บทที่ 175 ความคาดหวัง
บทที่ 175 ความคาดหวัง
จางเซวียนกับเหล่าเติ้งสบตากัน ไม่นึกเลยว่าเรื่องจะน้ำเน่าขนาดนี้
หลังจากปลอบใจกันอยู่พักใหญ่ จู่ๆ หวังลี่ก็เงยหน้าพูดกับเติ้งต๋าชิงว่า "ต๋าชิงช่วยฉันสักเรื่องสิ"
เหล่าเติ้งถาม "เรื่องอะไร?"
หวังลี่พูดว่า "ช่วยหาทนายให้ฉันหน่อย"
เหล่าเติ้งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม "เธออยากได้ทนายแบบไหน?"
หวังลี่หลับตาลงแล้วพูดว่า "เอาที่เก่งๆ หน่อย ฉันต้องการให้เฉียนปิงติดคุกตลอดชีวิต ถ้าประหารชีวิตได้ยิ่งดี"
จางเซวียนและเหล่าเติ้งสบตากันอีกครั้ง รู้สึกหนาววาบไปถึงกระดูกสันหลัง
คิดไม่ถึงจริงๆ!
หวังลี่ที่ปกตินยิ้มหวานยิ่งกว่าน้ำตาลคนนี้ บทจะไม่ลงมือก็แล้วไป แต่พอลงมือทีก็กะเอาให้ถึงตาย
แต่พอทั้งสองตั้งสติได้ ฝ่ายตรงข้ามเล่นมีดไล่แทง กะเอาชีวิตเธอแล้ว ยังจะมีเยื่อใยอะไรให้พูดถึงอีก?
ยังจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องให้อภัยอีก?
...
หลังจากกินอาหารชุดผู้ป่วยด้วยกันและอยู่เป็นเพื่อนที่โรงพยาบาลสักพัก...
เมื่อเดินออกมา เติ้งต๋าชิงก็เปรยกับจางเซวียนว่า "เป็นผู้หญิงที่โหดเหี้ยมจริงๆ แต่ก็ดีนะ"
จางเซวียนฟังแล้วยิ้ม ไม่ได้รับคำ
...
วันเวลาต่อมา จางเซวียนกลายเป็นพวกเสพติดความเจ็บปวดไปโดยสมบูรณ์
กลางวันต้องไปเรียน
พอมีเวลาว่าง ก็จะโดนเหล่าเติ้งจ้องตะครุบตัว ลากไปซ้อมสีซอเอ้อร์หู
แถมอีกฝ่ายยังเตรียมซอเอ้อร์หูไว้ให้เสร็จสรรพ ไม่ต้องให้เขาลำบากใจเลยสักนิด
กลางวันยุ่ง กลางคืนก็หยุดไม่ได้ ต้องเขียนนิยายต่อ
ด้วยความขยันหมั่นเพียรของเขา เฉียนฟู เผลอแป๊บเดียวก็ทะลุหลัก 7 หมื่นคำเข้าไปแล้ว
แต่จางเซวียนยังไม่คิดจะตีพิมพ์ตอนนี้ ตามแผนของเขา ต้องรอให้เขียนจบแล้วทิ้งไว้สักสามเดือนขึ้นไปค่อยพิจารณาเรื่องนี้
เหตุผลที่ต้องทิ้งไว้สามเดือนขึ้นไป เพราะเขากลัวว่าพอเขียนจบแล้วจะเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา
ถึงตอนนั้นถ้าตีพิมพ์ไปแล้ว แก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่สามารถทำให้สมบูรณ์แบบที่สุดได้แล้ว จะไม่มานั่งเสียใจภายหลังเหรอ?
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ เฉียนฟู แบกรับความหวังและความทะเยอทะยานของเขาไว้มากขนาดนี้ล่ะ?
ตามความคาดหวังของจางเซวียน นิยายจารกรรมเรื่อง เฉียนฟู เล่มนี้ จะต้องเหนือกว่า อั้นซ่วน ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ
ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลทางสังคม หรือความนิยมในตลาด หรือคุณค่าทางวรรณกรรม หรือแม้แต่ความสำเร็จในท้ายที่สุด
เฉียนฟูจะต้องเหนือกว่า อั้นซ่วน ในทุกมิติ ถึงจะตรงตามเป้าหมายของเขา
ไม่อย่างนั้นอุตส่าห์อดหลับอดนอน ตรากตรำทำงานหนัก ขอยืมแก่นแท้ของนิยายจารกรรมยอดเยี่ยมจากชาติก่อนมาผสมผสานเพื่ออะไร?
