สั่งอาหารไปคุยไป
คุยๆ อยู่ จางเซวียนก็นึกอะไรขึ้นได้ เลยถาม "ฉันเคยได้ยินคนเขาพูดกันว่า เธอกับซีเจี๋ยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน?"
"ใช่แล้ว ซีเจี๋ยอยู่เป่ยต้า น่ะ" ว่าแล้วตู้ยวี่ก็หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เปิดให้ดูรูปถ่ายใบหนึ่งที่เสียบไว้ในช่องใส่รูป "ให้ดู นี่รูปถ่ายตอนเรียนจบของฉันกับซีเจี๋ย"
ได้เห็นซีเจี๋ยอีกครั้งหลังจากผ่านไปครึ่งปี จางเซวียนรู้สึกใจลอยนิดๆ พูดไปแล้วตอนสอบเขาก็ได้กำไรจากเธอมาไม่น้อย ที่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวเธอสักมื้อก็ยังไม่ได้ทำตามสัญญาเลย
ถือรูปดูอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนส่งคืนให้แล้วถามด้วยความสงสัย "ด้วยคะแนนของเธอ ไม่น่าจะไปเหรินต้า หรือฟู่ตั้น เหรอ? ทำไมถึงมาที่นี่?"
ตู้ยวี่ไม่ตอบ แต่ย้อนถาม "ด้วยคะแนนของตู้ซวงหลิงก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?"
จางเซวียนเข้าใจทันที เบิกตากว้างถาม "เธอมีคนที่ชอบอยู่ที่จงต้า?"
"อื้ม"
ตู้ยวี่ยิ้มเขินๆ บอกว่า "เขาเป็นรุ่นพี่ของเราคนหนึ่ง ตอนฉันอยู่ ม.4 เขาอยู่ ม.5..."
"เธออย่าเพิ่งเฉลย ให้ฉันเดาก่อน" จางเซวียนที่ต่อมความอยากรู้อยากเห็นทำงานรีบยกมือห้าม แล้วยิ้มทายว่า "ต่อมาเขาสอบติดคณะแพทยศาสตร์คลินิกที่จงต้า เธอก็เลยตามมาด้วย"
"ใช่ แบบนั้นเลย" อาจจะเป็นเพราะเจอคนบ้านเดียวกันในต่างถิ่น ตู้ยวี่ดูจะเปิดใจมาก
จางเซวียนยิ่งอยากรู้เข้าไปอีก ถามว่า "แล้วพวกเธอ ตอนนี้..."
ตู้ยวี่ทำหน้าเสียดายพูดว่า "ฉันมาช้าไป เขามีแฟนแล้ว"
จางเซวียน "..."
เจอเรื่องแบบนี้ เขาไม่รู้จะปลอบใจยังไงดีเลย
จะให้บอกว่า ไม่เป็นไร ผู้ชายดีๆ ในโลกมีถมเถ จะไปปักใจกับดอกไม้ดอกเดียวทำไม?
เห็นชัดว่าพูดแบบนั้นไม่ได้ ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าตู้ยวี่ยังคงชอบฝ่ายชายอยู่
งั้นเปลี่ยนวิธีปลอบ ลุยเลย ถอดเสื้อผ้า แย่งผู้ชายคนนั้นมา?
นี่ก็ยิ่งเลอะเทอะไปใหญ่
เห็นจางเซวียนพูดไม่ออก ตู้ยวี่ก็พูดอย่างร่าเริงว่า "แต่ไม่เป็นไร ฉันยังเด็ก ฉันรอไหว"
ได้ยินคำพูดที่ไร้เดียงสาแต่แฝงความเจ็บปวดไร้ทางสู้นี้ จางเซวียนอยากจะตบให้เธอสลบแล้วยัดกลับเข้าท้องแม่ไปเกิดใหม่จริงๆ
แม่เธอเลี้ยงเธอมาจนโตขนาดนี้มันง่ายนักเหรอหา?
