บทที่ 176 พี่รองผู้เลิศเลอเพอร์เฟกต์
บทที่ 176 พี่รองผู้เลิศเลอเพอร์เฟกต์
หลังวันปีใหม่ก็คือ ปี 1994
วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ
เผลอแป๊บเดียวก็ย้อนกลับมาได้เกือบสองปีแล้ว จางเซวียนยืนพิงหน้าต่างมองดูท้องฟ้าที่สว่างไสว ในใจคิดเช่นนี้แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าชอบกล
ซวงหลิงไปห้องสมุดอีกแล้ว ไม่เจอตัว
หมี่เจี้ยนก็อยู่ไกลถึงปักกิ่ง ยิ่งไม่เจอตัวเข้าไปใหญ่
แม่งเอ๊ย จู่ๆ เขาก็ดันเป็นโรคเรียกร้องความสนใจขึ้นมาซะงั้น ณ เวลานี้ อยากจะมีใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนชะมัด ทางที่ดีที่สุดคือให้พวกเธอทั้งสองคนมาอยู่เป็นเพื่อนพร้อมกันเลย
เหมือนกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่อยู่ร่วมกับภรรยาทั้งสองได้อย่างปรองดอง แบบนั้นจะดีแค่ไหนนะ!
เฮ้อ พอความคิดลอยไปถึงตรงนั้น จู่ๆ เขาก็นึกถึงพี่สาวคนรองขึ้นมา
พี่รองคนที่ฉลาดกว่าลิง เจ้าเล่ห์กว่าจิ้งจอกคนนั้น ไม่รู้ว่าป่านนี้ไปเตร็ดเตร่อยู่ที่ไหน?
มีข่าวลือว่าจางหลันไปเซี่ยงไฮ้แล้ว ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ?
จางเซวียนมีทัศนคติที่กังขาต่อเรื่องนี้มาตลอด
เพราะในชาติก่อน ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากเธอหลังจากห่างหายไปเป็นสิบปี ตอนนั้นเธอกำลังเที่ยวอยู่ที่เกาหลีใต้
จะพูดถึงพี่รองคนนี้ยังไงดีล่ะ?
คำพูดของเธอ สิบประโยคมีเรื่องโกหกซะเก้าประโยค หรือเผลอๆ อาจจะโกหกทั้งสิบประโยคเลยก็ได้
ชาติก่อนโดนจางหลันปั่นหัวจนเข็ดขยาด คำพูดของเธอเชื่อไม่ได้ อย่าไปเชื่อ และไม่กล้าเชื่อ...
จางเซวียนคิดแล้วก็น่าขันปนเศร้า ทำไมแม่เดียวกันแท้ๆ แต่พี่ใหญ่กับพี่รองถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหว?
คนหนึ่งซื่อสัตย์จนน่าปวดฟัน ตีให้ตายก็ไม่ปากโป้ง
ส่วนอีกคนกลับมีฝีปากคมกริบแต่กำเนิด เป็นประเภทที่ยิ้มหวานหลอกให้คุณตายใจ แล้วคุณยังจะช่วยเธอนับเงินอีกต่างหาก
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงไม่เคยเป็นห่วงความปลอดภัยของพี่รองเลย
ถึงหน้าตาจะไม่ด้อยไปกว่าพี่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็ไม่น่าห่วงเรื่องความปลอดภัยหรอก
พวกสิบแปดมงกุฎมาเจอเธอ ถ้าไม่โดนหลอกซะเองก็ถือว่าบุญโขแล้ว ใครกล้าไปคิดไม่ซื่อกับเธอ ก็เหมือนรนหาที่ตายชัดๆ
จำได้ว่าชาติก่อนมีผู้ชายชาวเกาหลีผู้คลั่งรักคนหนึ่ง จำชื่อจริงไม่ได้แล้ว เพราะปกติทุกคนเรียกเขาว่า 'พีต้าน'
จางเซวียนเคยเจอเขาแค่สองครั้ง ไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษ
พีต้านเป็นผู้ชายตาตี่ จบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มีบริษัทออกแบบที่มีพนักงาน 20 กว่าคนในเซี่ยงไฮ้ ถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและรายได้สูงคนหนึ่ง
