บทที่ 222 โดนจับได้คาหนังคาเขา
บทที่ 222 โดนจับได้คาหนังคาเขา
จางเซวียนพูดไม่ออก โดนจับได้คาหนังคาเขา จะแถก็ไม่มีแรง
ราตรีเริ่มเข้มข้น แสงไฟริมถนนทยอยสว่างขึ้น
สัมผัสได้ถึงสายตาแปลกประหลาดระลอกแล้วระลอกเล่าจากร้านรวงรอบข้าง จางเซวียนเวียนหัวไปหมด
กระซิบถามลี่ลี่ซือที่เริ่มเมาหน่อยๆ ว่า "ลี่ลี่ซือ เธอจะทำอะไร?"
ลี่ลี่ซือมองเขาตาเยิ้ม ทำหน้าไร้เดียงสาพูดว่า
"มือนายวางอยู่ตรงไหน ตัวนายเองไม่รู้เหรอ? ยังจะมาถามว่าฉันจะทำอะไร ฉันสิต้องถามนาย กลางวันแสกๆ ฟ้าดินเป็นพยาน นายหมายความว่ายังไงกันเนี่ย? ฉันยังเป็น สาวบริสุทธิ์ อยู่นะ"
จางเซวียนถลึงตาใส่เธออย่างดุดัน ออกแรงดึงมือกลับ
แต่ ไร้ประโยชน์ ลี่ลี่ซือยกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนไม่ได้ออกแรงอะไร แต่กอดไว้แน่นดั่งขุนเขา ขยับไม่ได้แม้แต่มิลเดียว
กลับกลายเป็นว่ายิ่งทั้งสองคนยื้อยุดกันไปมา ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งก็แล่นพล่านจนหนังศีรษะชาหนึบ
จังหวะนั้นเองมีหญิงชราไม่กี่คนเดินผ่านมา พวกเธอมองทั้งคู่แบบไม่คิดจะหลบสายตา สุดท้ายกวาดตามองมือของจางเซวียน แล้วเบะปากนินทากับเพื่อนฝูง
"เด็กสมัยนี้นะ มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ โอบกอดพลอดรักกัน ถ้าเป็นสมัยพวกเรานะโดน จับถ่วงน้ำ ไปแล้ว"
จางเซวียนฟังแล้วหน้าดำคร่ำเครียด กวาดตามองรอบๆ อีกครั้ง แล้วผ่อนเสียงลง "เธอเมามากแล้ว ปล่อยก่อน ฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน"
ลี่ลี่ซือทำท่าเหมือนไม่ได้ยิน
เธอเหม่อมองหญิงชรากลุ่มนั้นที่ค่อยๆ เดินไกลออกไป ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้สติกลับมา
นึกถึงการดูแลเอาใจใส่ที่ตู้ซวงหลิงได้รับในบ้านจางเซวียน
นึกถึงการที่จางเซวียนกับตู้ซวงหลิงได้เรียนหนังสือด้วยกัน
นึกถึงตัวเองที่ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศตั้ง 4 ปี...
ลี่ลี่ซือมองเข้าไปในดวงตาของจางเซวียนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเหลือเกิน "นายรู้ไหมว่าทำไมคืนนี้ฉันถึงดื่มเหล้า? ทำไมถึงดื่มเยอะขนาดนี้? ฉันกำลังย้อมใจตัวเองอยู่ไง ฉันกลัวว่าถ้าผ่านครั้งนี้ไปแล้ว วันข้างหน้าจะไม่มีโอกาสอีก
ฉันกลัวว่ากว่าจะถึงคราวหน้าที่ฉันกลับมา ในใจนายก็จะไม่เหลือที่ว่างใดๆ อีกแล้ว"
ฟังคำพูดนี้ หัวใจจางเซวียนกระตุกวูบอย่างแรง ก้มหน้าพินิจดูดวงตาของเธออย่างละเอียด พบว่าแม่คุณเมาหนักกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
