บทที่ 166 ธุรกิจกระดาษพิมพ์ข่าวเดือนละ 1.6 ล้าน
บทที่ 166 ธุรกิจกระดาษพิมพ์ข่าวเดือนละ 1.6 ล้าน
ชั้นสอง
จางเซวียนพาหลี่เหมยเข้ามาในห้อง ถามด้วยความห่วงใย "กินข้าวมาหรือยัง?"
หลี่เหมยเป็นคนทำอะไรคล่องแคล่ว วางกระเป๋าลงบนโต๊ะรับแขก พลางหยิบเอกสารออกมาพลางตอบ "กินมาแล้ว"
เห็นอีกฝ่ายกินข้าวมาแล้ว จางเซวียนก็ไม่ถามมากความอีก รับเอกสารมาอ่านอย่างละเอียด
เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ จางเซวียนไม่เคยทำเป็นเล่น อ่านรอบหนึ่งแล้วก็อ่านรอบสอง อ่านรอบสองแล้วก็อ่านรอบสาม...
ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายรู้สึกว่าไม่มีปัญหาแล้วถึงได้เซ็นชื่อประทับตรา
เสร็จเรียบร้อย ก็ส่งปึกเอกสารคืนให้หลี่เหมย แล้วหยิบนามบัตรของหยวนหลานออกมา ให้ช่องทางติดต่อของหยวนหลานแก่เธอ "หลังจากบริษัทการค้าระหว่างประเทศเรียบร้อยแล้ว คุณติดต่อไปหาเธอนะ เรื่องส่วนแบ่งความร่วมมือของหัวเชื้อบรั่นดีคุณเป็นคนรับผิดชอบติดตามงาน ถ้าเจอเรื่องที่ต้องให้ผมเซ็นชื่อ หรือต้องให้ผมตัดสินใจ ก็มาหาผมได้โดยตรง"
"ตกลง"
หลี่เหมยจดเบอร์ติดต่อของหยวนหลานไว้ ก่อนจะจบการสนทนาก็พูดว่า "ที่บ้านคุณต้องติดตั้งโทรศัพท์บ้านสักเครื่องแล้วนะ ต่อไปบริษัทเริ่มหมุนเวียนจะได้ตามตัวคุณเจอทันท่วงที"
จางเซวียนได้ยินแบบนี้ก็ยิ้ม ตัวเขาเองยังไม่ทันได้เอ่ยปากรั้งให้เธออยู่ทำงานที่บริษัทเลย เจ้าตัวก็เสนอตัวอยู่ต่อเองเสียแล้ว
ดูท่าน้าจะพูดถูก หลี่เหมยคนนี้น่าจะถังแตกจริงๆ
แต่แบบนี้ก็ดี ทั้งสองฝ่ายต่างสมประโยชน์ วินวินทั้งคู่
หลี่เหมยตรวจสอบความถูกต้องว่ามีจุดไหนลืมเซ็นหรือเปล่าอีกรอบอย่างจริงจัง เสร็จแล้วก็เก็บเอกสารเข้ากระเป๋า แล้วถามจางเซวียนอย่างเคร่งขรึม "บริษัทการค้าระหว่างประเทศของคุณนี่ จะทำแค่ธุรกิจสินค้าที่ถูกศุลกากรยึดอย่างเดียวเหรอ? หรือว่าทำธุรกิจอื่นด้วย?"
จางเซวียนแทบจะเข้าใจทันทีว่าเธอหมายถึงอะไร วางปากกาลงบนโต๊ะ แสดงความจริงใจ "ในเมื่อเปิดบริษัทแล้ว ธุรกิจอื่นก็ต้องทำด้วยแน่นอน คุณมีความคิดเห็นอะไรก็บอกผมมาตรงๆ ความสัมพันธ์ระดับเราไม่ต้องอ้อมค้อมแล้ว"
เห็นเขาแสดงท่าทีชัดเจน หลี่เหมยก็โล่งอกไปเปราะใหญ่
สิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือจางเซวียนจะเปิดบริษัทเพื่อกอดธุรกิจสินค้าถูกยึดแค่แปลงนาผืนน้อยนี้ไว้ไม่ปล่อย ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่มีความหมายที่จะอยู่ต่อ
หลี่เหมยคิดแล้วพูดว่า "ฉันอยากทำธุรกิจนำเข้ากระดาษ"
จางเซวียนชะงักไปนิดหน่อย
เกิดใหม่รอบสอง ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มย่อมรู้ดีว่าในประเทศขาดแคลนแร่เหล็กและเยื่อไม้มาโดยตลอด
แต่เขาไม่เคยคิดไปถึงด้านนี้เลย
เหตุผลก็ง่ายมาก นอกจากไม่มีเวลาไปทำอย่างมืออาชีพแล้ว ที่สำคัญคือไม่มีเส้นสายช่องทางนั้น
ถ้าให้ตัวเองไปบุกเบิกตลาดจากศูนย์ เอาเวลาตรงนั้นไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้แย่ไปกว่ากันหรอก
จางเซวียนถามด้วยความอยากรู้ "กระดาษก็มีตั้งหลายชนิด คุณอยากทำด้านไหน?"
