บทที่ 163 พวกนายมันก็แค่ลูกบอล
บทที่ 163 พวกนายมันก็แค่ลูกบอล
อยากดูห้องหนังสือ?
ถุย! ไม่มีทาง
จางเซวียนเก็บของนิดหน่อย ดันหลังเว่ยจื่อเซินเดินออกไปข้างนอก พลางถาม "นายรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่?"
เว่ยจื่อเซินฉีกยิ้ม "มีสองครั้งที่เมียจ๋าของฉันเห็นนายกับแฟนเดินเข้ามาในตึกนี้ ฉันก็เลยเดาว่านายอยู่ที่นี่ไง"
จางเซวียนแปลกใจ แต่ก็ไม่แปลกใจนัก ถามต่อ "เรียกเมียจ๋าๆ นายกับหลิวซือหมิงคบกันแล้วเหรอ?"
เว่ยจื่อเซินทำปากยื่น "ตอนนี้ยัง"
จางเซวียนเลยเหน็บแนมทันที "ยังอีกเหรอ? งั้นจะเรียกเมียจ๋าๆ หาอะไร หน้าด้านจริงๆ"
เว่ยจื่อเซินเชิดหน้า "ตอนนี้ ตอนนี้เข้าใจไหม? ช้าเร็วเธอก็ต้องเป็นเมียฉัน ฉันทำความคุ้นเคยกับรสชาติคำเรียกก่อนไม่ได้หรือไง?"
จางเซวียนทำหน้าเหมือนมองคนปัญญาอ่อน "เข้าใจ ฉันเข้าใจดีเลยล่ะ พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มส่งจดหมายรักให้หลิวซือหมิง"
พอได้ยินแบบนี้ เว่ยจื่อเซินแทบจะกระโดดโหยง ร้องโวยวายด้วยความโมโห "ไอ้บ้าเอ๊ย! ไอ้สารเลว ถ้านายกล้ามาตอแยเธอ ฉันจะไปฉี่รดที่นอนนายทุกวันเลยคอยดู"
จางเซวียนกลอกตา ขี้เกียจจะเสวนากับเจ้าบื้อนี่แล้ว
***
หอประชุมเล็ก
การประชาสัมพันธ์งานราตรีครั้งนี้ทำได้เต็มที่ ป้ายผ้าและคำขวัญมีให้เห็นทั่ว และยังมีสปอนเซอร์จากโรงงานปลากระป๋องมาแบบประปราย
ไฟ แสง สี เสียง เวที ดูดีมีระดับ เหมือนงานเป็นการจริงๆ
จางเซวียนเดินตามหลังเว่ยจื่อเซิน เบียดเสียดไปตามทางเดิน ในที่สุดก็ถึงที่นั่งของห้อง
"จางเซวียน ทางนี้"
คนยังไม่ทันถึง จางเซวียนก็เห็นหลัวเสวี่ยกำลังโบกมือเรียกเขา
เฮ้ย! แม่สาวคนนี้
ยื่นมือไม่ตบหน้าคนมีรอยยิ้ม จางเซวียนเดินเข้าไปถาม "ไม่ใช่ว่านั่งแยกตามห้องเหรอ?"
หลัวเสวี่ยยิ้มตอบ "แยกสิ แต่ห้องหนึ่งกับห้องสองมันติดกันนี่นา แถวของเราอยู่ตรงเส้นแบ่งพอดี"
ตรรกะช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน จางเซวียนกวาดตามอง ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
หันกลับมามองแม่สาวหน้าเปื้อนยิ้มคนนี้ จางเซวียนรู้สึกกลัดกลุ้มเล็กน้อย แต่ก็นั่งลง คิดในใจว่าหน้าตาของเขามันชวนให้มัวเมาขนาดนั้นเลยเชียวรึ?
ปฏิเสธไปครั้งสองครั้งยังไม่พอ ยังจะมาครั้งที่สามอีกเหรอ?
ท่ามกลางความกลัดกลุ้มนี้ เสี่ยวสืออีกับคู่หูก็ขึ้นเวที งานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่เริ่มต้นขึ้น
มองดูเสี่ยวสืออีบนเวทีที่พูดจาฉะฉาน จังหวะจะโคนแม่นยำ หลัวเสวี่ยอดกระซิบไม่ได้ว่า
"จางเซวียน เสี่ยวสืออีห้องพวกนายวันนี้สวยจริงๆ"
"อื้อ"
คำพูดนี้จางเซวียนไม่ปฏิเสธ เสี่ยวสืออีหน้าตาดีอยู่แล้ว แต่งหน้าหน่อยก็ยิ่งดูดีขึ้นไปอีก
ไม่เห็นพวกสัตว์เพศผู้ที่มีความทะเยอทะยานดุจหมาป่าข้างล่างกำลังร้อง "ฮูมๆ" กันเหรอ?
