บทที่ 238 หลังจากเฟิงเซิง จะไม่มีตำนานอีกต่อไป
บทที่ 238 หลังจากเฟิงเซิง จะไม่มีตำนานอีกต่อไป
มื้อเย็นเป็นฝีมือของโจวชิงจู๋ รสชาติถูกปากมาก จางเซวียนซัดข้าวไปถึงสามชามติด
หลังทานข้าวเสร็จ ขณะนอนแผ่พุงเขย่าขาพักผ่อนอยู่บนโซฟา เหวินฮุ่ยก็ถามเขาว่า "แขกที่นายจะเลี้ยง มีอะไรต้องระวังเป็นพิเศษไหม?"
จางเซวียนมองตาเธอ "พูดตรงๆ นะ ฉันก็ไม่ค่อยรู้นิสัยการกินของแขกเหมือนกัน งั้นเธอทำกับข้าวที่เธอถนัดที่สุดก็แล้วกัน คราวก่อนปลาไหลกรอบเหลียงซีกับปลาซงสู่กุ้ยหยูรสชาติดีมาก จัดสองเมนูนั้นเลย"
"ได้"
เหวินฮุ่ยรับคำ คิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดอีกว่า "งั้นฉันทำเป็ดน้ำเกลือหยางโจวเพิ่มอีกอย่างนะ"
จางเซวียนถาม "เป็ดน้ำเกลือหยางโจวก็เป็นเมนูถนัดของเธอเหรอ?"
เหวินฮุ่ยพยักหน้าเบาๆ "นี่เป็นสามเมนูที่ฉันถนัดที่สุด"
"งั้นก็เยี่ยมเลย เหวินฮุ่ย รบกวนเธอด้วยนะ" จางเซวียนเองก็เป็นนักกินตัวยง มีอาหารหวยหยางชื่อดังให้กิน มีหรือจะเกรงใจ
เหวินฮุ่ยยิ้มหวาน ลุกขึ้นเรียกโจวชิงจู๋กลับไปชั้นสาม
ตู้ซวงหลิงนั่งคุยเป็นเพื่อนเขาสักพัก จากนั้นก็หยิบ เฟิงเซิง ที่จางเซวียนมอบให้ แล้วเดินขึ้นไปชั้นสามเช่นกัน
ส่วนจางเซวียนน่ะเหรอ ช่วยไม่ได้ เวลาจวนตัว ก็ต้องกลับเข้าห้องหนังสือไปปั่นงานงกๆ ต่อ
แม่มันเถอะ! ฉันไม่เชื่อหรอก ผู้เฒ่าเจี่ยใช้เวลาครึ่งปีเขียน เฟ่ยตู จบ แล้วฉันจะใช้เวลาหนึ่งปีเขียน เฉียนฟู ไม่จบเชียวเหรอ?
คนเราถ้าไม่บีบตัวเอง ก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน!
บ่ายวันนี้ จางเซวียนทำสงครามกับกระดาษขาว
ปากกาหมึกซึมตวัดเขียนเสียงดัง แกรกๆ ไม่นานก็เติมเต็มกระดาษขาวไปทีละบรรทัดๆ
บ่ายวันนี้เช่นกัน เหวินฮุ่ยลืมเล่นเปียโน
เธอจ้องมองปกสีเทาของ เฟิงเซิง อยู่นาน จ้องมองแผ่นหลังสีดำบนปกอยู่นาน จากนั้นก็เปิดหนังสือ ตั้งอกตั้งใจอ่านอย่างจดจ่อ
***
ไม่กี่วันต่อมา กระแสวิจารณ์บนหน้าหนังสือพิมพ์หลักๆ ก็เริ่มแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
จางเซวียนพลิกดูหนังสือพิมพ์กว่าสามสิบฉบับ แล้วก็ต้องดีใจที่พบว่าส่วนใหญ่เป็นคำชม
เรียกได้ว่าคำชมล้นหลามเลยทีเดียว
ท่ามกลางคำชมมากมาย สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดคือคำวิจารณ์ของสองคนนี้:
หนีควาง นักเขียนชาวฮ่องกงวิจารณ์ว่า: ก่อนหน้านี้เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าแผ่นดินใหญ่มีนิยายดีๆ ออกมาเรื่องหนึ่ง บอกว่า เฟิงเซิง ของซานเยว่สนุก แต่ไม่รู้ว่าจะสนุกถึงขนาดนี้ เฟิงเซิง คือนิยายจารกรรมที่สนุกที่สุดที่ผมเคยอ่านมา
คำวิจารณ์นี้ทำให้จางเซวียนแปลกใจเป็นพิเศษ
หนีควางคือใคร?