แน่นอนว่าเพื่อแจ้งเกิดในทีเดียว!
เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ!
เพื่อตอบสนองความหยิ่งทะนงของตัวเอง ไม่ให้เสียชาติเกิดที่ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง!
พอคิดแบบนี้ คาดหวังแบบนี้ จางเซวียนก็รู้สึกเหมือนโดนฉีดเลือดไก่ คึกคักจนลืมวันลืมคืน...
แม่งเอ๊ย!
แค่ทำแบบนี้ติดต่อกันนานๆ ผลลัพธ์แม้จะน่าชื่นใจ แต่มันก็เหนื่อยฉิบหาย
คนแทบจะเหี่ยวเฉาอยู่แล้ว
...
วิชาภาษาอังกฤษระดับมหาวิทยาลัย
กลางคาบเรียน เสี่ยวสืออี ยื่นกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งมาให้เขา
บนนั้นเขียนว่า: สภานักศึกษาตรวจหอพัก บันทึกว่านายไม่กลับหอพักมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ฉันเป็นคนช่วยเคลียร์ให้เองแหละ
เรื่องนี้ต้องขอบคุณเธอจริงๆ จางเซวียนตอบกลับอย่างจริงใจ: ขอบคุณนะ
เสี่ยวสืออีเขียน: ขอบคุณเฉยๆ จะมีประโยชน์อะไร ฉันเสียหายหนักมากนะ จากเรื่องนี้ทุกคนเข้าใจผิดว่าฉันชอบนาย ต่อไปฉันจะหาแฟนได้ยังไง?
จางเซวียนพูดไม่ออก ไม่ตอบกลับ
เมื่อเห็นดังนั้น เสี่ยวสืออีก็เขียนอีก: ทำไมถึงไม่กลับไปนอนหอ?
จางเซวียนตอบ: ยุ่ง
เสี่ยวสืออีเขียน: เดท?
จางเซวียนชำเลืองมองเธอ ตอบว่า: ประมาณนั้น
เสี่ยวสืออีเงียบไปไม่กี่วินาที เขียน: อายุน้อยๆ รู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง ตอนนี้นายโทรมจนดูไม่ได้แล้ว
มองดูกระดาษโน้ต จางเซวียนรู้สึกเศร้าใจจางๆ บ้าเอ๊ย ดันขุดหลุมฝังตัวเองซะงั้น
เมื่อเห็นเขาหดหู่ ดวงตาของเสี่ยวสืออีเป็นประกาย ยื่นกระดาษโน้ตมาให้อีกแผ่น
เขียนว่า: ถ้าคนคนนั้นทำให้นายรับภาระหนักเกินไป ลองพิจารณาเปลี่ยนแฟนใหม่ดูไหม
จางเซวียนโกรธจนน่าหงุดหงิดชะมัด กัดฟันตอบกลับ: เธอเป็นโรคตายด้านทางเพศหรือไง?
เสี่ยวสืออีกัดริมฝีปากล่าง จ้องมองกระดาษโน้ตอย่างเหม่อลอยอยู่ไม่กี่วินาที มือขยำกระดาษเป็นก้อน ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
จากนั้นเธอก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งใจเรียน ตั้งใจจดบันทึกต่อไป
...
วันปีใหม่ เสิ่นฝาน กลับมาจากมณฑลกุ้ยโจว ด้วยใบหน้าที่ดูแก่ลงไปถนัดตา
จางเซวียนถามด้วยความเป็นห่วง "แฟนนายเป็นยังไงบ้าง?"