แต่คนประสบความสำเร็จขนาดนี้ กลับกลายเป็น 'สุดยอดคนคลั่งรัก' ของพี่รอง อายุ 42 แล้วก็ยังไม่แต่งงาน ต่อมาพี่สาวของเขาที่บ้านทนดูไม่ได้ เลยบังคับให้เขาย้ายไปตั้งรกรากที่ญี่ปุ่น
จำได้ว่าคืนก่อนที่พีต้านจะไปญี่ปุ่น ตอนนั้นใกล้จะตรุษจีนแล้ว เขาอุตส่าห์โทรศัพท์มาหาจางเซวียน เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ล่าสุดของพี่รอง
ตอนนั้นจางเซวียนอยู่ที่บ้านเกิดในหมู่บ้านซ่าง กำลังกินข้าวเย็นพอดี และพี่รองก็นั่งอยู่ข้างๆ
เธอรับโทรศัพท์แล้วพูดติดตลกด้วยรอยยิ้มว่า
"พีต้าน นายดูสิ ฉันเป็นแม่ลูกสองแล้วนะ นายรีบหาผู้หญิงดีๆ แต่งงานเถอะ อย่ามาอาลัยอาวรณ์ฉันอีกเลย
อีกอย่าง ถึงฉันจะหย่าแล้ว ก็ใช่ว่าจะพิจารณานายสักหน่อย นายไปอยู่ญี่ปุ่นกับพี่สาวนายให้สบายใจเถอะ ได้ยินว่าสาวญี่ปุ่นน่ารักนะ ก่อนแต่งงานก็ลองคบดูหลายๆ คน ชดเชยช่วงเวลาที่เป็นโสดตลอดหลายปีที่ผ่านมาซะ..."
ฉากนั้น จางเซวียนจำได้แม่นยำมาก พี่รองที่ถือสายอยู่ทางนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาฉะฉาน
แต่ปลายสายอีกฝั่ง กลับมีแต่เสียงสะอื้นไห้ เสียงร้องไห้ที่พยายามข่มกลั้น พีต้านพูดประโยคที่น่าเศร้าไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว
ช่างเป็นคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจจริงๆ
ตอนนี้พีต้านอยู่ที่ไหนนะ?
จางเซวียนคำนวณไทม์ไลน์ ปีนี้ปี 94 น่าจะยังเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งหรือเปล่า?
ยังไม่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เฮ้อ ยังไม่ได้เจอกับพี่รอง ต่อให้หาเขาเจอก็หาพี่รองไม่เจออยู่ดี
หดหู่ชะมัด!
กลุ้มใจ
แต่จะว่าไป เขาก็กลัวที่จะต้องเจอกับพี่รองคนนี้เหมือนกัน รู้สึกว่าคำว่า ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ เป็นคำที่สร้างมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
ช่างเถอะ ไม่คิดถึงจางหลันแล้ว จะไปคิดถึงทำไม ป่านนี้เธอคงสุขสบายดี ต่อให้ทุกคนจนกรอบจนไม่มีข้าวกิน เธอก็ต้องมีกินแน่นอน
เผลอๆ อาจจะแอบตุนเสบียงไว้ข้ามฤดูหนาวแล้วด้วยซ้ำ
เก็บต้นฉบับบนโต๊ะให้เรียบร้อย จางเซวียนเตรียมตัวไปห้องสมุด ไปหาซวงหลิงสักหน่อย
เทอมนี้จะจบอยู่แล้ว ยังไม่เคยไปเหยียบห้องสมุดเลย มันช่างดูไม่เข้าท่าเอาซะเลย
เปลี่ยนรองเท้า ล็อคประตูห้อง จางเซวียนเดินตึงตังลงไปที่ชั้นหนึ่ง
"อาจารย์ อรุณสวัสดิ์"
เงยหน้าขึ้นก็เห็นหมอนี่กำลังปรับสายซอเอ้อร์หูอยู่ใต้ต้นอู๋ถง จางเซวียนจึงทักทายอย่างอารมณ์ดี
"จางเซวียน มานี่สิ มีเรื่องจะคุยด้วย" พอเห็นว่าเป็นจางเซวียน เติ้งต๋าชิงก็หยุดมือทันที แล้วกวักมือเรียกเขา
"มีอะไรเหรอ มีเรื่องอะไร?" จางเซวียนเปลี่ยนทิศทาง เดินเข้าไปหาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เหล่าเติ้งเงยหน้าถาม "ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนนายเคยเปรยๆ ว่าอยากซื้อห้องแถวนี้สักชุด ตอนนี้มีโอกาสแล้ว นายยังอยากจะซื้ออยู่ไหม?"