หลี่เหมยตอบ "ฉันอยากทำกระดาษพิมพ์ข่าว หนังสือพิมพ์และนิตยสารเจ้าใหญ่ๆ ในประเทศมีความต้องการกระดาษพิมพ์ข่าวมหาศาล ตลาดนี้มีศักยภาพมาก..."
จางเซวียนทนนั่งฟังเธอพล่ามไปเรื่อย ตอนท้ายก็โบกมือขัดว่า "ที่คุณพูดมาก็มีเหตุผลมาก แต่ผมไม่อยากฟังเรื่องนามธรรมพวกนี้ ในเมื่อคุณเจาะจงมาที่กระดาษพิมพ์ข่าว แสดงว่าต้องมีลู่ทางแล้ว คุณเล่ามาให้ฟังหน่อย"
เห็นเขาหลอกไม่ง่าย หลี่เหมยก็ยิ้ม แล้วเล่าแนวคิดของเธอ "เรานำเข้ากระดาษพิมพ์ข่าวคุณภาพดีจากรัสเซีย ขนส่งทางรถไฟไปที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แล้วใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งมาที่เซี่ยงไฮ้ ลูกค้าคือ 'หนังสือพิมพ์ซินหมินหว่านเป้า' ของเซี่ยงไฮ้ และ 'หนังสือพิมพ์หวาซีตูซื่อเป้า' ของเสฉวน พอของถึงโกดังสำนักพิมพ์ พวกเขาก็จะออกตั๋วแลกเงินธนาคารให้คุณทันที สำนักพิมพ์ยุคนี้รวยมาก ไม่เคยติดหนี้"
เห็นปากเธอขยับนิดเดียว ก็เอ่ยชื่อซินหมินหว่านเป้ากับหวาซีตูซื่อเป้าออกมาแล้ว จางเซวียนรู้สึกเหมือนฟังเรื่องเพ้อฝัน เหมือนกำลังฟังนิยายแฟนตาซีอยู่
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถาม "สองเจ้านี้เป็นสำนักพิมพ์ระดับตำนาน ยอดขายหนังสือพิมพ์เยอะ อิทธิพลทางสังคมสูง ห่วงโซ่อุปทานน่าจะสมบูรณ์แบบมาก คุณมั่นใจแค่ไหนว่าจะไปแย่งลูกค้าเขามาได้?"
เห็นจางเซวียนถ้าไม่เห็นกระต่ายไม่ยอมปล่อยเหยี่ยว ทำงานรอบคอบ หลี่เหมยจึงยอมเปิดเผยว่า "ก่อนหย่า ตอนอยู่ที่ออสเตรเลียฉันทำธุรกิจด้านกระดาษพิมพ์ข่าวนี่แหละ ซินหมินหว่านเป้ากับหวาซีตูซื่อเป้าก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของฉัน ตอนนี้ฉันกลับประเทศแล้ว แน่นอนว่ายอมให้เขาได้ดีไปเปล่าๆ ไม่ได้"
เอาล่ะสิ คำว่า เขา ที่ว่าก็น่าจะเป็นอดีตสามีของเธอ
จางเซวียนฟังเข้าใจแล้ว หลี่เหมยกำลังระบายความแค้น กำลังจะไปคิดบัญชีกับผัวเก่านั่นเอง
หรือจะเรียกว่าแก้แค้นล้างอายก็ได้
แต่ในมุมมองของเขา คุณจะระบายแค้นหรือไม่ระบายแค้นอะไรก็ไม่เกี่ยว เขาแค่สนว่าทำได้จริงไหม มีผลกำไรที่เป็นเนื้อเป็นหนังไหม?
จางเซวียนลองหยั่งเชิงถาม "คุณมีความมั่นใจแค่ไหน?"