ในมุมมองของเขา ผู้หญิงที่มีความคิดแบบนี้ จุดจบแทบจะถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะเธอสูญเสียอำนาจในการควบคุมไปแล้ว
กินปิ้งย่างเสร็จ จางเซวียนก็ตรงกลับบ้านเช่าที่หอพักอาจารย์
ตอนผ่านชั้นหนึ่ง เขาได้กลิ่นเหล้าและเสียงผู้ชายผู้หญิงดวลเหล้ากัน เลยอดไม่ได้ที่จะแอบมองเข้าไปในห้อง
โอ้โห! ให้ตายสิ กลางวันแสกๆ หวังลี่กับเหล่าเติ้งกำลังซัดกันนัว
ดูขวดและกระป๋องบนโต๊ะ น่าจะดื่มกันมาครึ่งชั่วโมงแล้วมั้ง
เฮอะ! ไอ้ขี้เมาสองคน
ตัวเองยังมีงานต้องทำ จางเซวียนเลยไม่กวนพวกเขา แค่ตอนจะไปก็กระแอมเสียงต่ำในคอ แล้วเคาะประตูทีหนึ่ง
แล้วก็สับตีนแตกวิ่งหนีไป
แม่งเอ๊ย ให้พวกคุณแอบดื่มเหล้ากันสองต่อสองชายหญิง
ไขกุญแจ เข้าห้อง
จางเซวียนเปิดแอร์ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ไปล้างหน้า ช่วยไม่ได้ กินอะไรมาแล้วไม่ล้างหน้าแปรงฟันมันจะรู้สึกมันย่องไม่สบายตัว
ไม่รู้เหมือนกันว่านิสัยนี้ติดมาตอนไหน ตัวเขาเองยังรำคาญเลย
ล้างหน้า บ้วนปากเสร็จ จางเซวียนเดินเข้าห้องหนังสือเริ่มอ่านหนังสือ
อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทหารและสายลับ
พูดไปก็น่าเศร้า เพื่อจะอุดรูรั่วความรู้ด้านนี้ ในเวลาไม่ถึงสี่เดือน เขาต้องทนอ่านหนังสือไปตั้ง 57 เล่ม
อ่านอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องจดบันทึกอย่างละเอียดอีก
แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ
ไม่นับหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังอ่านไม่หมด เดี๋ยวก็ต้องให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสารเหรินหมินเหวินเสวียอีก
ถึงทางนั้นจะบอกให้เขาเป็นคนกำหนดเวลาและสถานที่ แต่จะยื้อให้นานเกินไปก็ไม่ได้
พลิกหน้ากระดาษ จดบันทึก ครุ่นคิด...
พลิกหน้าอีก เชื่อมโยงความคิด...
อ่านหนังสือรวดเดียวสามชั่วโมงแบบนี้ ตาเริ่มล้าแล้วเหมือนกัน
วางปากกาลง จางเซวียนนวดตา ในใจยังลังเลอยู่ว่า หนังสือเล่มใหม่ที่กำลังเตรียมการอยู่นี้ จะขอยืมโครงเรื่องบางส่วนจาก ‘อั้นซ่วน’ มาใช้ดีไหม?
จริงๆ ในมุมมองของเขา พรสวรรค์และความคิดของคนเราไม่มีขีดจำกัด ต่อให้เขาลอก อั้นซ่วน มาทั้งดุ้น ก็คงไม่ขัดขวางการแจ้งเกิดของม่ายเจีย หรอกมั้ง
เผลอๆ ไม่แน่ว่า ม่ายเจียที่ตอนนี้ยังไม่มีชื่อเสียง อาจจะได้อ่านผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วเกิดแรงบันดาลใจพรั่งพรู ค้นพบทิศทางการเขียนของตัวเองเร็วขึ้นก็ได้ใครจะรู้?
