บทที่ 197 ลูกอมห่อกระดาษหกเม็ด
บทที่ 197 ลูกอมห่อกระดาษหกเม็ด
หลิวอี๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "สัญชาตญาณบอกฉันว่าน่าจะเป็นเขาแปดเก้าส่วน แค่ได้ยินเสียงจางเซวียน ฉันก็รู้สึกคุ้นเคยแบบนั้นเลย"
เมื่อได้ยินภรรยาวิเคราะห์เช่นนี้ หมี่เพ่ยก็รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของสถานการณ์เช่นกัน
"คุณหมายความว่าจางเซวียนทั้งที่มีแฟนอยู่แล้ว แต่ก็ยังมาตามตอแยเจี้ยนเป่าเหรอ? งั้น..."
หมี่เพ่ยพูดได้เพียงครึ่งเดียวก็หยุดชะงัก พูดต่อไม่ไหว
สองสามีภรรยาสบตากันอย่างรู้ใจ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความคิดของอีกคน
ห้องครัวเงียบกริบลงในทันที เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก
มีเพียงเสียงฟองเดือดปุดๆ ของขาหมูตุ๋น และเสียง จี๊ดๆ ของไอน้ำที่เล็ดลอดออกมาจากรูระบายบนฝาหม้อ
หลังจากเงียบกันไปนาน หมี่เพ่ยก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน โดยแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่า
"เจี้ยนเป่าผ่านปีใหม่นี้ไปก็จะอายุ 19 แล้ว เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เรื่องบางเรื่องคงต้องปล่อยให้ลูกตัดสินใจเอง ผมในฐานะคนเป็นพ่อเชื่อใจลูก"
ได้ยินสามีพูดแบบนี้ หลิวอี๋ก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะในเมื่อเรื่องราวยังไม่กระจ่างชัด ทั้งสองคนก็ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงโดยพลการ
เพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็นแค่ความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาวจีบกันทั่วไป หรืออาจจะเป็นแค่ความเข้าใจผิด หากเข้าไปก้าวก่ายสุ่มสี่สุ่มห้าคงดูไม่งามและเสียมารยาทผู้ใหญ่
ว่ากันตามตรง ต่อให้สองสามีภรรยาฟันธงว่าจางเซวียนกำลังตามจีบลูกสาว แต่พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าหมี่เจี้ยนจะจัดการเรื่องนี้ได้ดี
พวกเขาเชื่อใจและให้เกียรติลูกสาวได้ถึงขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการใช้ชีวิตร่วมกันมาเกือบ 20 ปี พ่อแม่ลูกทั้งสามคนต่างรู้นิสัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี
ดังนั้น ถึงแม้หมี่เพ่ยและหลิวอี๋จะกังวลอยู่บ้าง แต่ก็ยังเชื่อว่าหมี่เจี้ยนจะรับมือไหว
ในมุมมองของคู่สามีภรรยา การที่ลูกสาวจะปฏิเสธจางเซวียนนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
ฉากที่เห็นจางเซวียนสนิทสนมกับตู้ซวงหลิงในสวนจื่อเวยคราวนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้ลูกสาวตัดสินใจเลือกได้อย่างเด็ดขาดแล้ว
อาหารกลางวันมื้อนี้อุดมสมบูรณ์มาก มีกับข้าวห้าอย่างและแกงจืดหนึ่งอย่าง
แม้หลิวอี๋จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและดูสง่างามนุ่มนวล แต่ฝีมือปลายจวักก็จัดว่าใช้ได้ รสชาติอาหารดีกว่าแม่บ้านชนบททั่วไปแบบเทียบกันไม่ติด
หมี่เพ่ยเป็นช่างแกะสลักไม้ นิสัยสุขุม เจนจัด ไม่ค่อยช่างพูด แต่ทุกประโยคที่พูดออกมามักจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารได้เสมอ
หลิวอี๋และหมี่เพ่ยคอยลอบสังเกตจางเซวียนอยู่เงียบๆ หัวข้อสนทนาก็พยายามโยงเข้าสู่เรื่องชีวิตในมหาวิทยาลัยและเรื่องของตู้ซวงหลิงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แม้ปากของจางเซวียนจะคุยโต้ตอบอย่างกระตือรือร้น แต่ในใจกลับรู้แจ้งเห็นจริงเหมือนกระจกใส สองสามีภรรยาคู่นี้คงมองทะลุการแสดงของเขาได้แปดเก้าส่วนแล้ว
แต่ในเมื่อมาแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อ เขาไม่กลัวหรอก พวกคุณถามมายังไง ผมก็เลือกคำตอบที่เหมาะสมตอบไปอย่างนั้น
หลังทานข้าว จางเซวียนยืนดูฝีมือการแกะสลักของหมี่เพ่ยอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถใช้มีดแกะสลักด้วยมือซ้ายและขวาได้อย่างชำนาญ เขาก็ถึงกับตะลึง
นี่มันฝีมือระดับเทพชัดๆ!
เขาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "คุณอาครับ อาฝึกมือซ้ายได้ยังไงครับเนี่ย?"
หมี่เพ่ยอธิบายว่า "เมื่อก่อนมือขวาเคยกระดูกหัก ต้องพักรักษาตัวอยู่ครึ่งปี ช่วงพักฟื้นมันคันไม้คันมือทนไม่ไหว ก็เลยลองใช้มือซ้ายแกะสลักดู ทำไปเรื่อยๆ ก็ทำได้เอง"
ดูต่ออีกสักพัก จางเซวียนก็แกล้งถามหมี่เจี้ยนทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า "เธอแกะสลักเป็นไหม?"
หมี่เจี้ยนตอบว่า "เมื่อก่อนตอนปิดเทอมเบื่อๆ ก็เคยเรียนกับพ่อบ้าง แต่ฝีมือไม่เท่าไหร่"
จางเซวียนยุส่ง "ว่างๆ ก็ฝึกบ่อยๆ สิ นี่ไง ฝึกแกะสลักรูปฉันก็ได้ ไว้แกะเสร็จเมื่อไหร่ ก็มอบตุ๊กตาไม้ให้ฉันเป็นที่ระลึกสักตัว"
ได้ยินดังนั้น หมี่เจี้ยนก็ยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไร
กลับเป็นหมี่เพ่ยที่กำลังก้มหน้าแกะสลักอยู่ เงยหน้าขึ้นมามองจางเซวียนแวบหนึ่ง
***
บ่ายสองโมง
ทั้งสามคนเดินออกมาจากบ้านหมี่เจี้ยน เดินพ้นเขตวิทยาลัยครู
จางเซวียนแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใส แล้วหันไปพูดกับเฉินรื่อเซิงว่า "อากาศดีนะ เหมาะกับการออกกำลังกาย มื้อเที่ยงนายกินไปตั้งเยอะ ไม่ไปเล่นบาสย่อยอาหารหน่อยเหรอ?"
เฉินรื่อเซิงเข้าใจความหมายของเขาได้ในทันที นี่มันไล่กันทางอ้อมชัดๆ
เขาชี้หน้าด่าจางเซวียนทันที "จางเซวียน ไอ้คนระยำ นายมันพวกเสร็จนาฆ่าโคถึก"
จางเซวียนพูดอย่างหน้าไม่อายว่า "ข้ามแม่น้ำมาแล้ว จะเก็บสะพานไว้ทำไม จริงไหมล่ะ?"
"ฉัน...!" เฉินรื่อเซิงจุกจนพูดไม่ออก พ่ายแพ้ให้กับความตรงไปตรงมาของมัน
เฉินรื่อเซิงหันไปมองหมี่เจี้ยน ตั้งใจจะฟ้องสักหน่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่พูดอะไร ทำเสียง "ฮึ่ม" ด้วยความโมโห แล้วก็วิ่งหนีไปเลย
มองส่งเฉินรื่อเซิงจนลับสายตา จางเซวียนมองดูรถจักรยานที่วิ่งขวักไขว่บนท้องถนน แล้วจู่ๆ ก็ถามหมี่เจี้ยนว่า "เธอขี่จักรยานเป็นไหม?"