ตาของจางเซวียนเป็นประกายทันที หาเก้าอี้หินนั่งลงแล้วถาม "ห้องแบบไหน อยู่ตรงไหน? พาผมไปดูหน่อย"
"เฮ้ย จะที่ไหนได้ ก็บนหัวนายนี่แหละ ชั้นสาม" พูดจบ เหล่าเติ้งก็ชี้นิ้วขึ้นไป ชี้ไปที่ห้องฝั่งซ้ายสุดของชั้นสาม
จางเซวียนตะลึง "บังเอิญขนาดนี้เลย? อยู่บนหัวห้องที่ผมพักอยู่พอดีเนี่ยนะ?"
เหล่าเติ้งเบ้ปาก "บังเอิญที่ไหนกัน ครอบครัวนี้เขาบ่นอยากขายมานานแล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนแค่พูดปากเปล่า ไม่ได้ลงมือทำ แต่ตอนนี้จะขายจริงๆ แล้ว"
จางเซวียนรีบถาม "ก็อยู่ดีๆ นี่นา ทำไมถึงขายล่ะ?"
เหล่าเติ้งอธิบาย "จะมีอะไรซะอีกล่ะ ลูกๆ ของศาสตราจารย์อาวุโสคู่นี้ไปตั้งรกรากอยู่อเมริกาหมด ตอนนี้เกษียณแล้ว ก็ย่อมอยากไปอยู่อเมริกากับลูกหลาน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขน่ะสิ"
จางเซวียนถาม "นี่พวกเขาจะไปแล้วไปลับไม่กลับมาแล้วเหรอ?"
เหล่าเติ้งฟังแล้วก็หัวเราะ ชี้หน้าเขา "ดูพูดเข้าสิ เขาไปเสวยสุข จะเรียกว่าไปแล้วไปลับได้ไง ต้องพูดจาให้มันเป็นมงคลหน่อย"
พูดจบ เหล่าเติ้งก็ตบก้นลุกขึ้น "นายสนใจไหม? ถ้าสนใจฉันจะพาขึ้นไปดู"
มีเรื่องดีๆ แบบนี้ จางเซวียนล้มเลิกความคิดที่จะไปห้องสมุดทันที ลุกขึ้นตามไป "ป่ะ งั้นไปดูกัน"
เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาขึ้นบันไดไป ทั้งสองมาถึงชั้นสาม แล้วเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
สิ้นเสียงเคาะไม่นาน ประตูก็เปิดออกโดยหญิงชราที่ดูท่าทางกระฉับกระเฉงแข็งแรงมากคนหนึ่ง
เหล่าเติ้งทักทายก่อน "ศาสตราจารย์อัน อรุณสวัสดิ์ครับ ทานมื้อเช้าหรือยัง ผมพาจางเซวียนมาดูห้องครับ"
เพื่อนบ้านชั้นบนชั้นล่าง อยู่กันมาหลายเดือนแล้ว ต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
จางเซวียนเดินเข้าไปก็ทักทายบ้าง "ศาสตราจารย์อัน อรุณสวัสดิ์ครับ"
ศาสตราจารย์อันยิ้มอย่างใจดี เธอรู้ถึงสถานะทางการเงินของจางเซวียนอยู่แล้ว จึงรินน้ำชาให้อย่างกระตือรือร้นแล้วพูดว่า
"ห้องฉันก็โครงสร้างเดียวกับห้องที่เธออยู่ข้างล่างนั่นแหละ ลองเดินดูรอบๆ สิ ถ้าถูกใจเราค่อยมาคุยกัน"
ว่าแล้ว ศาสตราจารย์อันก็กลับไปนั่งกินมื้อเช้ากับสามีที่โต๊ะอาหารต่อ
คนคุ้นเคยที่เจอกันบ่อย จางเซวียนกับเหล่าเติ้งก็ไม่รู้สึกกระดากอาย เริ่มเดินสำรวจไปทั่ว
โครงสร้างเหมือนกัน วิวข้างนอกก็เหมือนกัน อยู่มาตั้งหลายเดือนแล้ว จริงๆ ก็ไม่มีอะไรน่าดูเท่าไหร่
จางเซวียนเดินดูทุกห้อง พบว่าผนัง พื้น เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ล้วนสะอาดสะอ้าน เขาพอใจมาก
เดินวนหนึ่งรอบ กลับมาที่ห้องรับแขกก็ถามว่า "ศาสตราจารย์อันครับ ห้องนี้ขายเท่าไหร่ครับ?"
ศาสตราจารย์อันหนังตาหย่อนคล้อยถามกลับ "ดูดีแล้วนะ"
จางเซวียนพยักหน้า "ครับ ดูเรียบร้อยแล้วครับ ท่านเสนอราคามาได้เลย"