หลี่เหมยตอบ "90% ขึ้นไป ลูกค้าเจ้าอื่นในประเทศฉันไม่ค่อยมั่นใจ แต่สองสำนักพิมพ์นี้ตอนแรกฉันเป็นคนดูแลติดตามงานด้วยตัวเอง มีเส้นสายที่แข็งโป๊กอยู่ข้างใน"
ดวงตาของจางเซวียนเป็นประกาย รีบถามต่อ "สองสำนักพิมพ์นี้ใช้ปริมาณเยอะไหม?"
หลี่เหมยตอบว่า "ซินหมินหว่านเป้ามียอดขายหนังสือพิมพ์ขนาด 32 หน้ายก วันละ 1,200,000 ฉบับ ปริมาณความต้องการจากเราต่อเดือนเกือบๆ 5 หมื่นตัน ยอดขายของหวาซีตูซื่อเป้าก็ไม่น้อยหน้ากัน เมื่อก่อนนำเข้ากระดาษจากฉันเดือนละประมาณ 3 หมื่นตัน"
จางเซวียนถามคำถามที่สำคัญที่สุด "กำไรเท่าไหร่?"
หลี่เหมยตอบอย่างตรงไปตรงมา "กำไรน้อยเน้นขายปริมาณมาก กระดาษพิมพ์ข่าวหนึ่งตันทำกำไรได้แค่ 20 ถึง 30 หยวน"
นำเข้ากระดาษพิมพ์ข่าวจากรัสเซียมาหนึ่งตัน ได้ค่าแรงแค่ยี่สิบถึงสามสิบหยวน กำไรน้อยจริงๆ นั่นแหละ
แต่ชนะที่ปริมาณมหาศาลนี่สิ
ถ้ามีปริมาณตามที่หลี่เหมยบอกต่อเดือนจริงๆ คำนวณจากราคาต่ำสุด 20 หยวนต่อตัน เดือนหนึ่งก็ทำเงินได้ 1.6 ล้านหยวน
1.6 ล้าน!
เงินก้อนเบ้อเริ่มเทิ่ม!
พับผ่าสิ! จางเซวียนใจเต้นตึกตักขึ้นมาทันที
แม้จะรู้จักกับหลี่เหมยได้ไม่นาน ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเบื้องหลังของเธอ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงมหาศาลแฝงอยู่
แต่หัวใจของจางเซวียนน่ะสิ ตอนนี้มันเต้นโครมครามอย่างไม่รักดีเอาเสียเลย
ต้องรู้ก่อนนะว่าเดือนละ 1.6 ล้าน ปีหนึ่งก็ 19.2 ล้าน!
หักค่าใช้จ่ายจิปาถะ หักค่าภาษีสังคมอะไรออกไป ปีหนึ่ง 15 ล้านต้องมีแน่ๆ?
ต่อให้ลดกระหน่ำ สมมติหลี่เหมยแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาไม่ได้ตามเป้านี้ ได้สัก 5 ล้านก็ยังดีนี่หว่า!
ลุยแม่มันเลย! โบราณว่าคนไม่มีลาภลอยก็ไม่รวย ม้าไม่มีหญ้ากลางคืนก็ไม่อ้วน
ไตร่ตรองอยู่ครู่เดียว ก็ตัดสินใจทำ
ต่อให้ต้องเสี่ยงโดนหลี่เหมยต้มตุ๋น ก็ต้องลองดูสักตั้ง อย่างมากก็ถือว่าธุรกิจหัวเชื้อบรั่นดีรอบนี้ทำฟรีไป
แต่เกิดใหม่ในยุคสมัยอันยิ่งใหญ่นี้ จิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นจะทิ้งไปไม่ได้
แม้ในใจจะมีคำตอบแล้ว แต่จางเซวียนเคยทำงานพิเศษทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมาหลายสิบปี รู้ตื้นลึกหนาบางดี
ก็ต้องถามให้เคลียร์
จึงถามว่า "สิทธิ์นำเข้าส่งออกของบริษัทการค้าระหว่างประเทศคุณมีวิธีหามาได้ไหม? แล้วการชำระเงินระหว่างประเทศเป็นยังไง?"