หมี่เจี้ยนตอบ "เป็น"
แล้วเธอก็มองตาเขาแล้วถามกลับ "นายอยากขี่จักรยานเหรอ?"
จางเซวียนพยักหน้า "หลายปีที่ผ่านมา ฉันมีความปรารถนาอยู่อย่างหนึ่ง คืออยากขี่จักรยานเลียบแม่น้ำจือเจียงสักรอบ แต่ก็ไม่ได้ทำสักที วันนี้เธออยู่เป็นเพื่อนฉันหน่อยนะ"
หมี่เจี้ยนตกลง
ที่บ้านหมี่เจี้ยนมีจักรยานอยู่แล้ว เธอจึงขี่คันที่มีอยู่ได้เลย
ส่วนจางเซวียนน่ะเหรอ ถึงจะไม่มีรถ แต่ความรวยมันห้ามกันไม่ได้ พ่อเจ้าบุญทุ่มก็จัดการซื้อใหม่เดี๋ยวนั้นเลยหนึ่งคัน
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงขี่จักรยานเคียงคู่กันไป ด้วยความเร็วที่ไม่ช้าไม่เร็ว พูดคุยสัพเพเหระ ลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำ
จางเซวียนถาม "ตรุษจีนปีนี้พวกเธอจะกลับบ้านเกิดไหม?"
หมี่เจี้ยนตอบว่า "ไม่กลับ ปู่กับย่าไปฉลองปีใหม่ที่บ้านอาเล็ก ปีนี้เลยไม่ต้องกลับ"
เธอถามบ้าง "แล้วพี่สาวคนรองของนายล่ะ มีข่าวบ้างหรือยัง?"
จางเซวียนส่ายหน้า "ยังเลย ป่านนี้ไม่รู้ไปลั้นลาอยู่ที่ไหน"
คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย ทั้งสองก็ขี่รถออกจากตัวเมืองมาได้อย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น...
ตรงช่วงทางลาดข้างหน้า จู่ๆ ก็มีเด็กเปรตวัยไม่กี่ขวบวิ่งพรวดพราดออกมาจากมุมอับ วิ่งไล่ตามเหรียญที่กลิ้งหลุนๆ อยู่
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เหรียญเจ้ากรรมดันกลิ้งตัดหน้าเข้าไปใต้รถจางเซวียน และเจ้าเด็กนั่นก็ก้มหน้าก้มตาจะมุดตามเหรียญเข้าไปใต้ล้อรถด้วยความร้อนรน
"เชี่ยเอ๊ย!..."
เมื่อเห็นเด็กโผล่พรวดออกมาจากข้างทาง จางเซวียนตกใจแทบสิ้นสติ ในวินาทีวิกฤต เขาตัดสินใจหักแฮนด์รถอย่างแรงเพื่อเลี้ยวหลบ พร้อมกำเบรกจนมิด
เป็นไปตามคาด โครม จางเซวียนล้มกลิ้งไปกองกับพื้น
เจ้าเด็กเปรตไม่เป็นอะไรเลยสักนิด วิ่งไล่ตามเหรียญห้าเหมาผ่านร่างเขาไปหน้าตาเฉย
หมี่เจี้ยนรีบจอดรถ เข้ามาพยุงเขา ถามด้วยความเป็นห่วง "นายเป็นอะไรไหม?"