งั้นเขาก็ไม่ได้ทำร้ายม่ายเจีย แต่กลับช่วยม่ายเจียต่างหาก
คิดเข้าข้างตัวเองอย่างหน้าด้านๆ แบบนี้แล้ว จางเซวียนก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด อันไหนควรยืมก็ต้องยืม อันไหนควรสร้างสรรค์ใหม่ก็ต้องสร้างสรรค์
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มเชื่อว่า ด้วยการอ่านหนังสือมหาศาลจากชีวิตชาติก่อน เขาจะต้องเขียนผลงานที่เทียบเคียง อั้นซ่วน ได้แน่ หรือเผลอๆ อาจจะเป็นวรรณกรรมอมตะที่มีอิทธิพลยิ่งกว่าเดิมก็ไม่แน่
พอคิดถึงวรรณกรรมอมตะระดับปรากฏการณ์ ความหยิ่งทะนงลึกๆ ในใจจางเซวียนก็เริ่มทำงาน
เขาตัดสินใจแล้ว
ตั้งแต่วันนี้ไป ผลงานใหม่จะเขียนวันละ 1,000 คำ ต่อให้ช่วงแรกเขียนไม่ดีก็ไม่เป็นไร ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ขัดเกลาแก้ไขสักหลายสิบหลายร้อยรอบ เดี๋ยวก็เข้าที่เข้าทางเอง
พูดจริงทำจริง จางเซวียนกางสมุดเล่มใหม่ที่เตรียมไว้ หยิบปากกาเริ่มเขียนเสียงดัง "แกรกๆๆ"
เขียนไปเขียนมาก็ปาเข้าไปอีกสองชั่วโมง
ตอนวางปากกา เขาพบว่าเขียนเกินเป้าไปแล้ว เขียนไปเกือบ 1,200 คำ
อย่าใจร้อน ช่วงเริ่มต้นห้ามใจร้อนเด็ดขาด กินเต้าหู้ร้อนๆ ระวังปากพอง
นวดขมับ จางเซวียนตัดสินใจหยุดเขียน แล้วเริ่มพิจารณาทบทวนอีกสามรอบ ทีละคำ ทีละประโยค ทีละประโยคไล่ไปทีละย่อหน้า
เขียนใช้เวลาสองชั่วโมง แก้ก็ใช้เวลาอีกสองชั่วโมง เผลอแป๊บเดียวฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
ตอนนั้นเอง ข้างนอกก็มีเสียงตะโกน "จางเซวียน อยู่บ้านไหม?"
เสียงเหล่าเติ้ง ดูท่าไอ้ขี้เมานี่จะตื่นนอนแล้ว
จางเซวียนไม่ขานรับ แต่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนคำว่า ‘เฉียนฟู’ ลงบนหน้าปกสมุดเล่มใหม่
เขารู้สึกว่าชื่อนี้เข้าท่าดี งั้นก็ขอโทษด้วยนะ ขอยึดมาใช้เลยแล้วกัน
"จางเซวียน ฉันรู้นะว่านายอยู่ ไอ้หนู ไฟห้องนายยังเปิดอยู่เลย" ข้างนอกมีเสียงเหล่าเติ้งดังมาอีก
บรรจงเขียนคำว่า ‘เฉียนฟู’ จนเสร็จ จางเซวียนยื่นมือไปดึงเชือกปิดไฟ
เห็นสภาพแบบนี้ เติ้งต๋าชิงที่อยู่หน้าประตูอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ไอ้เด็กนี่ ตลกชะมัด ออกมาได้แล้ว ได้เวลาไปตะลุยบาร์กับร้านอาหารตะวันตกแล้ว"
จางเซวียนขานรับเปิดประตู ถามหยอกเย้า "หวังลี่ตื่นหรือยัง?"
เติ้งต๋าชิงชะงัก แล้วก็เข้าใจทันที "เมื่อเช้าฝีมือนายแกล้งเหรอ?"