เงียบไปอึดใจหนึ่ง เขาเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง "เชื่อฉันนะ ฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน"
ลี่ลี่ซือไม่ยอม กอดแน่นกว่าเดิม ซบศีรษะลงบนไหล่เขา หลับตาลง
ผ่านไปเนิ่นนาน น้ำตาไหลรินออกมาจากเบ้าตาสองสาย: "จางเซวียน ฉันรักนาย"
หัวใจจางเซวียนบีบตัวอีกครั้ง มองไฟถนนสีส้มนวลริมทางอย่างเหม่อลอย ไม่ได้ตอบอะไร
รู้สึกได้ว่าลี่ลี่ซือค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดมาพิงที่ตัวเขา จางเซวียนรู้ดีว่านี่คือการส่งสัญญาณบางอย่าง
และรู้ถึงความเด็ดเดี่ยวของเธอ
พูดกันตามตรง เผชิญกับความรักอันลึกซึ้งถึงสองชาติภพของลี่ลี่ซือ ต่อให้เป็นตอไม้ก็ยังออกดอกได้ นับประสาอะไรกับคน
ชาติที่แล้วตอนเจอกับการรุกจีบอย่างบ้าคลั่งของแม่สาวคนนี้ จริงๆ เขาก็หวั่นไหวไปแล้ว
เพียงแต่ตอนนั้นเมื่อเทียบตัวเขากับเธอ และครอบครัวของเธอ เขาช่างธรรมดาสามัญเหลือเกิน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีตู้ซวงหลิงอยู่ก่อนหน้า และมีหมี่เจี้ยนที่พัวพันไม่เลิกราอยู่ข้างหลัง เขาเลยก้าวข้ามเส้นนั้นไปไม่ได้สักที
เขาเคยชำแหละหัวใจตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนในยามดึกดื่นสงัด เผชิญหน้ากับความทุ่มเทแบบไม่หันหลังกลับของลี่ลี่ซือ ตัวเองซาบซึ้งไหม?
ซาบซึ้ง!
ตัวเองแอบดีใจไหม?
แอบดีใจ?
ตัวเองรู้สึกภูมิใจและหลงตัวเองไหม?
มี!
ตัวเองสับสนลังเลไหม?
สับสน
งั้น ตัวเองก็ชอบลี่ลี่ซือเหมือนกันใช่ไหม?
ไม่ต้องสงสัยเลย เป็นผู้ชายใครบ้างจะไม่ชอบ
เพียงแต่เขามีปมในใจ
ปมในใจก็คือหมี่เจี้ยนและครอบครัวของลี่ลี่ซือ
เพราะเขา หมี่เจี้ยนถึงใช้ชีวิตได้ไม่เป็นอิสระนัก
มีบทเรียนจากหมี่เจี้ยนแล้ว เขาไม่อยากให้ลี่ลี่ซือต้องใช้ชีวิตไม่เป็นตัวของตัวเองไปด้วย
และอีกอย่าง ครอบครัวของลี่ลี่ซือ จางเซวียนในตอนนั้นไม่กล้าไปตอแยสุ่มสี่สุ่มห้า
เหมือนที่หร่วนซิ่วฉินในชาติก่อนรู้เรื่องเข้า แล้วคอยเตือนสติหลายครั้ง: ลูก ครอบครัวลี่ลี่ซือพวกเราตอแยไม่ไหวหรอก อย่าให้เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง เลย
นึกถึงเรื่องราวในอดีต มองดูหยดน้ำตาร่วงหล่นลงพื้นทีละหยด ในใจจางเซวียนบอกไม่ถูกว่าเป็นรสชาติไหน
ทั้งขมทั้งหวาน แถมยังฝาดเฝื่อน
จ้องมองเธอ ชั่วขณะหนึ่ง จางเซวียนกดข่มความรู้สึกของตัวเองไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ช่างหัวมันสิไอ้ที่ว่าตอแยไม่ไหว! ช่างหัวมันสิทางหนีทีไล่!
สายตาเขาหรี่ลง ถามเธอว่า "เธอคิดดีแล้วเหรอ?"