จางเซวียนรู้สึกปวดแปลบที่แขนซ้าย
พอพลิกดู ก็เห็นว่าผิวหนังถลอก แผลไม่ลึกเท่าไหร่ แต่กินพื้นที่ค่อนข้างกว้าง เลือดซึมออกมาเป็นปื้น แถมยังมีเศษทรายเล็กๆ ฝังอยู่อีกเพียบ
"ไม่เป็นไร แค่แผลถลอก" จางเซวียนมองตามหลังเจ้าเด็กตัวแสบที่เก็บเหรียญได้แล้วหายวับไปทางซอยขวาด้วยความหวาดเสียว แล้วก็ลุกขึ้นยืน
หมี่เจี้ยนสำรวจดูแผลแล้วพูดว่า "ต้องรีบหาหมอทำความสะอาดแผลแล้วพันแผลด่วนเลย"
"อืม" จางเซวียนรู้สึกเซ็งสุดขีด เกิดมาชาตินี้เพิ่งเคยขี่จักรยานครั้งแรก แถมเป็นครั้งแรกที่ได้ขี่กับหมี่เจี้ยน ดันมาเจอเรื่องแบบนี้ซะได้ ไม่มีใครซวยเกินนี้อีกแล้ว
ทั้งสองถามทาง และเดินตามคำแนะนำของผู้หวังดี จนเจอบ้านของหมอเท้าเปล่าคนหนึ่ง
พอไปถึงเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หมอไม่อยู่ ออกไปตรวจคนไข้นอกสถานที่
ในบ้านมีแค่หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่ง กับเด็กวัย 3 ขวบอีกคน
หญิงตั้งครรภ์ดูแผลแล้วพูดอย่างจริงใจว่า "สามีฉันไปฉีดยาให้คนแก่ที่นอนติดเตียง ทางค่อนข้างไกล คงอีกพักใหญ่กว่าจะกลับ ฉันเองก็ล้างแผลไม่เป็นด้วยสิ ไม่เคยทำ"
ยังไม่ทันที่จางเซวียนจะเอ่ยปาก หมี่เจี้ยนก็พูดกับหญิงตั้งครรภ์ว่า "ขอซื้อน้ำมันว่านฮวาหนึ่งขวด แล้วก็สำลีก้านกับผ้าก๊อซหน่อยค่ะ เดี๋ยวพวกเราทำกันเอง"
หญิงตั้งครรภ์มองเธอแวบหนึ่ง แล้วรีบหยิบของจากตู้มาให้
พอซื้อของเสร็จ ทั้งสองก็หาสนามหญ้าสะอาดๆ นั่งลง จางเซวียนบิดแขนมาด้านหลัง หมี่เจี้ยนถลกแขนเสื้อเขาขึ้น แล้วเริ่มก้มหน้าก้มตาเขี่ยเศษทรายเล็กๆ ออกให้อย่างตั้งใจ
"ฉันทำแรงไปไหม เจ็บหรือเปล่า?" หมี่เจี้ยนถาม
"พอไหว เธอทำต่อเถอะ" จางเซวียนมองดูเม็ดทรายถูกเขี่ยออกทีละเม็ดๆ ถึงจะเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็พอทนไหว
เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจของเขาก็ค่อยๆ ย้ายจากบาดแผลไปอยู่ที่หมี่เจี้ยนผู้กำลังจดจ่ออยู่กับการทำแผล
เส้นผมดำขลับของหญิงสาวทิ้งตัวลงมา เครื่องหน้าดั่งภาพวาด บุคลิกงดงามเหนือโลกีย์ เสื้อผ้าฝ้ายแนบไปกับสรีระที่อวบอิ่มได้รูป
ดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสน่ห์เย้ายวนอย่างประหลาด
รู้สึกได้ว่าจางเซวียนกำลังแอบมองตัวเองอยู่เงียบๆ หมี่เจี้ยนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ยิ้มให้อย่างงดงาม แล้วก้มหน้าทำงานต่อ
เขี่ยเศษทรายออกไปอีกเม็ด หมี่เจี้ยนก็ถามขึ้นว่า "ในนิตยสารจืออินกับ Youth Digest ทำไมไม่เห็นบทความของนายแล้วล่ะ นายไม่ได้เขียนแล้วเหรอ?"
"อืม ไม่ได้เขียนแล้ว หยุดส่งต้นฉบับแล้วล่ะ"
"ก็เขียนดีอยู่นี่นา ทำไมถึงไม่เขียนแล้วล่ะ?"
"เพื่อชื่อเสียง"
หมี่เจี้ยนเงยหน้ามองเขา "ชื่อเสียง?"
"ใช่" จางเซวียนรับคำ แล้วเล่าที่มาที่ไปอย่างละเอียดให้ฟังรอบหนึ่ง
หมี่เจี้ยนฟังอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งเขาเล่าจบถึงได้พูดด้วยความเสียดายว่า "เรื่องน่ายินดีขนาดนี้ นายกลับไม่ยอมแบ่งปันให้พวกเรารู้เลยนะ"
จางเซวียนตัดคำว่า พวก ออกจากสมองโดยอัตโนมัติ แล้วตอบตามความจริง "หนึ่งคืออยากบอกเธอต่อหน้า สองคือเรื่องตีพิมพ์หนังสือเล่มก่อนหน้านี้มันยังไม่แน่นอน ฉันรอฟังข่าวอยู่"
หมี่เจี้ยนถาม "หนังสือเล่มจะวางขายตามท้องตลาดเมื่อไหร่?"
จางเซวียนบอก "เดือนเมษายน ตามแผนคือวางแผงวันที่ 1 เมษา"
"พิมพ์ครั้งแรกกี่เล่ม?"
"2 หมื่นเล่ม"
"ตอนนั้นที่ปักกิ่งคงมีขายใช่ไหม?"
"ลอตแรกจะเน้นวางขายที่เมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้เป็นหลัก"
หมี่เจี้ยนยิ้มแล้วพูดว่า "ถึงตอนนั้นฉันจะไปซื้อสักเล่ม คุณนักเขียนใหญ่ต้องเซ็นชื่อให้ฉันด้วยนะ"
จางเซวียนพูดอย่างจริงจัง "เธอไม่ต้องซื้อหรอก อีกสักพักสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียจะส่งนิตยสารตัวอย่างมาให้ฉันล่วงหน้าหลายชุด ถึงตอนนั้นฉันจะส่งฉบับลายเซ็นไปให้เธอเอง"
หมี่เจี้ยนก็ไม่เกรงใจ "ตกลง ถือว่าเป็นค่าแรงสำหรับวันนี้ก็แล้วกัน"
จางเซวียนกลอกตา "ไม่เอา ไม่เอาสิ การส่งหนังสือให้เธอ ฉันอยากให้มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ไม่อยากให้เจือปนเรื่องบุญคุณความแค้นอะไรพวกนั้น"
นิ่งคิดไปไม่กี่วินาที จางเซวียนก็ล้วงมือขวาเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ควานหาของอยู่พักหนึ่ง ก็เจอลูกอมห่อกระดาษหกเม็ดที่เหลือจากการนั่งรถวันนี้
เขายื่นส่งไปให้ "อะ นี่คือค่าตอบแทนของเธอวันนี้ ลูกอม 6 เม็ดอาจจะน้อยไปหน่อย แต่อย่ารังเกียจเลยนะ นี่คือสมบัติทั้งหมดที่ฉันมีติดตัวแล้ว"
หมี่เจี้ยนมองเขาด้วยแววตาเจือรอยยิ้มจางๆ คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยื่นมือมารับ แล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ
จากนั้นก็ลงมือทำแผลต่อ
เศษทรายละเอียดมีค่อนข้างเยอะ หมี่เจี้ยนใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเอาออกหมด จากนั้นก็ใช้น้ำมันว่านฮวาทาฆ่าเชื้อไปมา แล้วพันด้วยผ้าก๊อซ
จางเซวียนมองดูผลงานที่แผลอย่างพึงพอใจ ดึงแขนเสื้อลงแล้วพูดอย่างจริงใจว่า "ขอบคุณนะ"
หมี่เจี้ยนยิ้มตอบ "ไม่ต้องขอบคุณหรอก ฉันรับค่าจ้างมาแล้ว"
จางเซวียนยิ้มตาม
ดูเวลาแล้ว ก็เลยสี่โมงเย็นไปแล้ว
เขาพูดว่า "เย็นมากแล้ว เรากลับกันเถอะ ไปกินมื้อเย็นด้วยกันที่ร้านแถวนั้น"
หมี่เจี้ยนถามด้วยความเป็นห่วง "มือนายออกแรงได้เหรอ?"
จางเซวียนเลิกคิ้ว "ออกแรงไม่ค่อยถนัด งั้นเธอซ้อนฉันไหมล่ะ"
หมี่เจี้ยนยิ้มแต่ไม่ตอบ ทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วขี่จักรยานนำออกไปก่อน
ขามาเจออุบัติเหตุ แต่ขากลับราบรื่นตลอดทาง
ร้านเหล่าลิ่ว ทั้งสองจอดจักรยานไว้หน้าร้านแล้วเดินเข้าไปข้างใน
เจ้าของร้าน รูปร่างเล็ก คนทั่วไปเรียกว่า เหล่าลิ่ว เขาจำจางเซวียนได้แม่นเพราะวีรกรรม ลี่ลี่ซือตบสั่งสอนสองหนุ่ม
เขาวิ่งเหยาะๆ เข้ามาถาม "พวกเธอปิดเทอมกันแล้วสินะ อยากกินอะไรล่ะ?"
จางเซวียนยิ้มตอบตามมารยาท แล้วให้หมี่เจี้ยนเป็นคนสั่ง
หมี่เจี้ยนรับเมนูมาพลิกดู แล้วสั่งเป็ดผัดแห้งหม้อดิน
จางเซวียนบ่นอุบ "ฉันค้นพบว่าเธอกับซวงหลิงเหมือนกันเปี๊ยบ ทุกครั้งจะสั่งแต่เมนูนี้"
หมี่เจี้ยนยิ้มบางๆ "สงสัยจะชินมั้ง งั้นฉันเปลี่ยนเมนูไหม?"
จางเซวียนโบกมือ "ไม่จำเป็น เมนูนี้ถึงจะกินบ่อย แต่ก็อร่อยจริง กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ"
เขาสั่งปลาน้ำแดงกับผักกวางตุ้งเพิ่ม แล้วถามต่อ "ดื่มหน่อยไหม?"
หมี่เจี้ยนปฏิเสธ "นายมีแผล อย่าดื่มเหล้าเลย ไว้วันหลังมีโอกาสฉันค่อยดื่มเป็นเพื่อนนาย"
"ตกลง"
ตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมฤดูหนาว กิจการของร้านเหล่าลิ่วเงียบเหงากว่าปกติ มีคนกินข้าวอยู่ไม่กี่โต๊ะ
อาหารเลยมาเสิร์ฟค่อนข้างไว
ทั้งสองคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกเกร็ง ปล่อยตัวตามสบาย
คีบกับข้าวที่ตัวเองชอบพลางกินพลางคุย คุยเรื่องสัพเพเหระในชีวิตประจำวัน คุยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยของแต่ละคน
คุยกันทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ไม่มีปิดบัง
คุยไปคุยมา พอวกเข้าเรื่องตอนเปิดเทอมใหม่ๆ ช่วง ม.4 จางเซวียนก็ทำหน้าปลงๆ แล้วพูดว่า
"ตอนนั้นฉันมันก็แค่เด็กบ้านนอกเข้ากรุงที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง เห็นหน้าเธอก็หน้าแดง พอเธอมองมา หน้าฉันก็ยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ เพราะเรื่องนี้แหละถึงโดนซวงหลิงกับหยางหย่งเจี้ยนล้อไม่หยุด"
หมี่เจี้ยนนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนในฤดูใบไม้ร่วง ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
อาหารอร่อย บทสนทนาถูกคอ ทั้งสองทานข้าวกันอย่างมีความสุข
พอกินเสร็จ เห็นหมี่เจี้ยนจะลุกขึ้นไปจ่ายเงิน จางเซวียนก็ยื่นมือมาขวาง แล้วชิงจ่ายตัดหน้า
หมี่เจี้ยนทำอะไรไม่ได้ ได้แต่พูดว่า "งั้นคราวหน้าฉันเลี้ยงคืนนะ"
"อื้ม ฉันก็รอประโยคนี้อยู่พอดี" จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ แล้วเดินออกไปขึ้นจักรยาน
หมี่เจี้ยนยิ้ม แล้วก็ขึ้นจักรยานตามไป
จากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งไปถึงวิทยาลัยครูนั้นไม่ไกล ขี่รถแค่ไม่กี่นาทีก็ถึง
ที่หน้าประตูวิทยาลัยครู หมี่เจี้ยนจอดรถแล้วหันมาถาม "จางเซวียน นายวางแผนจะยึดอาชีพนักเขียนไปตลอดเลยหรือเปล่า?"
