บทที่ 185 ความเปลี่ยนแปลงของคนบ้านตระกูลตู้ที่มีต่อจางเซวียน
บทที่ 185 ความเปลี่ยนแปลงของคนบ้านตระกูลตู้ที่มีต่อจางเซวียน
เป็นไปตามคาด จางเซวียนเมารถ
พอรถออกจากเมืองซ่าว เข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 320 ถึงแถวๆ ซานเก๋อซือ
จางเซวียนที่ท้องไส้ปั่นป่วนมาตลอดทาง ในที่สุดก็กลั้นไม่ไหวอีกต่อไป
ปากที่เม้มแน่นมาตลอด จู่ๆ ก็อ้าออก ยื่นหน้าไปทางถุงพลาสติกที่เตรียมไว้...
เสียงโอ้กอ้ากดังระงม...
ทันใดนั้นเขาก็อาเจียนออกมาอย่างหนัก กระเพาะบีบเกร็ง แทบจะคายไส้ออกมา
เห็นแบบนั้น ตู้ซวงหลิงก็เอียงตัวเข้าไปใกล้ มือซ้ายช่วยถือปากถุงพลาสติก มือขวาลูบหลังเขาเบาๆ
ภายในสองนาที เขาอาเจียนขาดช่วงไปสามครั้ง จนกระทั่งเหลือแต่น้ำใสๆ ออกมาถึงจะหยุด
บ้าเอ๊ย!
ยาแก้เมารถนี่ของปลอมหรือเปล่าเนี่ย? อ้วกแทบตาย
เสียดายมื้อเช้าแสนอร่อยชะมัด
ตู้ซวงหลิงมัดปากถุงพลาสติกสีดำ ทิ้งลงถังขยะ พอเห็นคุณป้าคนหนึ่งเอามือปิดจมูกทำท่ารังเกียจ ก็กล่าวขอโทษเบาๆ
"ขอโทษนะคะ ทำให้คุณป้าเดือดร้อนแล้ว"
คุณป้าคนนั้นเห็นแม่หนูหน้าตาผิวพรรณดีแถมยังมีมารยาท ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา เลยถามกลับไปว่า
"พวกหนูเป็นนักเรียนใช่ไหม?"
ซุนจวิ้นที่นั่งอยู่ข้างหลังรีบแทรกขึ้นมาอย่างยิ้มแย้มว่า "พวกเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังเชียวนะครับ"
พอได้ยินว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง คนอื่นๆ บนรถก็หันมามองราวกับเห็นของแปลก
คุณป้าคนนั้นก็มองพิจารณาทั้งสองคนอย่างจริงจัง หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วลดมือที่ปิดปากลง พูดว่า
"ที่แท้ก็เป็นนักศึกษานี่เอง มิน่าล่ะผิวพรรณถึงได้ดูดี พูดจาถึงได้นุ่มนวลน่าฟัง ป้าจะบอกให้นะ ถ้าเมารถ..."
ได้ยินคุณป้าที่จู่ๆ ก็กระตือรือร้นขึ้นมา สาธยายสารพัดวิธีแก้เมารถจ้อไม่หยุด
จางเซวียนรู้สึกสะท้อนใจ รู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก
นักศึกษายุคนี้ช่างมีค่าจริงๆ!
แค่เปิดเผยสถานะ ก็เปลี่ยนทัศนคติของป้าชาวบ้านคนหนึ่งได้
อ้วกเสร็จ จางเซวียนรับน้ำที่ตู้ซวงหลิงเตรียมไว้นานแล้วมาบ้วนปาก จากนั้นกินส้มไปอีกหนึ่งลูกครึ่งถึงจะค่อยยังชั่ว
เห็นหน้าเขาซีดเผือด ตู้ซวงหลิงขยับไหล่ พูดอย่างอ่อนโยนว่า
"พิงไหล่ฉันนอนสักงีบเถอะ ตื่นมาก็ถึงตัวตำบลแล้ว"
"อือ"
จางเซวียนทั้งมึนทั้งเหนื่อยจริงๆ ไร้เรี่ยวแรงซบหัวลงบนไหล่เธอ แล้วก็ค่อยๆ ผลอยหลับไป...
มองดูขนตาของเขาเงียบๆ มองดูเครื่องหน้าของเขาเงียบๆ ไหล่เล็กๆ นี้ราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้ ตู้ซวงหลิงถูกโอบล้อมด้วยความสุขชนิดหนึ่ง รู้สึกอบอุ่นสบายใจท่ามกลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ
รถวิ่งผ่านตัวอำเภอ เหอเซียงเฉียว ลิ่วตูไจ้ ชีเจียง...