พอพูดถึงแฟน ใบหน้าของเสิ่นฝานก็ดูสดใสขึ้นมาบ้าง "ไม่เป็นไรแล้ว เมื่อวานผ่าตัดรอบสองสำเร็จด้วยดี หมอบอกว่าจะไม่ทิ้งผลข้างเคียงอะไรไว้"
เล่าไปพลาง เสิ่นฝานก็กล่าวขอบคุณจางเซวียนและโอวหมิง ว่า "แฟนฉันฝากขอบคุณพวกนาย แล้วก็เสี่ยวสืออีด้วย เธอบอกว่าวันหลังถ้าเข้ามาในเมือง จะเลี้ยงอาหารพื้นเมืองชาวเหยาพวกนาย"
มีของกิน จางเซวียนย่อมไม่ปฏิเสธ
อันที่จริงสำหรับอาหารพื้นเมืองชาวเหยา จางเซวียนไม่ได้ไม่คุ้นเคย ที่ตำบลเสี่ยวซาเจียงก็มีชาวเหยาอาศัยอยู่มาก ทุกปีจะมีงานวัดชาวเหยา เขาตั้งใจไปกินมาแล้วหลายครั้ง รสชาติใช้ได้ทีเดียว
ตกเย็น คณะบริหารธุรกิจจัดงานราตรีวันปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่
ในฐานะมนุษย์ล่องหน สถานะที่มีชื่อเสียงที่สุดของจางเซวียนในคณะบริหารคือ แฟนหนุ่มของตู้ซวงหลิง
รองลงมา ก็คือเรื่องที่ทุกคนเล่าลือกันอย่างสนุกปากและเอามาล้อเลียนมากที่สุด ผู้ชายที่ทำให้เสี่ยวสืออี รักแรกพบ
เสี่ยวสืออีรักแรกพบกับตนหรือไม่ จางเซวียนไม่รู้ เขารู้แค่ว่าคืนนี้โดนเหล่าเติ้งเล่นงานเข้าให้แล้ว
เริ่มจากตอนเปิดงาน ต้องขึ้นไปแสดงสีซอเอ้อร์หูคู่กับเติ้งต๋าชิง ในเพลงชื่อดัง ‘ขุนเขาว่างเปล่าวิหคขับขาน’
โชคดีที่พื้นฐานของเขาพอใช้ได้ สัปดาห์นี้ซ้อมมาอย่างหนัก ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของเหล่าเติ้ง ถึงจะบอกไม่ได้ว่าดีเลิศเลอ แต่อย่างน้อยก็ไม่ขายหน้า
แต่พอถึงช่วงพักครึ่ง บ้าอะไรวะเนี่ย?
ดันโดนหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจร่วมมือกับเสี่ยวสืออีวางยาเข้าให้
เด็กปีหนึ่งของคณะบริหารรุ่นนี้ต่างรู้ดีว่าจางเซวียนมีแฟนแล้ว ซึ่งการเปิดเผยสถานะโจ่งแจ้งแบบนี้ถือเป็นของหายากในยุคสมัยนี้
หัวหน้าภาควิชาบริหารจำเขาได้แม่นมาก ถึงขนาดเคยเรียกหลู่หนีไปเตือนสติหลายครั้งว่า "จางเซวียนเป็นลูกศิษย์คุณ คุณต้องปรับทัศนคติเขาให้ดี อย่าให้เรียนไม่ทันจบก็มีลูกมีเมียไปซะก่อน"
เสี่ยวสืออีรู้ว่าเขาชอบโจวฮุ่ยหมิ่น ชอบร้องเพลง ‘รักลึกซึ้งแลกใจภักดิ์’ ในหอพักบ่อยๆ ก็เลยล็อคคิวเพลงไว้ให้เสร็จสรรพ
จำใจต้องขึ้นไปร้องเพลง ‘รักลึกซึ้งแลกใจภักดิ์’ ของภรรยาโจวอีกรอบ
รอบนี้ไม่เลวเลย ได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราว
หลังเวที จางเซวียนลงมาก็คาดคั้นถามเสี่ยวสืออี "หัวหน้าภาคเป็นอะไรกับเธอ? พ่อทูนหัว? ลุง? หรือว่าพ่อในอนาคต? ถึงได้ช่วยเธอแกล้งฉันขนาดนี้?"
เสี่ยวสืออีหัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยว่า "เขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยกับพ่อฉัน"
จางเซวียนขมวดคิ้ว "แค่นี้? ฉันว่าเขาตามใจเธอเกินเหตุไปนะ"
เสี่ยวสืออีมองซ้ายมองขวา กระซิบข้างหูเขาเบาๆ ว่า "เขาชอบแม่ฉัน เป็นศัตรูหัวใจสมัยมหาวิทยาลัยของพ่อฉันเอง"
จางเซวียน "..."