เขาคือนักเขียนนิยายชื่อดัง หนึ่งในสี่ปรมาจารย์แห่งฮ่องกงที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับกิมย้ง และลูกสะใภ้ของเขาก็คือโจว ฮุ่ยหมิ่น
เฮ้อ แม่สาวตัวน้อย! คิดไม่ถึงว่าเราจะไม่มีวาสนาต่อกัน แต่ดันไปมีวาสนากับว่าที่พ่อสามีของเธอซะงั้น
ปัญหาก็คือ ผู้เฒ่าหนีชมฉันขนาดนี้ วันหน้าถ้าฉันเจอภรรยาแซ่โจว ฉันควรจะดื่มกับเธอสักแก้ว หรือไม่ควรดื่มดีนะ?
ช่างเป็นปัญหาโลกแตกที่น่าปวดหัวจริงๆ
นอกจากหนีควางแล้ว อีกคนที่ทำให้จางเซวียนแปลกใจคือหลี่เอ๋า นี่ก็คนดังระดับบิ๊กเหมือนกัน
หลี่เอ๋าจากไต้หวันวิจารณ์ว่า: ซานเยว่ได้ล้มล้างภาพจำเดิมๆ ที่เรามีต่อนักเขียนแผ่นดินใหญ่ หัวข้อที่เขาเขียนและคุณค่าทางวรรณกรรมของเขามีความเป็นสากล
ดูสิ ดูสิ ใครบอกว่าหลี่เอ๋าปากตะไกรพูดจาดีๆ ไม่เป็น?
นี่ไงชมได้ดีออก ชมได้ตรงจุดเป๊ะ
จางเซวียนปลื้มปริ่ม หัวใจบานฉ่ำ
คิดไม่ถึงว่าเผลอแป๊บเดียว ชื่อเสียงของ ซานเยว่ และ เฟิงเซิง จะดังไกลไปถึงฮ่องกงและไต้หวันแล้ว
ช่างเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ความหลงตัวเองของฉันคนนี้ กำลังพองตัวส่งเสียง ซู่ซ่าๆ
แปลกใจก็ส่วนแปลกใจ แต่ว่ากันตามจริง คนที่ชมเขามากที่สุดก็ยังเป็นสื่อแผ่นดินใหญ่และผู้ทรงภูมิปัญญา
ในจำนวนนั้นที่ต้องพูดถึงที่สุดคือคำวิจารณ์ชั้นสูงจากศาสตราจารย์จี้ ปรมาจารย์ด้านจีนศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งและนักวิจารณ์วรรณกรรม: หลังจากเฟิงเซิง ในโลกนี้จะไม่มีตำนานอีกต่อไป
คำพูดเดิมของท่านผู้เฒ่าจี้: หวังว่าท่ามกลางการประลองปัญญาอันระทึกขวัญ จะสามารถจารึกความเป็น ผู้มีอุดมการณ์ ลงในขอบเขตของความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจวัดได้ ดูเหมือนว่านักเขียนซานเยว่จะเขียนถึงกลุ่มคนที่ไร้หัวใจ แต่นี่กลับเป็นผลงานที่ผมคิดว่าลึกซึ้งกินใจที่สุด
จุ๊ๆ จางเซวียนอ่านแล้วหน้าแดงเลย
เขาคิดในใจว่า ผู้เฒ่าจี้หนอผู้เฒ่าจี้ ท่านรีบชมเร็วไปหน่อย รอให้อ่านผลงานเรื่องต่อไปของฉันจบก่อน ท่านจะเข้าใจว่า หลังจากเฉียนฟู ในโลกนี้จะไม่มีตำนานอีกต่อไป
ท่ามกลางคำชมมากมาย มีคำวิจารณ์ของศาสตราจารย์จากจงต้าคนหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของจางเซวียน
ศาสตราจารย์จากจงต้ากล่าวว่า: ไม่ควรแปะป้าย ‘นิยายจารกรรม’ ให้กับ ‘เฟิงเซิง’ เพราะเมื่อแปะป้ายว่าเป็น ‘นิยายจารกรรม’ แล้ว ก็จะบดบังความเจิดจรัสของตัวนิยายต้นฉบับไปมากโข นี่คือผลงานที่ผสานการสืบสวนสอบสวนแบบจารกรรมเข้ากับคุณค่าทางวรรณกรรมได้อย่างลงตัว มันได้บุกเบิกเส้นทางใหม่ และสร้างหลักไมล์สำคัญขึ้นมา
คำชมจากคนดังอื่นๆ ยังมีอีกเช่น
ผู้เฒ่ามั่วเจ้าของผลงาน นมและบั้นท้าย วิจารณ์ว่า: เฟิงเซิง เป็นนิยายระทึกขวัญ เนื้อเรื่องจึงพลิกผันไปมา จุดพีคเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า และยังเป็นผลงานระดับปรมาจารย์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในวงการนิยายจีนร่วมสมัย ชวนให้หวนนึกถึงไม่รู้ลืม
ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งจากฟู่ตั้นวิจารณ์ว่า: เฟิงเซิง คือผลงานแห่งยุคสมัยของซานเยว่ บิดาแห่งนิยายจารกรรม เขาใช้กลวิธีการเล่าเรื่องผ่านบุรุษที่หนึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวอดีตจารกรรมอันน่าระทึกขวัญในยุคสมัยพิเศษออกมาได้อย่างสมจริงที่สุด
เอาสิ ฉายาบิดาแห่งนิยายจารกรรมก็ถูกยัดเยียดให้ซะแล้ว
จางเซวียนไล่อ่านลงมาเรื่อยๆ คำชมมีเป็นส่วนใหญ่ แต่คำวิจารณ์ในแง่ลบก็มีไม่น้อย
เป็นไปตามที่คาดไว้ ศาสตราจารย์อาวุโสและนักวิชาการจำนวนมากทนดูประเด็นปั่นกระแส 4 ข้อของ เฟิงเซิง ไม่ได้ ต่างพากันกระโดดออกมาแสดงความคิดเห็น
พบว่าคำวิจารณ์ที่มากที่สุดและรุนแรงที่สุดคือข้อกล่าวหาที่ว่า: เฟิงเซิง ก็แค่นิยายประโลมโลก เป็นการปั่นกระแสเรียกร้องความสนใจเท่านั้น ไม่มีคุณค่าทางวรรณกรรมใดๆ แม้แต่จะหิ้วรองเท้าให้ ไป๋ลู่หยวน กับ เฟ่ยตู ยังไม่คู่ควร!