ยิ่งขึ้นเหนือ ระดับความสูงยิ่งเพิ่มขึ้น ทางยิ่งคดเคี้ยว ภูมิประเทศยิ่งสูงชัน
รถบัสขนาดกลางวิ่งกระโชกโฮกฮากจากเนินเขาลาดชันเข้าสู่เขตภูเขาที่ปกคลุมด้วยเทือกเขาเสวี่ยเฟิง
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ รถก็วิ่งช้าลงเรื่อยๆ
แต่นั่นไม่ได้กระทบต่อการนอนหลับของจางเซวียนที่เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืนและเพิ่งอ้วกมาหมาดๆ
เขานอนหลับได้อย่างสงบสุข
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกที นอกรถนอกจากภูเขาสูงก็มีแต่ภูเขาสูง ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด มองไม่เห็นจุดจบ ขาวโพลนไปหมด
จางเซวียนถามตามสัญชาตญาณ "กี่โมงแล้ว?"
ตู้ซวงหลิงยกข้อมือขวาดูนาฬิกา ตอบว่า "อีก 3 นาที 5 โมงเย็น"
จะ 5 โมงเย็นแล้วเหรอ ขับช้าจริงๆ
แต่เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ หลับได้เต็มอิ่มดีแท้
จางเซวียนเงยหน้าขึ้น นวดไหล่ให้เธอ "เมื่อยแย่เลยสิ"
ตู้ซวงหลิงยิ้มเม้มปากสบตาเขา เอียงหัวซบลงบนไหล่เขาบ้างโดยไม่สนใจสายตาชาวบ้านในรถ หลับตาลง ขนตาสั่นระริก ดื่มด่ำกับความอ่อนโยน
พอถึงช่วงทางขึ้นเขา จู่ๆ รถก็ดับ สตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด คนขับโกรธจนตบพวงมาลัย ด่าพ่อล่อแม่
สุดท้ายหมดหนทาง คนขับจึงขอความช่วยเหลือจากทุกคน
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง รวมทั้งกระเป๋ารถเมล์ด้วย ผู้โดยสาร 20 กว่าคนลงจากรถฝ่าพายุหิมะไปช่วยกันเข็นรถ
"เอ้า! หนึ่งสองสาม ฮึบ! หนึ่งสองสาม ฮึบ! หนึ่งสองสาม..."
ค่อยๆ เข็น ค่อยๆ เข็น จนรถข้ามยอดเขา พอปล่อยไหลลงเนินก็สตาร์ทติดอีกครั้ง
ทุกคนโห่ร้องดีใจ สะบัดเกล็ดหิมะออกจากตัว ตัวสั่นงันงก รีบมุดกลับขึ้นรถอย่างรวดเร็ว
ข้างนอกแม่งหนาวจริงๆ หนาวเกินบรรยาย
ลมภูเขาพัดหวีดหวิว พัดจนจมูกหูแข็งไปหมด แดงไปหมด
เจ็บชะมัด!
***
ประมาณ 20 นาทีต่อมา รถก็มาถึงซุนเจียหล่ง
ซุนจวิ้นลุกขึ้นถามหยางหย่งเจี้ยน "หย่งเจี้ยน ฟ้าจะมืดแล้ว ขึ้นไปหมู่บ้านหย่งซิงไม่ได้แน่ คืนนี้ไปนอนค้างบ้านฉันสักคืนเถอะ พรุ่งนี้ฉันค่อยไปส่งเธอกลับบ้าน"
หยางหย่งเจี้ยนฟังแล้วไม่ตอบ คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าถามจางเซวียน
"จางเซวียน คืนนี้นายยังจะกลับหมู่บ้านซ่างอีกไหม?"
จางเซวียนทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก "ไม่กลับแล้ว อากาศหนาวขนาดนี้ ดึกขนาดนี้ ฉันจะกลับไปทำซากอะไรล่ะ ไปกินฟรีนอนฟรีบ้านซวงหลิงดีกว่า
เธอก็ไปด้วยกันสิ รวมทีมกันไปเลย"
หยางหย่งเจี้ยนลังเลอยู่พักหนึ่ง มองดูสีท้องฟ้าข้างนอก สุดท้ายก็บอกกับซุนจวิ้นว่า
"ซุนจวิ้น ขอบใจมากนะที่มาส่งตลอดทาง นายรีบลงรถเถอะ ฉันไม่ลงนะ"
ตู้ซวงหลิงตกใจมาก "หย่งเจี้ยน เธอจะกลับบ้านจริงๆ เหรอเนี่ย?"