หลัวเสวี่ยถาม "ได้ข่าวว่าเสี่ยวสืออีชอบนายเหรอ?"
จางเซวียนถามหน้านิ่ง "ใครพูด?"
หลัวเสวี่ยชี้ไปที่เว่ยจื่อเซินทางซ้ายมือของจางเซวียน "เขาพูด"
เว่ยจื่อเซินหดคอ รีบพูดว่า "ฉันไม่ได้พูด แพะรับบาปนี้ฉันไม่แบกนะ อีกอย่างสายตาประชาชนมันสว่างไสว ใครๆ ก็รู้ว่าเสี่ยวสืออีชอบนาย ยังต้องให้ฉันพูดอีกเหรอ คิดว่าทุกคนตาบอดหรือไง..."
ฟังวาจากวนอารมณ์แบบนี้ ถ้าไม่ติดว่าสถานที่ไม่อำนวย จางเซวียนอยากจะซัดเจ้าทึ่มนี่สักที
บ้าเอ๊ย! ชอบฉันแล้วมันทำไม อย่าพูดออกมาสิวะ!
การแสดงชุดแรกออกมาแล้ว เพลง ต้าไห่ ของจางอวี่เซิง คนร้องดันเป็นเติ้งต๋าชิง?
เหล่าเติ้ง?
ไอ้อัมพาตเฒ่าคนนี้ นอกจากเล่นหุ้นเจ๊ง ชอบทำกับข้าว ชอบกินเหล้าแล้ว ยังร้องเพลงเป็นด้วยเหรอ?
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วมั้ง แปลกประหลาดจริงๆ
มองดูเติ้งต๋าชิงที่วันนี้สวมเสื้อโค้ทยาวสีเขียว ท่าทางเหมือนผู้เหมือนคน จางเซวียนรู้สึกว่าโลกทัศน์สั่นคลอน
ไอ้สวะมาดผู้ดีคนนี้พอจัดทรงผมมันเยิ้มให้เข้าที่ ผูกผ้าพันคอ บุคลิกก็เปลี่ยนไปทันที ได้กลิ่นอายของพี่ใหญ่โจวเหวินฟะจากเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้นิดๆ ใช้ได้เลยนะเนี่ย มิน่าหลู่หนีถึงได้ไล่ตามตื๊อ
เสียงของเหล่าเติ้งแหบนิดๆ มีเสน่ห์หน่อยๆ แต่หน้าตาดูเป็นผู้ดี อารมณ์ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาดูรวดร้าวและเปี่ยมล้น สามารถตีความ ต้าไห่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผู้ชายที่ถูกคู่หมั้นทิ้งนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ เสียงร้องฟังดูมีมิติมาก
จางเซวียนชำเลืองมองหลู่หนีที่นั่งอยู่แถวแรกโดยสัญชาตญาณ อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้กำลังถือกล้องปัญญาอ่อน และกดชัตเตอร์ "แชะๆๆ" อยู่จริงๆ...
งานเลี้ยงเริ่มไปได้สามนาที เรียกเสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากทุกคนได้ดั่งกระแสน้ำ
เป็นการเปิดตัวที่ดีจนหาที่ติไม่ได้จริงๆ
พูดตามตรง การเปิดตัวของเหล่าเติ้งนี่เทียบชั้นนักร้องอาชีพได้เลย สร้างความกดดันให้ชุดต่อๆ ไปมาก
แม้เพลงที่สองจะเป็นวงดนตรีที่ร้องเพลงคลาสสิกอย่าง กวางฮุยซุ่ยเยว่ จังหวะหนักแน่น ตีๆ ร้องๆ เต้นๆ แต่ก็ยังไม่สามารถดึงอารมณ์ของทุกคนออกมาจาก ต้าไห่ ได้
แต่สถานการณ์นี้กลับมาพลิกผันในการแสดงชุดที่สาม
สาวสวยล้วนๆ ในชุดยูนิฟอร์ม ท่าเต้นที่ดูมิดชิดแต่แฝงความเซ็กซี่ขี้เล่นนิดๆ นั่นมันสุดยอดจริงๆ ทำเอาบรรดาหนุ่มๆ ตาค้าง
เสียงกลืนน้ำลายดังอึกๆ ดังขึ้นระงม แทบจะไหลย้อยกันออกมา
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น สายตาจับจ้องอยู่ที่ผู้หญิงคนที่สองทางซ้ายตลอด แม้เธอจะไม่ได้เต้นเก่งเท่าคนนำเต้น แต่หุ่นดีชะมัด
ต่อให้เป็นเพราะยุคสมัยทำให้ต้องห่อหุ้มมิดชิด แต่ก็ยังเยี่ยมยอด
จางเซวียนคิดในใจ ถ้าให้เขาเล่นนะ ครึ่งเดือนก็ไม่ซ้ำท่า
เวลานั้นหลัวเสวี่ยโบกไม้โบกมือ ชะโงกหน้าถาม "สวยไหม?"