เจอกับคำถามไม่มีปี่มีขลุ่ย ลี่ลี่ซือกลับฟังเข้าใจ
ลืมตาขึ้น ยิ้มทั้งน้ำตานองหน้า "ให้นายเลือกสองทาง พาฉันไปที่ห้อง หรือจะยืนแช่อยู่ตรงนี้ ก็แล้วแต่นาย"
ทนฟังคำนี้ไม่ได้ จางเซวียนแทบอยากจะใช้นิ้วจิ้มเธอให้ตายคามือ สุดท้ายก็พาเธอเข้าโรงแรมจนได้
บอกกับเถ้าแก่ว่า "เปิดห้องแอร์อีกห้องครับ"
สายตาเถ้าแก่โรงแรมกวาดมองทั้งสองคน ในใจคิดว่าจะมาทำไก๋ปิดหูขโมยกระดิ่งทำไม เปลืองตังค์เปล่าๆ วัยรุ่นหนุ่มสาวนี่นะ เก็บเงินไม่อยู่ จริงๆ
แต่มีลูกค้ามาถึงที่ เถ้าแก่ก็ต้องต้อนรับขับสู้เป็นธรรมดา
ขึ้นมาถึงชั้นสาม จางเซวียนไม่ได้ไปห้องที่เพิ่งเปิดใหม่
ลี่ลี่ซือก็ไม่ทักท้วง เดินตามเขาเข้าห้องเดิมเงียบๆ
เปิดประตู ปิดประตู
ลี่ลี่ซือยกสองแขนโอบรอบคอเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา ครู่ใหญ่ต่อมา ก็พูดว่า "จูบฉันสิ"
จางเซวียนไม่ขยับ ถามอย่างจริงจัง "เธอเมาหรือเปล่า?"
ลี่ลี่ซือไม่ตอบ ยังคงพูดอย่างคาดหวัง "จูบฉัน"
จางเซวียนหลุบตาลง สุดท้ายพูดอีกครั้ง "ฉันกลัวเธอเสียใจทีหลัง"
"นายก็ใช่จะไม่เคยแตะต้องผู้หญิง จะมาทำอิดออดอะไรตอนนี้?" วินาทีนี้ ลี่ลี่ซือระเบิดอารมณ์ใส่ ยื่นหน้าเข้าไปหาเองเลย
จางเซวียน "......"
...
เนิ่นนานผ่านไป ลี่ลี่ซือบ่นอย่างไม่พอใจ "นายเป็นผู้ชายหรือเปล่า? ฉันมาเสนอถึงที่ยังจะนิ่งเฉยอีก"
เฮ้ย!
สงสัยอะไรก็สงสัยไป แต่อย่ามาสงสัยความเป็นชาย!
จางเซวียนของขึ้น เปลี่ยนท่าทีจากเมื่อครู่ ดึงเธอกระชับเข้าสู่อ้อมกอด แนบชิดเข้าไปหา
...
ยาวนาน...
ลี่ลี่ซือหอบหายใจหนัก แซวจางเซวียน "แบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย นี่สิถึงจะสมกับที่ฝึกปรือกับตู้ซวงหลิงมาครึ่งปี
แต่ว่า แต่ว่าทำไมฉันถึงหึงนะ?"
จากนั้นไม่รอให้จางเซวียนตอบ ลี่ลี่ซือพูดเสียงหนักแน่น "จากนี้ไป นายเป็นผู้ชายของฉันแล้ว ชาตินี้ไม่ว่านายจะทำอะไร ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้เรื่องนายเด็ดขาด"
พูดจบ เธอก็จุ๊บเขาหนึ่งที บอกว่า "ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ รอด้วยล่ะ" แล้วถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เดินเข้าห้องน้ำไป
...
ข้างนอกมีเสียงหมาเห่าโฮ่งๆ ในห้องน้ำมีเสียงน้ำไหลซู่ๆ...
จางเซวียนยืนพิงประตู ตัวแข็งทื่อ ความคิดล่องลอยไปไกล
เขาเองก็ไม่รู้ว่านี่มันถูกหรือผิด แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเสียใจภายหลัง
ก็แม่สาวลี่ลี่ซือนี่แหละ ที่ทำตัวไม่เข้าท่า ริมฝีปากแทบจะโดนกัดแตก
เธอบอกว่าเธอทำไม่เป็น ก็อย่าฝืนสิ...
มีฉันอยู่ทั้งคน ฉันประสบการณ์โชกโชน เธอจะรีบไปไหน?
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก..."
ในขณะที่จินตนาการเขากำลังบรรเจิด ในขณะที่เขากำลังคิดฟุ้งซ่าน จู่ๆ ข้างนอกก็มีเสียงเคาะประตู
จางเซวียนสะดุ้งโหยง!
ดึกดื่นป่านนี้ ใครจะมาเคาะประตู?
นึกว่าหูฝาด ลองฟังอีกที
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก..."
คราวนี้ไม่ผิดแน่ มีคนกำลังเคาะประตูห้องเขา ไม่ใช่เคาะห้องอื่น แต่เคาะห้องเขานี่แหละ
เขายืนพิงประตูอยู่ ไม่มีทางฟังผิดแน่นอน
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก..."