หยางหย่งเจี้ยนยืนยันหนักแน่น "อือ ต้องกลับ พ่อฉันน่าจะรออยู่ที่ทางแยกสือเหมิน"
เอาเถอะ ขนาดเขาหลอกล่อขนาดนี้ เธอยังไม่ยอมลงรถ จางเซวียนก็จนปัญญาจะพูด
หยางหย่งเจี้ยนไม่ลงรถ
ซุนจวิ้นเกาหัว ยิ้มแห้งๆ แล้วก็นั่งลงที่เดิม
คนขับเห็นแบบนั้นก็ตะโกนถามเสียงดัง "ตกลงพวกคุณจะลงหรือไม่ลงเนี่ย?"
จางเซวียนหัวเราะ "ออกรถเลย ออกรถเลย ผู้หญิงไม่ลง ผู้ชายก็ไม่มีทางลงหรอก"
"ฮ่าๆๆๆ..."
ในรถที่หนาวเหน็บ ทุกคนต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน
รถมาถึงตัวตำบล ก็ปาเข้าไปห้าโมงสี่สิบกว่านาทีแล้ว
พอรถจอด จางเซวียนรีบวิ่งลงจากรถ ไปเกาะต้นไม้อ้วกแห้ง
คราวนี้ไม่มีอะไรออกมา แค่รู้สึกปั่นป่วนในท้องทรมานเฉยๆ
อากาศหนาวเหน็บ จางเซวียนต้องยืนตากลมหนาวอยู่เต็มๆ สามนาทีกว่าจะตั้งสติได้
เห็นแบบนั้น อ้ายชิงที่ออกมารับอยู่ก่อนแล้วก็บอกตู้ซวงหลิงว่า "ข้างนอกหนาว พาเขาเข้าไปผิงไฟในบ้านเถอะ"
จางเซวียนยิ้มให้อ้ายชิงแต่ไม่ขยับ กลับมองตามกลุ่มหยางหย่งเจี้ยนสามคนที่รีบเร่งเดินทางต่อ
ใช่แล้ว สามคน
นอกจากหยางหย่งเจี้ยนกับซุนจวิ้นแล้ว พ่อของหยางหย่งเจี้ยนก็มาด้วย
จางเซวียนถอนหายใจ หยางหย่งเจี้ยนกับซุนจวิ้นเจ้าสองตัวแสบนี้ เพื่อจะช่วยให้ซวงหลิงสมหวัง ถึงกับยอมขายตัวเองจนหมดเปลือก
จะว่าไป ฉันต้องการให้พวกนายช่วยเหรอ...
ไม่คิดจะช่วยกันบ้างเลย ของฉันมีตั้ง 5 ถุง แถมกระเป๋าเดินทางอีกใบนะ
จางเซวียนอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า ฉันก็จะกลับเหมือนกัน ฉันก็รีบเหมือนกัน
แต่พอหันไปมอง ตู้เค่อต้งกับภรรยา ตู้จิ้งหลิงกับสามี สี่คนหิ้วคนละถุง ขนของเขาเข้าไปในบ้านเรียบร้อยแล้ว
ตู้ซวงหลิงเหมือนจะอ่านใจเขาออก ยิ้มมุมปากพูดว่า "ไปกันเถอะ พ่อบอกว่าทำกับข้าวรอพวกเราแล้ว ไปกินอะไรกันก่อน"
นึกถึงท่าทีปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมอยู่กินข้าวของหยางหย่งเจี้ยนเมื่อกี้ จางเซวียนก็รู้สึกละอายใจ
เฮ้อ ศักดิ์ศรีของคนเรา ทำไมมันถึงต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้นะ?
เดินเข้าไปในร้านขายปุ๋ยเคมี ตู้เค่อต้งปิดประตูแล้วพูดกับจางเซวียนว่า
"อากาศแบบนี้ไม่มีลูกค้าหรอก ปิดประตูกินหม้อไฟกันดีกว่า"
จางเซวียนเห็นด้วย ฟ้าจะมืดอยู่แล้ว ไม่ปิดร้านจะทำอะไรได้อีก?