จางเซวียนไม่เสแสร้ง "สวย"
หลัวเสวี่ยกระซิบ "หุ่นของหลิวหลินก็สุดยอดมาก"
จางเซวียนค้อนวงใหญ่ ยิ้มพูดว่า "ฉันนึกว่าเธอจะแนะนำตัวเองซะอีก"
หลัวเสวี่ยมองรูปร่างแห้งๆ ของตัวเอง แล้วเอามือปิดปากหัวเราะ "นายรู้หรือเปล่า หอพักเราลือกันว่านายคือลูกบอล ข้างหน้ามีตู้ซวงหลิงเป็นโกล์ ข้างหลังมีเสี่ยวสืออีคอยยิงประตู ฉันไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับนายหรอก"
แม่ง เธอสิลูกบอล หอพักพวกเธอสิลูกบอล
เป็นสาวเป็นนาง พูดจาอะไร เปรียบเทียบได้กวนประสาทชะมัด
แต่คำพูดนี้ก็ทำให้เขาโล่งอกไปเปราะหนึ่ง หลัวเสวี่ยตัดใจก็ดีแล้ว รู้จักเจียมตัวก็พอ นายไม่ต้องรู้สึกเสียดายหรอก เราเป็นถึงผู้ชายที่หมี่เจี้ยนยังอยากได้นะ
ผู้ชายที่โจว ฮุ่ยหมิ่น เฝ้าอยู่ข้างเตียงทุกค่ำคืนเชียวนะ
ขณะที่จางเซวียนกำลังเล่นละครในใจ เหวินฮุ่ยก็ขึ้นเวทีแล้ว
เหวินฮุ่ยขึ้นแสดงเป็นลำดับที่สี่
วันนี้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า จากสีครีมที่ใส่ประจำกลายเป็นสีแดงอ่อนๆ สะดุดตามาก
แค่คนไปนั่งหน้าเปียโน หอประชุมเล็กที่กว้างขวางซึ่งเมื่อครู่ยังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว วินาทีถัดมากลับเงียบกริบ
ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก!
เงียบไปสิบกว่าวินาที...
เหวินฮุ่ยที่บ่มเพาะอารมณ์ได้ที่แล้ว แววตาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป มือก็เริ่มขยับ...
เห็นเพียงมือขวาของเธอขยับเล็กน้อย ความรู้สึกพลิ้วไหวและจังหวะจะโคนของการแยกคอร์ดก็ปรากฏขึ้นทันที ขับเน้นท่วงทำนองที่นุ่มนวลและเงียบสงบในช่วงต้นของ ฝันรัก ให้โรแมนติกเป็นพิเศษ
ระดับมืออาชีพ...
แค่ฟังท่อนสั้นๆ จางเซวียนผู้มีความรู้แค่หางอึ่งแต่โชคดีเคยฟังการแสดงเปียโนสดมาไม่กี่ครั้ง ก็มีวิจารณญาณเป็นของตัวเอง
หลิวซือหมิงทางด้านซ้ายดูเหมือนจะเข้าใจเปียโนเช่นกัน เมื่ออารมณ์ในช่วงกลางของบทเพลงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ตัวโน้ตที่เร่าร้อนและทรงพลังก็ดึงเธอเข้าไปในภวังค์อย่างสมบูรณ์
หากจะบอกว่า ช่วงกลางของ ฝันรัก คือความเร่าร้อน ที่ทำให้เลือดลมสูบฉีด
จังหวะในช่วงท้ายกลับค่อยๆ ช้าลง ทำให้บรรยากาศทั้งหมดดูเวิ้งว้างและกว้างใหญ่ ให้ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ เต็มไปด้วยความรัก ความคาดหวัง และความทรงจำ...