ถึงขนาดมี ผู้พิทักษ์สิทธิสตรี จำนวนมากออกมาประณามอย่างรุนแรงว่า: เฟิงเซิง เต็มไปด้วยการทารุณกรรมผู้หญิง เรียกร้องให้ทางการสั่งแบน
มีนักวิชาการชื่อดังตะโกนบอก ซานเยว่ ผ่านสื่อว่า: เขียนเรื่องเก่งกับเขียนงานวรรณกรรมเป็นคนละเรื่องกัน จงเจียมเนื้อเจียมตัวซะบ้าง!!!
ยังมีคนด่าว่า ซานเยว่ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ด้วยเจตนาร้าย กลับดำเป็นขาว
ในบรรดาไม้กวนอุจจาระ มีคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือผู้เฒ่าหวังแห่งปักกิ่ง คนคนนี้เกินไปมาก บอกว่า เฟิงเซิง ก็แค่หนังสือไร้สาระเอาไว้อ่านฆ่าเวลาตอนเข้าห้องส้วม เอาไว้ใช้เช็ดก้นได้
แม่มันเถอะ คำว่า เข้าห้องส้วม กับ กระดาษชำระ ก็หลุดออกมาจนได้
จางเซวียนกัดฟันกรอด แทบอยากจะวิ่งไปปักกิ่งเดี๋ยวนี้ แล้วตบไอ้ผีนี่ให้ตายคามือ
***
คำวิจารณ์มีทั้งที่เจ็บแสบ มีทั้งที่นุ่มนวล มีรูปแบบหลากหลายเป็นสิบเป็นร้อยแบบ
ตอนที่ตู้ซวงหลิงเห็นคำว่า เข้าห้องส้วม กับ กระดาษชำระ ก็โกรธจนตัวสั่น ปากเล็กๆ ขยับมุบมิบพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
บทความวิจารณ์เหล่านี้เหวินฮุ่ยก็อ่านเหมือนกัน แต่เธอไม่มีอารมณ์ร่วมใดๆ แอบสังเกตปฏิกิริยาที่แตกต่างกันของจางเซวียน ตู้ซวงหลิง และโจวชิงจู๋อยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มอย่างรู้ทัน จากนั้นก็นั่งตัวตรงบนโซฟาอ่าน เฟิงเซิง ต่อไป
ตรงข้ามกับความเงียบสงบของเหวินฮุ่ย โจวชิงจู๋อ่านจบก็ช่วยตู้ซวงหลิงประณามพวกที่เรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการเหล่านี้ว่าเป็นพวกหัวโบราณ ไม่มีตา...
ท่าทางของสองสาวที่จับกลุ่มกันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทำเอาจางเซวียนหลุดขำออกมา
ลองค้นดูอย่างละเอียด กลับไม่เห็นผู้เฒ่าเฉินกับผู้เฒ่าเจี่ยลงสนาม จางเซวียนโยนหนังสือพิมพ์ทิ้ง หมดความสนใจไปในทันที
เตรียมตัวทำสงครามน้ำลายมาตั้งนาน คู่กรณีสองคนไม่ลงสนาม แล้วเขาจะเล่นยังไง?
เขาคงไม่ทำตัวเหมือนหมาบ้ากระโดดลงไปกัดมั่วซั่วหรอกนะ? เสียภาพลักษณ์แย่
ส่วนผู้เฒ่าหวังแห่งปักกิ่ง คนที่ทิ้งลูกเมียไปคบหากับดาราหญิง ชาติที่แล้วไม่เคยอ่านผลงานของมัน ชาตินี้ก็ยิ่งไม่แล
ประโยคเดียวสั้นๆ ทะเลาะกับคนพรรค์นี้รู้สึกว่าลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว!