บทที่ 165 เห็นจดหมายแล้วมีความสุข ไม่รวยก็เป็นผู้ลากมากดี

บทที่ 165 เห็นจดหมายแล้วมีความสุข ไม่รวยก็เป็นผู้ลากมากดี
จางเซวียนแกะจดหมายด้วยหัวใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ พบว่าคำตอบของลี่ลี่ซือนั้นสั้นกะทัดรัดมาก
เนื้อหาในจดหมาย:
ที่รัก เห็นจดหมายแล้วขอให้มีความสุข!
ฉันได้รับจดหมายของนายแล้ว และได้อ่านแล้วด้วย ฉันดีใจแทนนายนะ ที่นายตอบกลับฉันมาอย่างเด็ดขาดขนาดนั้น ดูท่านายคงจะสมหวังแล้วสินะ ขอบคุณตู้ซวงหลิงที่มอบประสบการณ์ให้พวกเรา อย่างน้อยเราสองคนก็ไม่ต้องมานั่งทนทุกข์ทรมานฟันกระทบกัน อีกแล้ว
แต่ฉันต้องเตือนนายไว้อย่างหนึ่งนะ เราจะมัวแต่หลงระเริงจนลืมถิ่นเดิมไม่ได้ ต้องได้คืบจะเอาศอก
รอฉันกลับไปนะ
จดหมายยังคงเป็นสไตล์ของลี่ลี่ซือเสมอต้นเสมอปลาย แม่คุณไม่ได้เห็นเรื่องที่เขาคบกับตู้ซวงหลิง รวมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหล่านั้น เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรเลย
จางเซวียนยอมใจจริงๆ
เขารู้ว่าลี่ลี่ซือไม่ได้แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง แต่เธอเข้มแข็งจริงๆ ชาติที่แล้วก็พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว
พอนึกถึงแม่ลาจอมดื้อรั้นคนนี้ ก็ปวดหัวตึบเลยพับผ่าสิ
เก็บจดหมายเข้าที่ ครั้งนี้เขาไม่คิดจะตอบกลับแล้ว
เพราะตอบไปก็ไม่มีประโยชน์ห่าเหวอะไร ลี่ลี่ซือก็ยังคงเป็นลี่ลี่ซือ ยังคงยึดมั่นในวิถีทางของตัวเองต่อไป
เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่
***
เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก เผลอแป๊บเดียวเดือน 12 ก็ผ่านไปเกินครึ่งแล้ว
ฝนตกแล้ว อากาศยิ่งหนาวเย็นลงเรื่อยๆ
ช่วงพลบค่ำ จางเซวียนนึกขึ้นได้ว่าหลี่เหมยจะแวะมา พอเลิกเรียนก็เลยกลับจากห้องเรียนมาที่บ้านเช่า
แขวนร่มไว้ที่ระเบียง
นึกถึงแฟนสาวที่เมื่อเช้าพาโจวชิงจู๋กับเหวินฮุ่ยมาอ่านหนังสือที่บ้านเช่า
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มเดินเข้าห้องมา สิ่งแรกที่ทำคือเดินตรวจตราห้องหนังสือหนึ่งรอบ
พบว่าล็อกประตูยังดีอยู่ ห้องหนังสือยังคงสภาพเดิม
กระดาษและปากกายังวางอยู่ที่เดิม หนังสือก็ไม่มีการขยับเขยื้อน ตอนเขาออกไปสภาพไหน ตอนนี้ก็ยังคงสภาพนั้น
รหัสลับยังอยู่...
ดีมาก!
จางเซวียนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เกิดใหม่รอบนี้ มองอะไรก็ทะลุปรุโปร่งไปหมด แม้ใจที่คิดร้ายต่อผู้อื่นนั้นไม่ควรมี แต่ใจที่ระวังภัยจากผู้อื่นก็ขาดไม่ได้
แม้จะยอมให้แฟนสาวพาเพื่อนสาวสองคนมาเปิดแอร์อ่านหนังสือที่บ้านเช่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความคิดระแวดระวังอะไรเลย
เนื่องจากเรื่อง เฉียนฟู ยังอยู่ในขั้นตอนการเขียนและยังไม่ได้ตีพิมพ์ นี่จึงถือเป็นความลับสุดยอดสำหรับจางเซวียน
โชคดีที่ทั้งเหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ต่างก็เป็นคนที่รู้กาละเทศะ ไม่เคยสอดรู้สอดเห็นถามว่าทำไมห้องหนังสือถึงล็อกตลอด และไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้ห้องหนังสือหรือห้องนอนของจางเซวียนเลยสักก้าว รู้ตัวและรักษากฎระเบียบดีมาก
ไม่เลว ดีจริงๆ
จากการเฝ้าสังเกตมาหลายเดือน จางเซวียนก็นับว่ายอมรับในนิสัยใจคอของสองสาวนี้แล้ว
อันที่จริงพูดกันตามตรง ด้วยความฉลาดเฉลียวของแฟนสาว ก็คงไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นหรอก
"จางเซวียน จางเซวียน!"