"เล่นได้ดีจริงๆ!" เมื่อโน้ตตัวสุดท้ายจบลง หลิวซือหมิงผู้มีบุคลิกงดงามก็อุทานออกมาจากใจจริง พร้อมมอบเสียงปรบมือที่จริงใจที่สุดให้
จางเซวียนได้ยินเสียงถอนหายใจชื่นชมนี้ ก็หยอกล้อเว่ยจื่อเซิน "นายดูสิ หลิวซือหมิงยังทึ่งในตัวเหวินฮุ่ยเลย งั้นนายเปลี่ยนเป้าหมายดีไหม"
นึกว่าเว่ยจื่อเซินจะกระโดดโลดเต้นโวยวาย ที่ไหนได้เจ้าบื้อนี่มองเหวินฮุ่ยบนเวทีแล้วโบกไม้โบกมือรัวๆ พลางถอนหายใจ
"ไม่คู่ควร เราไม่คู่ควร เราอย่าไปขายหน้าเลย"
จากนั้นเว่ยจื่อเซินก็แอบชำเลืองมองหลิวซือหมิงอย่างระมัดระวัง แล้วกระซิบถามจางเซวียน "ตอนนี้ให้นายโหวต ระหว่างเสี่ยวสืออีกับเหวินฮุ่ย นายเลือกใคร?"
จางเซวียนเดาะลิ้น "ฉันเลือกแฟนฉัน"
เว่ยจื่อเซินผลักเขาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วขยิบตาปริบๆ "งั้นฉันเปลี่ยนคำถาม ถ้านายเลือกเมียน้อยได้ ระหว่างเสี่ยวสืออีกับเหวินฮุ่ย นายเลือกใคร?"
จางเซวียน "......"
ชายวัยกลางคนถึงกับพูดไม่ออก บ้าเอ๊ย! ไอ้นี่มันอัจฉริยะจริงๆ!
เห็นเขาไม่พูด เว่ยจื่อเซินก็เร่งเร้า "เร็วเข้า เลือกใคร?"
นึกถึงค่ำคืนอันโรแมนติกกับเหวินฮุ่ย จางเซวียนก็ไม่ฝืนความรู้สึกตัวเองเป็นครั้งแรก ตอบไปตามตรงว่า "เหวินฮุ่ยมั้ง"
"ตาถึง นี่เหวินฮุ่ยกับเสี่ยวสืออีมันคนละระดับกันเลยนะ" เว่ยจื่อเซินฉีกยิ้ม ชูกำปั้นแห่งชัยชนะขึ้นทันที
จากนั้นเขาก็พล่ามต่ออีกว่า "เดี๋ยวฉันจะไปบอกเสี่ยวสืออี ว่านายเลือกเมียน้อยยังไม่เลือกเธอเลย"
คราวนี้จางเซวียนทนไม่ไหวแล้ว แอบเตะเข้าไปที่ใต้โต๊ะเต็มแรง
สุดท้ายก็ถามว่า "ดิสโก้ของนายจะแสดงเมื่อไหร่?"
เว่ยจื่อเซินตบขากางเกงด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ "อีกนาน ครึ่งหลังโน่นแหละ"
จากนั้นหมอนี่ก็นึกอะไรขึ้นได้ ทำท่าลับๆ ล่อๆ พูดว่า "นายรู้ไหมทำไมว่านจวินถึงจู่ๆ ก็ชอบเต้นดิสโก้?"
เรื่องนี้จางเซวียนก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน
คิดดูสิ ตอนแรกที่เว่ยจื่อเซินกับหลี่เจิ้งเต้นดิสโก้ในหอพัก ว่านจวินรังเกียจจะตาย แต่ผ่านไปแค่ไหนกัน? ไม่ถึงครึ่งปี ก็เปลี่ยนจากรังเกียจเป็นคลั่งไคล้
การเปลี่ยนแปลงนี้มันกะทันหันเกินไป
จึงถามด้วยความอยากรู้ "สาเหตุคืออะไร?"