ตู้จิ้งหลิงดูเหมือนจะรู้ว่าจางเซวียนรักสะอาด เตรียมผ้าขนหนูใหม่ แปรงสีฟันใหม่ และรองเท้าผ้าฝ้ายใหม่ไว้ให้เขาโดยเฉพาะ
ยิ้มพูดว่า "น้ำร้อนพร้อมแล้ว นายไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ เหลือกับข้าวอีกอย่างเดียว รอนายอาบน้ำเสร็จก็น่าจะพอดี"
จางเซวียนรับอุปกรณ์อาบน้ำมา พูดว่า "ขอบคุณครับพี่จิ้งหลิง"
ตู้จิ้งหลิงเหลือบมองน้องสาวข้างๆ แซวว่า "ขอบคุณอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น"
จางเซวียนก็เหลือบมองตู้ซวงหลิงที่หน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
คิดในใจว่าพิกลพิลึก
แค่พริบตาเดียวผ่านไปครึ่งปี ท่าทีที่ตู้จิ้งหลิงมีต่อเขาเปลี่ยนไปมากเกินไปหน่อย
เมื่อก่อนถึงจะดีกับเขา แต่ก็เป็นมารยาทตามธรรมเนียมเสียส่วนใหญ่ ไหนเลยจะกระตือรือร้นขนาดนี้?
นิสัยคุณหนูอย่างเธอ เป็นไปได้เหรอที่จะเตรียมแปรงสีฟัน เตรียมรองเท้าให้คนอื่นง่ายๆ?
แปลกประหลาดแท้
จะบอกว่าเป็นเพราะชื่อเสียงของเขา ครึ่งปีก่อนก็ดังเปรี้ยงปร้างในตำบลไปแล้ว ไม่น่าจะเพิ่งมาเปลี่ยนเอาตอนนี้
แล้วก็...
ดูเหมือนไม่ใช่แค่ตู้จิ้งหลิงคนเดียวที่เปลี่ยนไป...
ดูเหมือนท่าทีของคนบ้านตระกูลตู้ทั้งหมดจะเปลี่ยนไปหมดเลย
จางเซวียนคิดไปคิดมา ก็ได้ข้อสรุป: คงเป็นเพราะเรื่องอยู่ก่อนแต่งตอนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ นอนกับซวงหลิงจนสยบเธอได้ แล้วก็สยบคนบ้านตระกูลตู้ได้ด้วย
ทำให้คนบ้านตระกูลตู้เปลี่ยนท่าทีไปตามน้ำ
แต่พอพูดเรื่องนอน จางเซวียนก็กลัดกลุ้มชะมัด
แม่เจ้าโว้ย อ้ายชิง วิชาคุมสามีของคุณนี่มันช่างร้ายกาจนัก!
***
อาบน้ำเสร็จออกมา จางเซวียนพบว่าคนบ้านตระกูลตู้ทั้งห้าคนนั่งล้อมวงรอเขาอยู่ที่โต๊ะแล้ว
ใต้โต๊ะมีแมวตัวหนึ่ง
ข้างแมวมีกระถางถ่านไฟที่เผาจนแดงฉาน ประกายไฟแตกเปรี๊ยะๆ ห้องทั้งห้องอบอุ่นไปหมด
จางเซวียนมองทารกในอ้อมกอดตู้จิ้งหลิง แล้วก็นั่งลงท่ามกลางคำเชื้อเชิญของทุกคน
พวกสายกินมักไวต่อเนื้อสัตว์ มองแวบเดียวก็เห็นเนื้อชิ้นเบ้อเริ่มในหม้อไฟ ถามว่า
"คุณลุงครับ นี่เนื้ออะไรครับ ดูไม่คุ้นตาเลย"
"อ๋อ นี่เนื้ออูฐน่ะ ถ้าจะพูดให้ถูกคือเนื้อโหนกอูฐ หายากมากเลยนะ ปู่กั๋วรุ่ยฝากคนหิ้วมาจากซินเจียงเชียวนะ"
พูดพลาง ตู้เค่อต้งก็คีบเนื้อชิ้นใหญ่สองชิ้นใส่ชามให้เขาอย่างกระตือรือร้น "มา ลองชิมดูซิ ถูกปากไหม?"
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ชายแก่ที่น้ำลายแทบไหลไม่รู้จักคำว่าเกรงใจ ก้มหน้าหดตะเกียบ ส่งเนื้ออูฐเข้าปากทันที
เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างละเมียดละไมอยู่ครู่หนึ่ง
ลิ้มรสชาติ
สุดท้ายทนไม่ไหวยกนิ้วโป้ง ชมจากใจจริง "อร่อยครับ ผมชอบ"
แค่ประโยคง่ายๆ ประโยคเดียว คนบ้านตระกูลตู้ก็ยิ้มแก้มปริ บรรยากาศครึกครื้น กินข้าวกันอย่างมีความสุข
วันนี้ตู้เค่อต้งอารมณ์ดี ชวนจางเซวียนกับอู่กั๋วรุ่ยดื่มเหล้าบ่อยครั้ง
ดื่มไปได้แก้วเล็กๆ จางเซวียนถาม "คุณลุงครับ อาดื่มเหล้านอกมาร์แตล ได้ไหมครับ?"
นึกถึงนิสัยพูดน้อยแต่ทำจริงของจางเซวียน ตู้เค่อต้งตาลุกวาว ลองหยั่งเชิงถาม
"เธอมีของดีแบบนั้นด้วยเหรอ?"
จางเซวียนไม่ได้ตอบทันที แต่หันไปมองซวงหลิง
ตู้ซวงหลิงที่ยิ้มพริ้มพรายเข้าใจความหมายทันที ลุกขึ้นไปเปิดลังมาร์แตล หยิบออกมาขวดหนึ่งยื่นให้ตู้เค่อต้ง
เตือนว่า "พ่อคะ เหล้านี้ตั้ง 40 กว่าดีกรีนะ ดื่มทีละน้อยๆ หน่อยนะคะ"
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร"
ตู้เค่อต้งโบกมือ รับขวดคริสตัลมาอย่างดีใจ พลิกดูอย่างทะนุถนอม สุดท้ายอดใจไม่ไหวเปิดขวด รินใส่แก้วตัวเอง
จิบไปหนึ่งอึก "เหล้าดี สมเป็นเหล้าแบรนด์ดัง รสชาติมันต่างกันจริงๆ"
จากนั้นเอียงคอถามอย่างอยากรู้ "เธอไปเอาของดีแบบนี้มาจากไหน?"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนยื่นเท้าไปถูไถน่องขาตู้ซวงหลิงใต้โต๊ะ
ตู้ซวงหลิงหน้าแดงวูบ ส่งสายตาให้เขาอย่างแนบเนียน แล้วหันไปพูดกับตู้เค่อต้งและอ้ายชิงว่า
"พ่อ แม่ หนูรู้ว่าพ่อกับแม่ชอบดื่มเหล้า เหล้าลังนี้จางเซวียนจงใจซื้อมาฝากพ่อกับแม่โดยเฉพาะเลยนะคะ"
ตู้จิ้งหลิงแทรกถาม "ของแบบนี้น่าจะแพงมากใช่ไหม?"
ตู้ซวงหลิงตอบ "ขวดละ 800"
ได้ยินว่าขวดละ 800 คนบ้านตระกูลตู้มองหน้ากัน แล้วพร้อมใจกันไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก
***
ดื่มเหล้านอก กินหม้อไฟเนื้ออูฐ กินไก่ผัดพริกชามใหญ่ จางเซวียนรู้สึกว่าวันนี้กินอิ่มกินเปรมจริงๆ
ไอ้ที่อ้วกออกไปกลางทางกินคืนมาหมดไม่พอ ยังมีทอนอีก
กินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ อ้ายชิงก็ลุกขึ้นคีบน่องไก่ให้จางเซวียนกับอู่กั๋วรุ่ยคนละน่อง
อธิบายว่า "นี่แม่ไก่แก่เลี้ยงมา 5 ปี หากินยากนะ บำรุงร่างกายกันหน่อย"
การกระทำที่ปุบปับของอ้ายชิง ทำเอาจางเซวียนสะดุ้งตกใจ รู้สึกได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูก
ได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูกจริงๆ
ต้องรู้ก่อนนะว่าอ้ายชิงเป็นคนนิสัยยังไง?
นี่คือผู้หญิงที่หยิ่งทะนงจนแม้แต่พ่อสามีที่เป็นนายกเทศมนตรียังต้องเกรงใจสามส่วน ปกติเคยเห็นเธอคีบกับข้าวให้ใครที่ไหน?
เคยคีบให้คนนอกที่ไหน?
แถมถ้าไม่คีบก็แล้วไป พอคีบปุ๊บก็ให้จางเซวียนกับอู่กั๋วรุ่ยคนละน่องเลย
อู่กั๋วรุ่ยคือใคร?