เห็นเขาช็อกตาตั้ง เสี่ยวสืออีหมุนตัวครึ่งรอบพร้อมรอยยิ้ม แล้วถามอย่างคาดหวังว่า "ชุดพิธีกรของฉันชุดนี้สวยไหม?"
จางเซวียนเดาะลิ้น "ไม่สวยเท่าแฟนฉัน"
ข้ามคำว่า ตู้ซวงหลิง ไปโดยอัตโนมัติ เสี่ยวสืออีชำเลืองมองเหวินฮุ่ยที่กำลังเตรียมตัวขึ้นแสดงอยู่หลังเวที ถามอย่างหน้าด้านๆ ว่า "แล้วถ้าเทียบกับเธอล่ะ?"
จางเซวียนพ่ายแพ้ต่อความหน้าหนาของเธอ ตอบอย่างไร้เยื่อใย "เหวินฮุ่ยสวยกว่า"
เสี่ยวสืออีฟังแล้วก็ไม่โกรธ เพียงแค่ประสานมือไว้อย่างสงวนท่าที แล้วมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
บ่นพึมพำเบาๆ ว่า "หน้าตาฉันก็มี บุคลิกฉันก็ให้ ส่วนสูงก็เด่น รูปร่างสมส่วนดั่งสัดส่วนทองคำ แถมขายาวอีกต่างหาก นายเมินสาวสูง 168 อย่างฉัน แต่กลับไปชอบพวกตัวติดหนึบ แบบนั้นเนี่ยนะ?"
จางเซวียนมุมปากกระตุก ไม่สนใจยัยคนหน้าไม่อายคนนี้อีก รีบชิ่งดีกว่า เหวินฮุ่ยกำลังมองอยู่แถวนั้น ขืนเรื่องรู้ไปถึงหูตู้ซวงหลิง เดี๋ยวจะโดนเทศนาอีก
...
พอผ่านพ้นวันปีใหม่ บรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัยจงต้าก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือตู้ซวงหลิง แต่ก่อนทุกสองวันจะต้องชวนเขาไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัย
แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว
ใกล้สอบปลายภาคแล้ว ยุ่งจนหัวหมุนกันหมด
ไม่ก็ต้องรีบไปแย่งที่นั่งในห้องสมุดแต่เช้าตรู่ ถ้าแย่งที่นั่งในห้องสมุดไม่ได้ สามสาวก็จะเปิดแอร์ติวหนังสือกันที่ห้องนั่งเล่นในบ้านเช่า
จะมีเวลาที่ไหนมาสนใจจางเซวียนกันล่ะ?
...
เที่ยงวัน เห็นจางเซวียนฝึกมวยอยู่ที่มุมห้องอีกแล้ว โจวชิงจู๋อาศัยจังหวะพักไปรองน้ำถามเขาว่า
"นายไม่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบเหรอ? ฉันเห็นคนในหอพักนายที่ห้องสมุดบ่อยๆ นะ"
จางเซวียนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า "หนึ่งฉันไม่เข้าพรรค สองไม่ชิงดีชิงเด่น สามไม่ขอโควตาเรียนต่อ ไม่ขอเป็นอาจารย์ คะแนนเยอะไปก็ไร้ประโยชน์สำหรับฉัน 60 คะแนนสอบผ่านก็หมื่นปีมีสุขแล้ว"
ในใจยังบ่นอุบ เทอมแรกของปีหนึ่งวิชาก็ไม่เยอะ ตำราก็ไม่ยาก พลิกไปพลิกมาก็มีแต่เรื่องเดิมๆ จะให้เสียเวลาขนาดนั้นไปเพื่ออะไร?
โจวชิงจู๋มองจางเซวียนทีหนึ่ง แล้วมองตู้ซวงหลิงที่ไม่เคยพูดเตือนเขาเลยอีกทีหนึ่ง งงเป็นไก่ตาแตกจริงๆ
สุดท้าย เห็นว่าแม้แต่เหวินฮุ่ยก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องของจางเซวียน ไม่เคยเอ่ยชื่อ จางเซวียน ออกมา เธอคิดดูแล้ว ก็เลยขี้เกียจจะถามให้มากความ