จางเซวียนจะยอมรับได้ไง ให้ตายก็ไม่รับหรอก
คืนนั้น ทั้งสองไปบาร์สามแห่ง ร้านอาหารตะวันตกสองแห่ง ผลลัพธ์ถือว่าพอใช้ได้ จางเซวียนมีความเข้าใจในวงการเหล้านอกลึกซึ้งขึ้น
จางเซวียนดูนาฬิกาดิจิทัล 9:37 น. แล้ว ก็พูดว่า "อาจารย์ ไปเถอะ กลับกันได้แล้ว"
เหล่าเติ้งก็ดูเวลา ไม่เรื่องมาก โบกมือทีหนึ่ง หันหลังกลับบ้าน
หลายวันต่อมา กลางวันเรียนหนังสือ คาบเรียนด้วยตนเองตอนค่ำก็โดดไปบาร์กับร้านอาหารตะวันตก
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ได้เปิดหูเปิดตา
เหล่าเติ้งชอบช่วงเวลานี้ที่สุด เพราะมีเหล้าให้ดื่มฟรี มีเหล้าหลากหลายชนิดให้ดื่มฟรี
บางครั้งทั้งสองยังได้กินอาหารตะวันตกมื้อหรู ซึ่งจางเซวียนก็แย่งจ่ายตลอด
***
เช้าวันศุกร์ คาบ 1-2 ว่าง มีเรียนคาบ 3-4
กินมื้อเช้ากับแฟนสาวตัวเองที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยเสร็จ จางเซวียนก็ไปที่บ้านเช่าหอพักอาจารย์
ส่วนซวงหลิง ก็ไปที่ตึกเรียน เช้านี้เธอมีเรียนเต็ม
ตอนเดินผ่านตู้โทรศัพท์ จางเซวียนชะงัก จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องตั้งชื่อลูกชายของพี่สาวคนโตขึ้นมาได้
พูดถึงเรื่องนี้ จางเซวียนก็หนักใจจริงๆ
ไม่ใช่ว่าตั้งไม่เป็น ชื่อพวกนี้เขารวดเดียวตั้งได้เป็นกอง
อย่าง โอวหยางจั้ว โอวหยาง... โอวหยางเซิ่ง โอวหยางเจิ้น โอวหยางหง โอวหยางจี๋
เขาคิดว่าชื่อพวกนี้ก็ไม่เลว แต่เขาหาเหตุผลมารองรับไม่ได้น่ะสิ พูดง่ายๆ คือความหมายแฝงมันไม่ดู หรู พอ
โม้ให้คนในหมู่บ้านฟังจนเคลิ้มไม่ได้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า เจ๋งเป้ง ไม่ได้
จะอ้างอิงคัมภีร์ซือจิงก็ไม่ได้ จะอ้างตำนานก็ไม่ได้ แม่งเอ๊ย มันไม่คู่ควรกับสถานะปัญญาชนของเขาเลย!
ถึงตอนนั้นคนในหมู่บ้านฟังชื่อแล้วถุยน้ำลายใส่ บอกชื่อบ้าอะไร ฉันก็ตั้งได้เหมือนกัน?
ชื่อเสียงทำพิษแท้ๆ ความหลงตัวเองทำร้ายกันชัดๆ
ขอคิดดูก่อน ต้องขอคิดดูก่อน...
ในขณะที่ความคิดของจางเซวียนกำลังล่องลอย เดินๆ ไปก็ชนเข้ากับก้อนเนื้อนุ่มๆ ก้อนหนึ่ง
ความรู้สึกแรกคือช่างอ่อนโยน นุ่มนิ่ม และยัง...
พอได้สติ ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มกวาดสายตามองแวบหนึ่ง เฮ้ย! รีบหนีดีกว่า
"จางเซวียน" เห็นเขาจะชิ่ง เสี่ยวสืออีก็ส่งเสียงเรียกทันที
จางเซวียนหนังตากระตุก กะว่าจะทำหูทวนลม เร่งฝีเท้าหนี
"จางเซวียน!"