หลี่เหมยพูดด้วยรอยยิ้มมั่นใจ "ของพวกนี้สำหรับคนอื่นอาจจะยากเหมือนปีนขึ้นสวรรค์ แต่ฉันทำมาตั้งกี่ปีแล้ว ย่อมมีลู่ทาง ไม่งั้นฉันก็ไม่กล้ามาคุยกับคุณเรื่องทำธุรกิจกระดาษหรอก เรื่องสิทธิ์นำเข้าส่งออกฉันจะหาคนรู้จักเอาไปฝากแขวนไว้กับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จ่ายค่าธรรมเนียมให้พวกเขาเป็นรายเดือนก็พอ ตอนนี้โควตาสิทธิ์นำเข้าส่งออกที่รัฐอนุญาตมีจำกัด บริษัทการค้าหลายแห่งไม่ได้โควตา ก็เลือกใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น ส่วนพวกบริษัทรัฐวิสาหกิจเพื่อหารายได้เข้าหน่วยงาน ก็อาศัยความสะดวกตรงนี้เปิดทางให้ เหมือนกับสินค้าศุลกากรยึดของคุณนั่นแหละ ขอแค่มีเส้นสาย หาได้ไม่ยากหรอก"
พูดถึงตรงนี้ หลี่เหมยก็หยุดนิดหนึ่ง หายใจเข้าแล้วพูดต่อ "ส่วนเรื่องการชำระเงินระหว่างประเทศ คุณยิ่งไม่ต้องห่วง เมื่อก่อนฉันใช้ L/C ตอนนี้ก็ยังกะจะใช้ L/C เหมือนเดิม ฉันรู้ทางหนีทีไล่ดี เปิด L/C จ่ายมัดจำแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ พอของมาถึงอีกหนึ่งเดือนค่อยจ่ายส่วนที่เหลือ รอบเวลาหมุนเงินพอดีเป๊ะ ถึงตอนนั้นเราก็เอาเงินที่สำนักพิมพ์จ่ายมาไปจ่ายส่วนที่ค้างทางรัสเซียได้"
แม้เธอจะพูดอ้อมค้อม แต่จางเซวียนที่เคยทำ L/C มาก่อนฟังปุ๊บก็เข้าใจปั๊บ
จริงๆ พูดง่ายๆ ก็คือการเล่นกับช่องว่างของเวลา ขอแค่มีเงินทุนตั้งต้น 10% ก็สามารถงัดสินค้าทั้งล็อตมาหมุนได้
นี่ก็ไม่ใช่ลูกไม้แพรวพราวอะไร คนทำ L/C เขาก็หมุนกันแบบนี้ทั้งนั้น
ความเจ๋งมันอยู่ที่หลี่เหมยมีเส้นสายแข็งโป๊กที่สามารถเปิดมัดจำได้ในราคาแค่ 10% นี่สิ
ถ้าไม่มีบารมีแก่กล้าจริง ทำไม่ได้นะเนี่ย
ไล่เรียงเส้นทางทั้งหมดแล้ว ไม่มีปัญหา ไม่พบจุดพิรุธ จางเซวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เงยหน้าจ้องตาหลี่เหมย
ถามคำถามสุดท้าย "จริงๆ แล้วคุณแค่ต้องการเงินทุนก้อนใหญ่ เรื่องนี้คุณทำเองคนเดียวก็ได้ แล้วคุณอยากได้ผลประโยชน์อะไรจากผม?"
หลี่เหมยเงียบไป นานพักใหญ่ถึงได้หรี่ตาลงพูดอย่างเปิดอกว่า "พระพุทธองค์ยังต้องการธูปเทียนบูชา คนเราอยู่ได้ด้วยศักดิ์ศรี ครึ่งชีวิตผ่านไปแล้ว ฉันจ่ายค่าตอบแทนให้เขาไปมากเกินไป ฉันไม่อยากให้เขาสุขสบายเกินไปนัก"
จางเซวียน "......"
ดูสิ ดูความอาฆาตนี้ ผู้หญิงพอได้ร้ายขึ้นมานี่ เอาเรื่องจริงๆ!
จางเซวียนพอใจกับเหตุผลนี้ สุดท้ายถอนหายใจแล้วพูดว่า "ตกลง ธุรกิจนี้ผมอนุมัติ คุณลงมือทำได้เต็มที่เลย เพียงแต่ตอนนี้คุณยังต้องตามงานหัวเชื้อบรั่นดีลอตนี้ให้ดี ไม่งั้นเราคงไม่มีทุนไปทำธุรกิจกระดาษพิมพ์ข่าว"
"ฉันรู้ รอฟังข่าวจากฉันได้เลย" หลี่เหมยพยักหน้า ลุกขึ้นเดินจากไป
หิ้วกระเป๋า เดินฉับๆ จากไปอย่างรวดเร็วปานสายลม
*****
L/C - ตราสารเครดิต