เสียงเคาะประตูครั้งที่สามดังขึ้น
เห็นข้างในยังไม่มีความเคลื่อนไหว หญิงวัยกลางคนข้างนอกก็พูดกับเถ้าแก่โรงแรมว่า "เปิดประตูเถอะ"
เถ้าแก่โรงแรมนึกถึงคนที่นั่งอยู่ในรถซานตาน่าข้างล่าง ไม่กล้าขัดขืน ล้วงกุญแจที่เตรียมไว้ออกมาเสียบเข้าไป
แกร๊ก!
จังหวะนั้นเอง ประตูก็เปิดออก
ไม่ใช่เปิดจากข้างนอก แต่เปิดจากข้างใน
หกตาประสานกัน...
ไม่สิ กลายเป็นสี่ตาประสานกันในทันที
เพราะเถ้าแก่โรงแรมชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็ลนลานเดินหนีไป หันหลังเดินลงบันไดไปเลย
หญิงวัยกลางคนคือแม่ของลี่ลี่ซือ ชื่อ เลี่ยวอวิ๋น
สี่วินาทีผ่านไป...
ห้าวินาทีผ่านไป...
...
...
สิบวินาทีผ่านไป...
หลังจากจ้องหน้าคุมเชิงกันอยู่สิบวินาที เลี่ยวอวิ๋นก็เป็นฝ่ายขยับก่อน
เธอละสายตา เดินเงียบๆ เข้ามาในห้อง
จางเซวียนหลีกทางให้ แล้วปิดประตูตามหลัง
เลี่ยวอวิ๋นเข้ามาถึงก็มองไปที่เตียง
เห็นผ้าห่มเรียบร้อย เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ร่างกายที่เกร็งเขม็งก็ผ่อนคลายลง
เลี่ยวอวิ๋นเหมือนจะยังไม่วางใจ เดินช้าๆ ไปที่เตียง ยื่นมือไปเลิกผ้าปูสีขาวขึ้น ก้มหน้าตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนไปหนึ่งรอบ
หลังจากยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีปัญหา เธอถึงยืดตัวขึ้น กวาดสายตามองรอบห้อง สายตาไปหยุดอยู่ที่เก้าอี้ ตรงนั้นมีกองเสื้อผ้าอยู่
มีเสื้อคลุม มีกางเกงขายาว แล้วก็มีเสื้อซับใน แล้วก็มี...
แค่มองแวบเดียว เลี่ยวอวิ๋นก็รู้ว่าเสื้อผ้าพวกนี้เป็นของลูกสาวเธอทั้งหมด
สายตาไล่ผ่านกองเสื้อผ้า สุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ประตูห้องน้ำ
เลี่ยวอวิ๋นเดินเข้าไป เอียงหูฟังความเคลื่อนไหวข้างในสักพัก สุดท้ายถึงยืดตัวตรง มองจางเซวียนแวบหนึ่งแล้วเดินไปนั่งตัวตรงที่ขอบเตียง
สมองของจางเซวียนตอนนี้มึนตึ้บไปหมด
แม่เจ้านี่มันสถานการณ์บ้าอะไรเนี่ย?
ในใจคิดว่า ถ้าผู้หญิงคนนี้มาช้าอีกสัก 20 นาที นั่นไม่เท่ากับว่า...
เฮ้อ! ภาพเหตุการณ์นั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด...
พอนึกถึง ใจก็สั่นระรัว!
ลองคิดดูว่ากำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม จู่ๆ ประตูก็เปิดออก มีคนเดินเข้ามา
คนคนนั้นคือแม่บังเกิดเกล้าของลี่ลี่ซือ...
เห็นลี่ลี่ซือ...
งั้นเลี่ยวอวิ๋นคนนี้คงไม่โมโหจนคว้ามีดไล่ฟันตรงนั้นเลยเหรอ?
บรรยากาศในห้องดูพิลึกพิลั่น
เลี่ยวอวิ๋นนั่งเหม่อลอยอยู่ขอบเตียง ไม่ได้โวยวายเหมือนผู้หญิงทั่วไป และไม่ได้สอบสวนจางเซวียนราวกับนักโทษ
ความอดทนอดกลั้นของเธอนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ
จางเซวียนยืนพิงประตูอยู่พักหนึ่ง ต่อมารู้สึกเมื่อยขา คิดไปคิดมา ก็เดินไปที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง แล้วนั่งลง