เว่ยจื่อเซินมองว่านจวินที่อยู่แถวหน้า แล้วลดเสียงลงต่ำ "เจ๊เจ้าของร้านตัดผมคนนั้นนายรู้จักใช่ไหม ที่ว่านจวินชอบแนะนำพวกเราไปตัดผมบ่อยๆ น่ะ"
จางเซวียนชะงัก "รู้จัก ฉันยังเคยไปตัดครั้งหนึ่ง ได้ยินว่าเป็นคนไป่เซ่อ ทำไม? สองคนนี้มีซัมติงเหรอ?"
"มีซัมติงหรือไม่มี ฉันยังไม่ขอสรุปตอนนี้ แต่ว่า..."
เว่ยจื่อเซินทำไม้ทำมือ พูดอย่างเกินจริง "ฉันต้องขึ้นเวทีแสดงดิสโก้ใช่ไหมล่ะ เมื่อวานซืนฉันเลยไปหาฟีลลิ่งที่เธคแห่งหนึ่ง ดันไปเจอว่านจวินกับเจ๊เจ้าของร้านคนนั้นกำลังจับคู่เต้นดิสโก้กันอยู่ สองคนนั้นสีหน้านะ ความตื่นเต้นนะ เหมือนวัวตอนผสมพันธุ์ไม่มีผิด"
จางเซวียนอึ้งไป แล้วถามต่อ "จริงเหรอ?"
เว่ยจื่อเซินพยักหน้าหงึกๆ "จริงแท้แน่นอน ฉันเห็นมากับตายังจะปลอมได้ไง?"
นึกถึงเจ๊เจ้าของร้านตัดผมที่หน้าตาบ้านๆ คนนั้น จางเซวียนจ้องมองหัวล้านเลี่ยนด้านหลังของว่านจวินที่แถวหน้า "เหลือเชื่อจริงๆ แฮะ"
เว่ยจื่อเซินบอก "ตอนแรกฉันก็ตกใจเหมือนกัน แต่หลังๆ ก็คิดตกแล้ว"
จางเซวียนส่งสัญญาณ "ว่ามาซิ"
เว่ยจื่อเซินเล่า "แผลเป็นบนหน้าว่านจวินน่ะ นายรู้ไหมว่าได้มายังไง? มีครั้งหนึ่งยกพวกตีกันที่ไซต์งานแล้วแพ้ โดนคนกดลงกับพื้นใช้เหล็กเส้นกรีดจนเป็นแผลเหวอะ
หลิวหลินพูดชัดเจนว่าเห็นแผลเป็นแล้วกลัวมาก ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วยมากนัก เรื่องนี้ทำเอาว่านจวินจิตตกไปเลย"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนก็เอียงคอเล็กน้อยมองแผลเป็นบนแก้มขวาของว่านจวินอีกครั้ง ยาวเป็นสิบเซ็น ค่อนข้างลึก
ถึงแผลจะหายแล้ว แต่เนื้องอกแผลเป็นสองข้างมันม้วนตัวประสานกัน สภาพน่ากลัวแบบนี้อย่าว่าแต่หลิวหลินที่เป็นผู้หญิงเลย ผู้ชายทั่วไปถ้าไม่สนิทกับเขา ก็คงกลัวเหมือนกัน
เจ็ดการแสดงแรกในครึ่งแรกของงานเลี้ยงต้อนรับถือว่าไม่เลว น่าดูชมมาก
แต่เริ่มจากรายการที่ 8 การอ่านทำนองเสนาะของกู่รุ่น คุณภาพก็ดิ่งลงเหว
ทนดูแทบไม่ได้
ดูไปดูมา จางเซวียนเกือบจะหลับ
พักเบรก ครึ่งหลังเริ่มแล้ว ในที่สุดก็ถึงคิวเว่ยจื่อเซิน
ดิสโก้ที่นำเต้นโดยเว่ยจื่อเซินนั้นเร่าร้อนและเปิดเผย เหมือนกับตัวเขา ไร้กรอบ ไร้กิเลส บริสุทธิ์มาก
ฐานะทางบ้านเขาดีมาก พ่อเป็นรองผอ.โรงพยาบาลใหญ่ แม่เป็นผอ.โรงเรียนประถม ที่บ้านมีเส้นสาย มีตำแหน่ง ไม่ขาดแคลนเงินทอง
เว่ยจื่อเซินปกติก็แค่ดูบอล เตะบอล เลียแข้งเลียขาหลิวซือหมิง ต่อให้มีผู้หญิงมาเสนอตัวให้ เขาก็จะเลียแค่หลิวซือหมิงคนเดียว ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรใหญ่โต เป็นคนที่ใช้ชีวิตได้อิสระที่สุดในหอพัก
