บทที่ 174 หัวจะเขียวไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว จะขึ้นไม่ขึ้น
บทที่ 174 หัวจะเขียวไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว จะขึ้นไม่ขึ้น
พูดจบ หลี่เหมยก็ยื่นเอกสารให้จางเซวียน
จางเซวียนรับมาดู ก็ยิ้มออกมาทันที "หยวนหลานคนนี้ใจถึงจริงๆ จ่ายมัดจำเร็วขนาดนี้เลย"
หลี่เหมยพยักหน้า บอกเขาว่า "นี่คือผู้หญิงที่ทำงานใหญ่ เป็นคนเด็ดขาด มีความทะเยอทะยานไม่น้อยเลย"
จางเซวียนไม่เข้าใจ ถามด้วยความอยากรู้ "เล่าให้ฟังหน่อยสิ"
หลี่เหมยกล่าวว่า "ฉันไปสืบมาถึงได้รู้ว่า ช่วงนี้หยวนหลานสนิทสนมกับคนในระบบราชการ ดูเหมือนจะมีความตั้งใจที่จะรุกเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์"
อสังหาริมทรัพย์งั้นเหรอ สายตาเฉียบแหลมใช้ได้ นี่มันอุตสาหกรรมดาวรุ่งแห่งอนาคตเลยนะ เป็นธุรกิจที่กำไรมหาศาลจริงๆ
ขนาดตัวเขาเองยังเคยฝันอยากจะซื้อที่ดินเก็บตุนไว้สักแปลงสองแปลงเลย
จางเซวียนอ่านเอกสารอย่างละเอียด เมื่อเซ็นชื่อเสร็จก็บอกหลี่เหมยว่า "พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ คุณบอกหยวนหลานว่า พรุ่งนี้เราจะไปเบิกของที่ศุลกากร ให้เธอรีบขายให้หมด เราจะได้รีบแบ่งเงินกัน"
"ได้"
หลี่เหมยรับคำ ตรวจสอบเอกสารอีกครั้งว่ามีการเซ็นตกหล่นตรงไหนหรือไม่ จากนั้นก็พูดถึงเรื่องกระดาษพิมพ์ข่าว "ฉันติดต่อกับหนังสือพิมพ์ซินหมินหว่านเป้า และหนังสือพิมพ์หวาซีตูซื่อเป้า แล้ว พวกเขาตกลงร่วมมือกับเรา"
"ปริมาณเท่าไหร่?"
"เท่ากับที่เคยคุยกันไว้ รวมทั้งหมด 8 หมื่นตัน"
จางเซวียนมองเธออย่างเคร่งขรึม ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ "เรื่องนี้คุณมีความมั่นใจแค่ไหน?"
หลี่เหมยจ้องตาเขา พูดอย่างหนักแน่น "คุณเชื่อใจฉันเถอะ ร้อยเปอร์เซ็นต์"
สมกับเป็นผู้หญิงหน้าเหลี่ยมโหนกแก้มสูง แม่เจ้าประคุณมั่นใจชะมัด
แต่เขาก็ไม่ใช่ไก่อ่อนนะ การค้าต่างประเทศเป็นวงการที่มีความเสี่ยงสูง จะมีคำว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ยังไง?
จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตกลง "ได้ เรื่องนี้คุณลุยเต็มที่ได้เลย ผมสนับสนุนคุณเต็มกำลัง"
ได้ยินดังนั้น หลี่เหมยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ลุกขึ้นพูดว่า "คุณวางใจเถอะ วงการกระดาษพิมพ์ข่าวนี้น่ะ ฉันทำมาตั้งหลายปีไม่เคยผิดพลาด ครั้งนี้รับรองว่าจะจัดการให้สวยงามแน่นอน"
"ตกลง ผมจะรอฟังข่าวดี" มาถึงขั้นนี้แล้ว จางเซวียนก็จำต้องเชื่อเธอแล้วล่ะ
...
หลังมื้อเที่ยง ฝนเริ่มซาลงแล้ว
ตู้ซวงหลิงและเพื่อนอีกสองคนไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด
จางเซวียนอยู่ที่ห้องเช่า เริ่มต้นด้วยการฝึกชกมวยครึ่งชั่วโมง
ช่วงบ่ายยังคงเหมือนเดิม อ่านหนังสือก่อน แล้วค่อยเขียนนิยาย
ชีวิตผ่านไปอย่างเรียบง่ายและเติมเต็ม
"จางเซวียน ได้เวลาออกเดินทางแล้ว!"
สี่โมงเย็นกว่าๆ ขณะที่จางเซวียนเพิ่งเขียน เฉียนฟู จบไป 1,200 คำ และกำลังนวดขมับอยู่นั้น เสียงของเหล่าเติ้ง ก็ดังขึ้นมาจากข้างนอก
"โอเค มาแล้ว!"