แต่ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสี่ยวสืออีผู้เคยคว้าเหรียญเงินวิ่ง 100 เมตรหญิงในงานกีฬาสีมหาวิทยาลัยก็ไล่ตามมาทัน
กางมือออก ผู้หญิงคนนี้ยิ้มแปลกๆ ขวางหน้าเขาไว้
แล้วเธอก็พูดประโยคหนึ่ง "ถ้านายหนีอีก ฉันจะไปฟ้องคนของนายว่า เมื่อกี้นายลวนลามฉัน"
จางเซวียนพูดไม่ออก หยุดเดินแล้วถาม "หาฉันมีธุระอะไร?"
เสี่ยวสืออีลดมือลง พูดด้วยสีหน้าสดใสว่า "ขอแก้ข่าว เราแค่บังเอิญเจอกัน ไม่ได้จงใจมาหาเพราะมีธุระ"
จางเซวียนหนังตากระตุกยิกๆ "ไม่ใช่พรหมลิขิตเหรอ?"
เสี่ยวสืออียิ้มเนิบๆ ตอบว่า "ถ้านายมีใจให้ฉัน ก็ถือว่าเป็นพรหมลิขิตฝ่ายเดียวของนาย แต่ถ้าไม่มี เราก็แค่บังเอิญเจอกัน"
จางเซวียนกลอกตา "ทำไมเธอถึงหน้าด้านกว่าฉันอีกเนี่ย?"
ได้ยินคำนี้ เสี่ยวสืออีขยับเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว กระซิบข้างหูว่า "เมื่อกี้นิ่มไหม สบายกว่าของที่บ้านนายหรือเปล่า?"
จางเซวียนจุกจนพูดไม่ออก เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่า เมื่อกี้แม่คนหน้าด้านนี่ตั้งใจมาขวางให้ชนชัดๆ ไม่งั้นกลางวันแสกๆ จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ได้ไง
เห็นเขาทำหน้าเหมือนคนท้องผูก เสี่ยวสืออีก็ยิ้มอย่างผู้ชนะ จากนั้นล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มดุจลมวสันต์ ยื่นให้เขา
พูดเสียงหวานว่า "นี่จดหมายรักที่นายเขียนให้ฉัน"
???
เขาไปเขียนจดหมายรักให้เธอตอนไหน?
จางเซวียนรับมาดู พบว่าทั้งคำขึ้นต้นและลงท้ายเป็นชื่อของเขาจริงๆ คิ้วขมวดทันที "ลายมือนี้กับของฉันนี่ไปคนละทิศละทางเลยนะ"
เสี่ยวสืออีพยักหน้ายิ้มเหมือนเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ฉันรู้ ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเรา นายอยากจะใช้ฉัน ก็ลงมือได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนเขียนจดหมายรักหรอก"
จางเซวียน "..."
ถอยมาตั้งหลัก แล้วถามว่า "เธอรู้ไหมว่าใครปลอมชื่อฉัน?"
"รู้ แต่ฉันไม่อยากบอกนาย" เสี่ยวสืออีขยับเข้ามาอีกก้าว กระซิบข้างหูอีกครั้ง "ไม่ต้องเกรงใจจริงๆ นะ ฉันใจป้ำกับนายมาก"
"ใจป้ำแค่ไหน?"
"ของฉัน นายจะใช้ยังไงก็ได้นะ"
"จริงดิ?"
"อื้ม"
"ได้ งั้นเราไปเปิดห้องกันเดี๋ยวนี้เลย"
"เอาสิ" ว่าแล้วเสี่ยวสืออีก็ยื่นมือมาควงแขนเขาเองเลย
จางเซวียนเดินหนี ต้องหนีแล้วแหละ หน้าด้านไม่เท่าเธอ ปากก็ไม่จัดเท่าเธอ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 154 ของฉัน นายจะใช้ยังไงก็ได้นะ

ตอนถัดไป