เสิ่นฝานเพื่อที่จะได้ลงหลักปักฐานในเมือง เพื่อที่จะให้แฟนได้เป็นคนเมือง ตื่นเช้ากว่าไก่ นอนดึกกว่าผี อ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำทุกวัน
โอวหมิงแม้จะมีสาวๆ มาจีบคนแล้วคนเล่า แต่เขาก็ไม่ได้หยุดพัก ตั้งแต่ได้เข้าห้องคอมพิวเตอร์ครั้งหนึ่ง ก็ค้นพบความสนใจและเป้าหมาย ศึกษาความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองทุกวัน มีเวลาก็วิ่งไปนั่งเรียนที่คณะคอมพิวเตอร์
หลี่เจิ้งไม่ต้องพูดถึง ที่บ้านต่งจื่ออวี้รับราชการกันหมด ทางบ้านอยากให้เธอรับราชการเหมือนกัน
ดังนั้นต่งจื่ออวี้จึงบอกกับหลี่เจิ้งชัดเจนว่า ตอนนี้เป็นแค่เพื่อนธรรมดากันไปก่อน ต่อเมื่อหลี่เจิ้งได้กินข้าวหลวงเป็นข้าราชการที่กว่างโจวแล้ว ถึงจะพิจารณาคบหาดูใจ
ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่นมาพูดแบบนี้ ยื่นข้อเสนอไร้เหตุผลแบบนี้ พ่อหนุ่มรูปงามหลี่เจิ้งรับรองว่าจะเยี่ยวรดหน้าเธอแน่
แต่นี่คือต่งจื่ออวี้ คือชื่อที่มักจะปรากฏพร้อมกับเหวินฮุ่ยและเสี่ยวสืออี!
นี่ไง หลี่เจิ้งได้ยินแบบนี้ก็มีไฟแล้ว ตามติดเสิ่นฝาน ต่งจื่ออวี้ ฟางเหม่ยจวน ไปอ่านหนังสือในห้องเรียนเงียบๆ ทั้งวี่ทั้งวัน
ส่วนว่านจวิน เขามีเป้าหมายชัดเจน สนใจในอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีเวลาก็ไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ไซต์งาน เรียนรู้การดูแบบ การก่อสร้าง การบริหารจัดการไซต์งานจากพี่เขย
ตั้งแต่ถูกหลิวหลินทำร้ายจิตใจ ว่านจวินก็มีเป้าหมายเดียว สาบานว่าจะต้องได้ดี จะต้องหาเงิน
ส่วนตัวจางเซวียนเอง เป็นคนที่ลึกลับที่สุดในหอพัก ไม่มีพรสวรรค์ล้นฟ้า แต่ก็กำลังก้าวเดินไปตามขั้นตอน
...
ไม่ว่าจะพูดยังไง แม้เว่ยจื่อเซินจะเลียแค่หลิวซือหมิง แต่ดิสโก้ก็เต้นได้มีฟีลลิ่งสุดๆ สาวๆ ข้างล่างหลายคนตาลุกวาว
ไม่กี่นาทีต่อมา
เว่ยจื่อเซินที่กลับมาจากหลังเวที ก็คุยโวด้วยน้ำเสียงภูมิใจสุดขีดว่า "จางเซวียน ฉันเต้นดีใช่ไหม? สุดยอดไปเลยใช่ไหม? ฉันเห็นสาวๆ ข้างล่างหลายคนทำท่าคันไม้คันมือ ส่งสายตาหวานเยิ้มให้ฉันใหญ่เลย"
จางเซวียน "......"
เว่ยจื่อเซินเห็นเขาทำหน้าเหมือนท้องผูก ก็เอามือกุมอกพล่ามต่อ "ดูสิ ดูสิ ยังมีสาวๆ อีกตั้งหลายคนมองมาทางฉันแหน่ะ"
จางเซวียนยิ้มแหยๆ ผลักหน้าด้านๆ นี่ออกไป แล้วตะโกนเรียกหลิวซือหมิง "หลิวซือหมิง จัดการหน่อย เจ้าเด็กนี่บอกว่ามีสาวๆ ส่งสายตาให้เพียบเลย"
หลิวซือหมิงยิ้มตอบ "จริงๆ แล้วที่พวกนายคุยกันคืนนี้ ฉันได้ยินหมดแหละ"
จางเซวียน "......"
เว่ยจื่อเซินซึมกะทือ หน้าเขียวคล้ำไปเลย