ขานรับเสร็จ จางเซวียนก็เก็บข้าวของ ล็อคประตู แล้วเดินลงไปข้างล่าง
จางเซวียนจ้องมองกระติกน้ำร้อน ในมือของเหล่าเติ้ง ถามด้วยความสงสัย "ในนั้นคืออะไร?"
เหล่าเติ้งตอบ "ฉันตุ๋นไก่ไว้ให้หวังลี่ "
จางเซวียนเปิดฝาดู แซวว่า "แม่ที่ปรึกษาคนนั้นชอบปีนเกลียวใส่ผมประจำ งั้นคุณกับครูหวังลี่ก็จับคู่กันซะเลยสิ ยั่วให้เธออกแตกตายไปเลย"
เหล่าเติ้งส่ายหน้า ขยับแว่นตาแล้วพูดว่า "ไอ้หนู นายนี่มันเจ้าคิดเจ้าแค้นจริงเชียว หลู่หนี ก็แค่รังแกนายในวงเหล้าไม่กี่ครั้งนายไม่เห็นจำเป็นต้องเอาความสุขของฉันเหล่าเติ้งเข้าไปเสี่ยงเลยนี่หว่า"
จางเซวียนเอียงคอ "คุณกำลังบอกว่าครูหวังลี่ไม่ดีงั้นเหรอ?"
เหล่าเติ้งชำเลืองมองเขา ถอนหายใจแล้วพูดตามตรงว่า "แม่สาวคนนี้ฉันกลัวจะเอาไม่อยู่ ผมของฉันมันก็ทั้งมันทั้งหยิกมากพอแล้ว ไม่อยากจะโดนสวมเขา ให้หัวเขียวไปมากกว่านี้"
"ฮ่า..."
จางเซวียนฟังแล้วชอบใจ อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เมื่อเห็นเขาหัวเราะอย่างมีความสุข เหล่าเติ้งก็หัวเราะตาม ก่อนจะถามว่า "จางเซวียน ฉันฟังเสี่ยวตู้บอกว่า นายเหมือนจะสีซอเอ้อร์หูเป็นเหรอ?"
พอได้ยินเรื่องสีซอเอ้อร์หู จางเซวียนก็รู้สึกใจลอยไปนิดหน่อย นั่นมันเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
พ่อของเขาตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ชอบสิ่งนี้มาก ว่างๆ เขาก็เลยเดินตามก้นพ่อเรียนรู้มาบ้าง
ความจริงไม่ใช่แค่พ่อที่ชอบ ดูเหมือนคนในยุคนั้นจะเล่นซอเอ้อร์หู ขลุ่ย ขลุ่ยเซียว หรือปี่โซน่า เป็นกันสักอย่างสองอย่าง
เพียงแต่หลังจากพ่อจากไป จางเซวียนก็ไม่เคยแตะซอเอ้อร์หูอีกเลย
ฝีมือที่ร่ำเรียนมาเจ็ดแปดปี ถูกทิ้งร้างไปแบบนี้ ยอมแพ้ไปแบบนี้
คิดแล้วก็น่าเศร้า
เขาจึงตอบว่า "ไม่ได้แตะมาหลายปีแล้ว มือไม้แข็งไปหมดแล้ว เป็นไง ทำไมคุณถึงถามเรื่องนี้?"
เหล่าเติ้งบอก "ไม่ใช่ว่าใกล้จะปีใหม่แล้วเหรอ ฉันต้องขึ้นแสดงรายการหนึ่ง ฉันสีซอเอ้อร์หูเป็น เลยอยากชวนนายมาแสดงด้วยกัน"
จางเซวียนไม่เข้าใจ ถามอย่างสงสัย "งานเลี้ยงรับน้องคุณก็ขึ้นไปแล้วนี่ ปีใหม่ยังจะขึ้นอีกเหรอ? ปกติผมก็ดูไม่ออกนะว่าคุณที่ไร้รสนิยมแบบนี้ จะชอบทำตัวเด่นดังกับเขาด้วย?"
เหล่าเติ้งโบกมือ อธิบายว่า "เฮ้ย! ใช่ว่าฉันอยากจะเด่นดังที่ไหน ฉันพนันเหล้าแพ้เลขาพรรค เขาบังคับให้ฉันขึ้น ฉันก็ต้องขึ้น"
จางเซวียนมึนตึ้บ ยิ้มร่าแนะนำวิธีให้ "โธ่เอ๊ย! เรื่องแค่นี้เอง เรื่องแบบนี้ผมเชี่ยวชาญที่สุด เบี้ยวไปเลยสิ ถ้าคุณไม่ขึ้นเขาจะทำอะไรคุณได้?"