ในขณะที่จางเซวียนกำลังปล่อยความคิดล่องลอยอยู่นั้น ชั้นล่างก็มีเสียงของเหล่าเติ้งดังขึ้น
จางเซวียนลุกเดินไปข้างนอก เกาะราวระเบียงถามลงไป "อาจารย์ มีอะไรเหรอ?"
เติ้งต๋าชิงเงยหน้ากวักมือเรียก "ลงมา ลงมากินหม้อไฟกัน เพิ่งทำหม้อไฟเนื้อเสร็จ เดือนสิบสองหนาวๆ แบบนี้กินของพรรค์นี้บำรุงดีนักแล"
พอนึกถึงภาพที่เหล่าเติ้งดื่มเหล้าต่างน้ำ จางเซวียนก็ขยาด "กะจะมอมเหล้าฉันอีกแล้วล่ะสิ?"
เหล่าเติ้งเห็นเขาทำหน้ากลัวการกินเหล้าก็หัวเราะ กวักมือเรียกอีกครั้ง "ลงมาเถอะน่า ลูกผู้ชายอกสามศอกมัวโอ้เอ้อะไรอยู่ วันนี้ไม่มอมนายหรอก นายอยากกินเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น"
จางเซวียนไม่เชื่อ "จริงดิ?"
เหล่าเติ้งหัวเราะ หึๆ กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น "รีบลงมาเร็ว ข้างนอกหนาวจะตายชัก"
พอนึกถึงเนื้อ นึกถึงหม้อไฟ จางเซวียนที่ตะกละอยู่แล้วก็กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ อดทนแล้วอดทนอีก แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว
ให้ตายสิ กลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาจากข้างล่างมันยั่วน้ำลายเกินไปแล้ว
ช่างมันเถอะ ลงไปก็แล้วกัน เรื่องของกินนี่ตาเฒ่าอย่างเขาไม่เคยใจแข็งได้สักที อย่างมากก็ดื่มให้น้อยหน่อย
ด้วยความคิดที่ว่าไม่กินก็เสียของ ปิดประตูเสร็จ จางเซวียนก็เดินตัวสั่นงันงกเดินลงบันไดไป
พอเข้าไปในห้องของเหล่าเติ้ง จางเซวียนถึงพบว่าตัวเองคิดมากไปเอง หลู่หนีก็อยู่ด้วย งานนี้เขาคงไม่ได้ดื่มเยอะแน่นอน
จางเซวียนนั่งลงก็พูดเลย "ห้องคุณจุดเตาถ่านอึดอัดจะตาย ทำไมไม่เปิดแอร์?"
"หน้าหนาวเปิดแอร์มันไม่ได้อารมณ์แบบนี้" เติ้งต๋าชิงยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง
"วันนี้เอาสักมวนไหม?"
"เอาสิ"
จางเซวียนขี้เกียจดัดจริต บุหรี่นี่เขาสูบยังไงก็ไม่ติด
เช่นเดียวกัน เขาสูบยังไงก็ไม่รู้สึกถึงรสชาติ สูบยี่ห้อไหนก็เหมือนกันหมด แยกไม่ออกว่าดีหรือไม่ดี
ให้มันได้อย่างนี้สิ!
เติ้งต๋าชิงช่วยจุดบุหรี่ให้ แล้วถาม "หัวเชื้อบรั่นดีของนายปล่อยของหรือยัง?"
จางเซวียนตอบว่า "ใกล้แล้ว กำลังเดินเรื่องจดทะเบียนบริษัทอยู่"
ได้ยินบทสนทนาที่จับต้นชนปลายไม่ถูกของทั้งสองคน หลู่หนีก็มองจางเซวียนอย่างประหลาดใจ แต่ไม่ได้พูดแทรก
หยิบตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ปาก จางเซวียนเคี้ยวตุ้ยๆ รสเนื้อเต็มปากเต็มคำ อร่อย
คีบอีกชิ้นเข้าปาก ก็ยังอร่อยเหมือนเดิม
กินรวดเดียวสามชิ้นอย่างไม่เกรงใจ จางเซวียนก็ถาม "อาจารย์ ปีนี้คุณจะกลับไปฉลองตรุษจีนที่บ้านเกิดมณฑลซูไหม?"
เติ้งต๋าชิงโบกมือบอกว่า "ไม่กลับละ หนุ่มโสดกลับไปจะมีอะไรน่าสนุก เฮ้อ พวกป้าน้าอาทั้งหลาย ถึงเวลาก็รุมถามกันเป็นพรวน"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนก็เหลือบมองหลู่หนีแวบหนึ่ง "ก็มีของสำเร็จรูปอยู่แล้วนี่นา"
หลู่หนีวางตะเกียบลงจ้องหน้าจางเซวียนอยู่สามวินาที ท้ายที่สุดก็พูดว่า "จางเซวียน นายเนี่ยสามวันไม่โดนตีก็ปีนเกลียวแล้วใช่ไหม จะบอกให้นะ เรื่องที่นายมีแฟนเนี่ย ตั้งแต่ท่านเลขาธิการยันผู้อำนวยการเขารู้กันหมดแล้ว"
โอ๊ะโอ๋!