ปู่เป็นทหารเกษียณ พ่อแม่เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยจงหนาน ตัวเองก็เก่งกาจ อายุยังน้อยก็ได้เป็นแพทย์เจ้าของไข้โรงพยาบาลเซียงหย่าแล้ว
เรียกได้ว่าอนาคตไกลลิบ
ประเด็นคือเขาเป็นสามีของตู้จิ้งหลิง
แล้วจางเซวียนล่ะ?
ที่รู้ๆ คือเป็นนักเขียน
ภูมิหลังครอบครัว ไม่มี
แต่ไม่ได้โม้นะ เขาก็มีจุดแข็งเหมือนกัน นั่นคือเริ่มตั้งแต่หกปีก่อน ทำให้ตู้ซวงหลิงวัย 12 ปีกว่าๆ เห็นเขาแล้วหลงหัวปักหัวปำ...
ก็เพราะความหลงหัวปักหัวปำนี่แหละ ชาติก่อนคนบ้านตระกูลตู้ทำอะไรตู้ซวงหลิงไม่ได้เลย ได้แต่มองตาปริบๆ ปล่อยให้เธอตามจางเซวียนไป
จางเซวียนตกใจ ตู้เค่อต้งเองก็ชะงักตะเกียบ แต่ครู่ต่อมาก็ยิ้มอย่างเข้าใจ รินเหล้าดื่มเองจิบเล็กๆ อย่างเบิกบานใจ
ตู้จิ้งหลิงกับอู่กั๋วรุ่ยสบตากันเงียบๆ แปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่แปลกใจมากนัก
การกระทำของอ้ายชิง คนที่ดีใจที่สุดบนโต๊ะคงหนีไม่พ้นตู้ซวงหลิง
พี่เขยหนึ่ง จางเซวียนหนึ่ง นี่หมายความว่ายังไงยังต้องพูดอีกเหรอ?
แม่แท้ๆ วางตัวเป็นกลาง ยุติธรรมที่สุด
จางเซวียนตกใจในใจก็ส่วนตกใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา และไม่อยากจะคาดเดาอะไรให้มากความ
เพราะตู้ซวงหลิงเป็นของเขาอยู่แล้ว พวกคุณจะให้น่องไก่หรือไม่ให้ก็เหมือนกัน เธอก็จะตามเขาไปอยู่ดี
แต่น่องไก่นุ่มๆ ลื่นๆ นี่มันอร่อยจริงๆ แฮะ
โดยเฉพาะเมื่อกินใต้จมูกอ้ายชิง ดูเหมือนจะอร่อยขึ้นไปอีก
มือฉีก เนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก
ฉีกอีกที เนื้ออีกชิ้นเข้าปาก...
แต่น่องไก่จางเซวียนไม่ได้กินคนเดียวหมด เหลือไว้ครึ่งหนึ่งให้ซวงหลิง
เหลือบมองน่องไก่ครึ่งชิ้นในชามลูกสาวคนเล็ก อ้ายชิงจิบซุปแล้วถามจางเซวียน
"เหรินหมินเหวินเสวียจะมาสัมภาษณ์เมื่อไหร่?"
จางเซวียนอึ้งไป บ้าเอ๊ย ดีใจเก้อ ที่แท้สาเหตุก็มาจากเรื่องนี้ ความเปลี่ยนแปลงของคนตระกูลตู้ในวันนี้มาจากเรื่องนี้นี่เอง
ชิ! อ้ายชิง คุณนี่มันพวกมองคนแต่เปลือกนอกจริงๆ
มองตู้ซวงหลิงตัวต้นเหตุแวบหนึ่ง จางเซวียนก็จิบซุป ล้างปาก
ตอบเนิบๆ ว่า "ผมนัดเหรินหมินเหวินเสวียไว้วันที่ 21 ครับ"
ตู้เค่อต้งชะงัก นับวันดู เมื่อวาน 19 วันนี้ 20
ถามอย่างร้อนรนด้วยความเป็นห่วง "21? วันที่ 21 นั่นมันพรุ่งนี้น่ะสิ? เวลาพิกัดขนาดนี้เธอเตรียมตัวทันเหรอ?"
จางเซวียนพยักหน้าเบาๆ "พรุ่งนี้ครับ"
จากนั้นสบตาคนบ้านตระกูลตู้ สุดท้ายมองไปที่ตู้เค่อต้งพูดว่า "คุณลุงครับ ไม่ต้องห่วง ผมรู้ลิมิตดีครับ"