เหล่าเติ้งปฏิเสธ "ไม่ได้ๆ ฉันเหล่าเติ้งเกิดมาไม่เคยเบี้ยวใคร คำไหนคำนั้นเหมือนตะปูตอก "
จางเซวียน "..."
เมื่อเห็นเขาเงียบ เหล่าเติ้งก็เชิญชวนอีกครั้ง "มาด้วยกันสิ ฉันคนเดียวมันกร่อย"
จางเซวียนทำท่าทางประกอบ พลางเยาะเย้ย "ผมเกิดมาหน้าตาดีขนาดนี้ อายุยังน้อยก็มีแฟนแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำตัวเด่นเรียกสาวๆ หรอก ผิดกับคุณ อายุขนาดนี้แล้วยังโสด สมควรขึ้นแสดงจริงๆ นั่นแหละ"
โดนจี้จุดแทงใจดำ เหล่าเติ้งหน้าเขียวปั๊ด โกรธจนควันออกหู!
สุดท้ายชี้หน้าจางเซวียนด้วยความเจ็บใจแล้วพูดว่า "นายอยากให้ฉันทำงานให้นายไม่ใช่เหรอ ถ้าแค่ความกล้าแค่นี้นายยังไม่มี แล้วฉันจะกล้าไปลุยวงการการเงินการลงทุนที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านกับนายได้ยังไง?"
จางเซวียนกลอกตาบน ใส่ฉอดๆ ว่า "คุณก็มั่วไปเรื่อย! การเงินกับซอเอ้อร์หู สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันตรงไหน?"
เหล่าเติ้งเขย่ากระติกน้ำร้อนในมือ "ทำไมจะไม่เกี่ยว? ในอนาคตเราสองคนจะหากินกับวงการการเงิน นายก็ต้องมีใจที่พร้อมจะเป็นตายร้ายดีไปกับฉัน จะขึ้นไม่ขึ้น?"
จางเซวียน "..."
แม่งเอ๊ย นี่มันตรรกะเทพเจ้าอะไรเนี่ย?
เหล่าเติ้งยิ้มถามอีก "จะขึ้นไม่ขึ้น?"
จางเซวียนกัดฟันตอบ "ขึ้น!"
...
ซื้อดอกคาร์เนชั่นมาสองช่อ ทั้งสองรีบตรงดิ่งมาที่โรงพยาบาล ก็พบหวังกัง กำลังต่อแถวกดน้ำร้อนอยู่ที่ระเบียงทางเดิน
ส่วนหวังลี่นั้น กำลังนอนเหม่อมองเพดานอยู่
เมื่อเห็นจางเซวียนกับเติ้งต๋าชิงถือดอกไม้เข้ามา ใบหน้าที่ดูน่าเวทนาของหวังลี่ก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มต้อนรับทันที
ทักทายว่า "พวกนายมาแล้ว ขอบใจนะ"
จางเซวียนวางดอกไม้ไว้ที่หัวเตียง ถามด้วยความเป็นห่วง "อาจารย์อาการเป็นยังไงบ้างครับ?"
หวังลี่หยิบดอกไม้มาดม ยิ้มหวานแล้วพูดว่า "วางใจเถอะ สหายจางเซวียนตัวน้อย ฉันไม่ตายหรอก"
ถุย! อย่ามาเรียกตัวน้อยนะ เขาไม่เล็กนะครับ
เหล่าเติ้งรินชาให้จางเซวียน แล้วรินให้ตัวเองแก้วหนึ่ง ก่อนจะถามหวังลี่ "เมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้นในบาร์? ถึงขั้นลงมีดลงไม้กันเลย?"
หวังลี่เขี่ยเกสรดอกไม้เล่นอยู่ครู่หนึ่ง เงียบไปนานกว่าจะพูดว่า
"นายรู้ไหมทำไมแม่ฉันถึงกินยาฆ่าแมลง? ท่านหวังจะใช้ความตายเพื่อเตือนสติฉัน ฉันเองก็ได้รู้วามจริงตอนอ่านจดหมายลาตาย..."
พูดไปพูดมา หวังลี่ที่เมื่อกี้ยังดูปกติดีอยู่ จู่ๆ น้ำตาก็ทะลักออกมา ไหลอาบแก้มราวกับสายฝน
เธอปาดน้ำตา สะอึกสะอื้นพูดต่อ "เดิมทีเมื่อวานฉันตั้งใจจะไปจบเรื่องราวกับเฉียนปิง จะบอกลาอดีต นึกไม่ถึงว่าเฉียนปิงจะไม่ยอมปล่อย พอทะเลาะกันรุนแรงก็เลยมีการใช้มีด..."