วางมาดที่ปรึกษาซะแล้ว
ถ้าเป็นตอนแรกๆ ก็คงต้องเกรงใจตำแหน่งหน้าที่นี้อยู่หรอก แต่ตอนนี้สนิทกันขนาดนี้แล้ว ใครกลัวใครกันล่ะ
มีเนื้ออยู่เต็มปาก เขาพูดเสียงอู้อี้ว่า "รู้ก็รู้ไปสิ วันหน้าพวกเขาจะภูมิใจในตัวผม จำไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ดีแล้ว"
"เหอะๆ..."
หลู่หนีฟังแล้วขำด้วยความหมั่นไส้ "นายคิดว่าตัวเองเป็นใครยะ? หลงตัวเองเกินไปแล้วพ่อคุณ"
จางเซวียนปรายตามองเธอ ไม่ต่อความยาวสาวความยืดเรื่องนี้ หันไปถามเหล่าเติ้งแทน "แล้วครูหวังห้องข้างๆ ล่ะ ไม่เห็นหน้ามาพักหนึ่งแล้ว เธอไปไหนเสียแล้ว?"
เติ้งต๋าชิงจิบเหล้าคนเดียวแล้วพูดว่า "แม่เธอเสียน่ะ"
"เสียได้ยังไง?" จางเซวียนแปลกใจนิดหน่อย เขาเคยเจอแม่ของหวังลี่อยู่สองสามครั้ง ดูเพิ่งจะ 50 กว่าๆ ยังดูสาวอยู่เลย
เติ้งต๋าชิงส่ายหน้า ถอนหายใจยาว "กินยาฆ่าแมลงตาย"
จางเซวียนตกใจ ตะเกียบที่คีบเนื้ออยู่ชะงักกึก "ตายอย่างทรมานสู้มีชีวิตอยู่อย่างลำบากดีกว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมถึงคิดสั้นขนาดนั้น?"
เติ้งต๋าชิงมองออกไปนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง ลดเสียงต่ำลง "รายละเอียดฉันก็ไม่รู้แน่ชัด รู้แค่ว่าแม่เธอสุขภาพไม่ค่อยดีมาตลอด"
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะเอ่ยปากถามต่อ ชั้นบนก็มีเสียงเคาะประตูและเสียงตะโกนเรียก
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มรีบวางตะเกียบลุกขึ้นทันที "ผมมีธุระ พวกคุณเหลือกับข้าวไว้ให้ผมบ้างนะ"
มองส่งแผ่นหลังของจางเซวียนที่หายลับไปตรงประตู หลู่หนีก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า "เรื่องที่จางเซวียนเปิดบริษัทมันคือยังไง?"
เติ้งต๋าชิงบอกว่า "ก็เพื่อทำธุรกิจลอตหนึ่งน่ะสิ"
หลู่หนีถาม "ธุรกิจอะไร?"
เติ้งต๋าชิงคิดนิดหนึ่ง ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด "ธุรกิจใหญ่หลายแสนหยวน"
หลายแสน?
ได้ยินตัวเลขนี้ หลู่หนีถึงกับมึนตึ้บ มองเติ้งต๋าชิงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อแบบนั้น "จริงหรือหลอก นายเอาความมั่นใจมาจากไหน?"
เติ้งต๋าชิงไม่ได้ตอบตรงๆ "เธอรู้แค่ว่ามีเรื่องแบบนี้ก็พอแล้ว อย่าไปพูดข้างนอกล่ะ วันหน้าเรื่องของจางเซวียนในมหาวิทยาลัยช่วยได้ก็ช่วยหน่อย"
หลู่หนีค้อนใส่เขา แม้จะยังรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ก็ยอมเชื่อฟังไม่ถามเซ้าซี้ แล้วพูดขึ้นประโยคหนึ่ง "ฉันดูเสื้อผ้าที่แฟนเขาใส่ราคาไม่ถูกเลยนะ ทางบ้านน่าจะฐานะไม่เลวใช่ไหม?"
เติ้งต๋าชิงตอบกลับว่า "ไม่ใช่แค่ไม่เลวหรอก! เธอยังไม่เคยเห็นคนในครอบครัวเสี่ยวตู้ ท่าทางแบบนั้นถ้าไม่รวยก็เป็นผู้ลากมากดี"
***

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 165 เห็นจดหมายแล้วมีความสุข ไม่รวยก็เป็นผู้ลากมากดี

ตอนถัดไป