จางเซวียนพูดทีเล่นทีจริงว่า "สหายหมี่เจี้ยน ถามผิดแล้วนะ หลังจากเรื่อง 'เฟิงเซิง' ตีพิมพ์ ฉันก็เป็นนักเขียนใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว"
จากนั้นไม่รอให้เธอตอบ เขาก็กลับรถแล้วพูดว่า "พระอาทิตย์จะตกดินแล้ว ไม่เช้าแล้วนะ ฉันไปล่ะ"
"อือ" หมี่เจี้ยนกำชับ "ช่วงนี้สถานีรถไฟค่อนข้างวุ่นวาย นายระวังตัวด้วยนะ"
"รับทราบ อย่าลืมแกะตุ๊กตาไม้ให้ฉันด้วยล่ะ" จางเซวียนหันหลังโบกมือ แล้วปั่นจักรยานจากไป
หมี่เจี้ยนยืนอยู่ที่หน้าประตูวิทยาลัยครู มองส่งเขาขี่รถเลียบแม่น้ำจือเจียงล่องลงไปเรื่อยๆ มองส่งเขาจนหายไปจากสายตา
จากนั้นเธอก็เงยหน้ามองแสงอาทิตย์อัสดง นึกอะไรขึ้นได้ มือซ้ายล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบลูกอมห่อกระดาษหกเม็ดออกมา
มองดูเม็ดอมห่อกระดาษหกเม็ดที่แบอยู่บนฝ่ามือ มองดูสีสันของกระดาษห่อที่แตกต่างกันทั้งหกเม็ด...
หมี่เจี้ยนนิ่งเงียบไป
ชั่วขณะหนึ่ง มือขวาก็ยื่นออกไป หยิบลูกอมห่อสีม่วง แกะเปลือกออก แล้วค่อยๆ ส่งเข้าปาก
พอกลับถึงบ้าน หลิวอี๋ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย "จางเซวียนกลับไปแล้วเหรอ?"
หมี่เจี้ยนมองแม่แวบหนึ่ง แล้วตอบว่า "เขานั่งรถกลับบ้านไปแล้วค่ะ"
หลิวอี๋ถามอย่างกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ "เวลานี้ ยังมีรถโดยสารอีกเหรอ?"
หมี่เจี้ยนเดินตรงดิ่งไปที่ห้องตัวเอง พลางเดินพลางตอบ "ลูกพี่ลูกน้องเขาติดต่อรถบรรทุกส่งของทางเดียวกันให้จางเซวียนแล้วค่ะ"
หลิวอี๋และหมี่เพ่ยสบตากัน ไม่พูดอะไรอีก
เข้าห้องนอน ปิดประตู
หมี่เจี้ยนเก็บลูกอมห่อกระดาษห้าเม็ดไว้ในลิ้นชัก แววตาไหวระริกเล็กน้อย เอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาเปิดดู ข้างในสอดรูปถ่ายจบการศึกษามัธยมปลายเอาไว้หนึ่งใบ
ในรูปมีคนสามคน: จางเซวียน ตู้ซวงหลิง และตัวเธอเอง
สายตาหยุดอยู่ที่รูปถ่ายไม่กี่วินาที หมี่เจี้ยนก็เก็บมันกลับเข้าไปในหนังสือ สอดไว้ให้ดี ปิดหนังสือ แล้วเก็บหนังสือเข้าที่เดิมในลิ้นชัก
ปิดลิ้นชักเรียบร้อย ก็หยิบหนังสืออีกเล่มจากบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน