บทที่ 237 ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ
บทที่ 237 ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ
จางเซวียนวางสายโทรศัพท์แล้วนั่งเหม่อ เถาเกอที่ปักกิ่งวางสายแล้วก็นั่งเหม่อเช่นกัน
ไม่สิ พูดให้ถูกคือ เถาเกอกำลังนั่งใช้ความคิด
เวลาเดินติ๊กต่อกๆ ผ่านไปอย่างช้าๆ ชั่วจิบชาถ้วยหนึ่งก็ผ่านไป
เถาเกอหยิบ เฟิงเซิง บนโต๊ะทำงานขึ้นมาพลิกดูอย่างละเอียดไปยี่สิบกว่าหน้า ในหัวหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชนบทเมืองซ่าว และนึกถึงท่าทางของจางเซวียนที่พูดจาฉะฉานตอนสัมภาษณ์ขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
หลังจากลังเลอยู่ไม่กี่วินาที เถาเกอก็วางหนังสือในมือลง ลุกขึ้นจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผม แล้วเดินออกจากห้องทำงาน
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก..."
เถาเกอเดินผ่านระเบียงทางเดิน มาหยุดที่หน้าประตูห้องทำงานที่มีป้ายชื่อ ‘บรรณาธิการบริหาร’ แขวนอยู่ แล้วเริ่มเคาะประตูอย่างมีมารยาท
"เชิญ" หลังเสียงเคาะผ่านไปไม่กี่ครั้ง ก็มีเสียงกังวานดังออกมาจากข้างใน
เปิดประตู ปิดประตู
พอเห็นว่าเป็นเถาเกอเยื้องย่างเข้ามา หงเจิ้นโปที่อยู่หลังโต๊ะทำงานก็เปลี่ยนท่าทีจากเคร่งขรึม เป็นฉีกยิ้มถามทันที
"ป่านนี้แล้ว ทำไมยังไม่เลิกงานไปกินข้าวเที่ยงอีกล่ะ?"
เถาเกอรินชาร้อนให้หงเจิ้นโปอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็นั่งลงตรงข้ามโต๊ะทำงานอย่างสำรวม
ยิ้มแล้วพูดว่า "ตอนนี้คุณลุงยุ่งไหมคะ"
พอได้ยินคำเรียก คุณลุง ไม่ใช่ บรรณาธิการบริหาร ตามหน้าที่การงานปกติ หงเจิ้นโปก็รู้ทันทีว่าเถาเกอมีธุระส่วนตัวจะคุย
จิบชาหนึ่งคำ แล้วถามอย่างเป็นกันเอง "เพิ่งว่างเมื่อกี้นี้เอง ว่ามาสิ มีธุระอะไรกับลุงเหรอ?"
ทั้งสองคนสนิทกันมาก ดังนั้นจึงไม่ต้องมากพิธีรีตอง เถาเกอจึงพูดเข้าประเด็นทันที "เมื่อกี้หนูคุยโทรศัพท์กับซานเยว่มาค่ะ"
หงเจิ้นโปไม่แปลกใจกับเรื่องนี้ ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองตาเธอ รอฟังข้อความต่อไป
เถาเกอเล่าต่อ "ซานเยว่ฝากหนูมาขอบคุณคุณลุง สำหรับคำชมเกินจริงบนหน้าหนังสือพิมพ์ค่ะ"
หงเจิ้นโปยิ้มพยักหน้ารับ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
เถาเกอถ่ายทอดบทสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อครู่อย่างย่อๆ แล้วพูดว่า "หนูบอกเรื่องที่สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียเตรียมส่ง ‘ไป๋ลู่หยวน’ เข้าชิงรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นกับซานเยว่ไปแล้วค่ะ"
พอได้ยินดังนั้น หงเจิ้นโปก็ขยับตัวเล็กน้อย เขารู้ว่าที่เถาเกอพูดมาตั้งเยอะ สิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ต่างหากคือประเด็นสำคัญ
เขาจิบชาอีกครั้งอย่างไม่รีบร้อน แล้วถามด้วยความอยากรู้ "ซานเยว่มีปฏิกิริยายังไงบ้าง?"
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง จากนั้นจู่ๆ เถาเกอก็เผยรอยยิ้มลึกลับออกมา
"คุณลุง คุณลุงภูมิใจในความรอบรู้ของตัวเองไม่ใช่เหรอคะ ลองทายดูสิ"
หงเจิ้นโปหัวเราะ ใช้นิ้วชี้ไปที่เธอข้ามโต๊ะทำงาน คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ "เจ้าซานเยว่คนนี้ความทะเยอทะยานไม่เบาเลยนะ"
เถาเกอยิ้มแต่ไม่ตอบ
หงเจิ้นโปถาม "ได้ยินข่าวนี้ เขาคงเครียดมากล่ะสิ?"
เถาเกอพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า "เครียดน่ะเป็นธรรมดาค่ะ แต่เขานิ่งกว่าที่หนูคิดไว้"
หงเจิ้นโปเริ่มสนใจ "เขาว่าไงบ้าง?"
เถาเกอตอบว่า "ซานเยว่ไม่ได้พูดแสดงความเห็นอะไรเกี่ยวกับ ‘ไป๋ลู่หยวน’ และรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นแม้แต่ครึ่งคำ แต่กลับบอกหนูว่า ตอนนี้เขากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนนิยายเรื่องหนึ่งอยู่ ได้ 2.4 แสนคำแล้ว"
เห็นหงเจิ้นโปชะงักไป เธอจึงเสริมอีกประโยค "ซานเยว่บอกว่า นิยายเรื่องนี้จะเขียนจบช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ประมาณเดือน 8 ค่ะ"
เดือน 8 ที่แสนละเอียดอ่อน หงเจิ้นโปที่ฉลาดเป็นกรดฟังปุ๊บก็เข้าใจทันที เก็บสีหน้าแล้วพูดว่า "เขามั่นใจมากเลยนะ"
เถาเกอช่วยพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม "พวกเราเรียกเขาในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเป็นนักเขียนอัจฉริยะ นักเขียนอัจฉริยะก็ย่อมต้องมีความหยิ่งทระนงเป็นธรรมดา"
หงเจิ้นโปมองเธอด้วยความประหลาดใจ แล้วถามทีเล่นทีจริง "ดูเหมือนหลานจะคาดหวังในตัวเขามากนะ?"
เถาเกอไม่ปิดบัง "หนูยังกะว่าจะรับเขาเป็นน้องชายด้วยค่ะ"
ความประหลาดใจบนใบหน้าหงเจิ้นโปยิ่งเพิ่มขึ้น เขาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า "หลานไปจองตั๋วเครื่องบินสักสองสามใบ พวกเราจะไปกว่างโจวกัน"
เถาเกอตกใจ "คุณลุงอยากไปดูนิยายเรื่องใหม่ของซานเยว่ด้วยตาตัวเองเหรอคะ?"
หงเจิ้นโปพูดอย่างจริงจัง "เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะทำเป็นเล่นไม่ได้ อีกอย่างลุงก็อยากเห็นด้วยว่าซานเยว่หน้าตาเป็นยังไง และยิ่งอยากเห็นว่านิยายเรื่องใหม่ของเขาจะสมกับความตั้งใจของหลานหรือเปล่า"
"ได้ค่ะ เรื่องตั๋วเครื่องบินปล่อยเป็นหน้าที่หนู ขอบคุณค่ะคุณลุง" เป้าหมายบรรลุแล้ว สีหน้าของเถาเกอก็ผ่อนคลายขึ้นมาก
เห็นเถาเกอลุกขึ้นจะเดินออกไป หงเจิ้นโปยื่นมือเรียกเธอไว้ "เดี๋ยว"
เถาเกอหยุดเดินถามว่า "คุณลุง มีอะไรอีกเหรอคะ?"
หงเจิ้นโปเปิดลิ้นชัก หยิบชาต้าหงเผากล่องเล็กๆ ออกมาจากข้างใน ยื่นให้เธอแล้วพูดว่า "บอกพ่อหลานด้วยว่าลุงแพ้พนันแล้ว ของสิ่งนี้ยกให้เขา บอกให้เขาเตรียมกับข้าวโต๊ะใหญ่ไว้ วันหลังลุงจะไปหาที่บ้าน"
เถาเกอเหมือนจะรู้เรื่องเดิมพันนี้ ยื่นมือรับใบชาแล้วยิ้มหวาน "ตอนนี้เขาไม่ว่างหรอกค่ะ คุณลุงคงต้องรอหน่อยแล้ว"
หงเจิ้นโปชะงัก ก่อนจะถามด้วยความดีใจ "จะย้ายไปประจำต่างจังหวัดจริงๆ เหรอ?"
เถาเกอยิ้มพลางพยักหน้า
***
"กริ๊ง... กริ๊ง..."
ตอนที่จางเซวียนกำลังนอนแผ่หราอยู่บนโซฟา ปล่อยใจล่องลอย โทรศัพท์บนโต๊ะน้ำชาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
รับสาย ถามว่า "สวัสดีครับ ใครครับ?"
"พี่เอง..."
"คุณเถา สวัสดีตอนเที่ยงครับ กินข้าวเที่ยงหรือยัง?"
"เรียกพี่"
จางเซวียน "......"
เถาเกอหัวเราะพูดว่า "ทำไม ไม่อยากเรียกเหรอ?"
เวียนหัว แม่คุณคนนี้ช่างตื๊อไม่เลิกจริงๆ
จางเซวียนตอบกลับไปว่า "ไม่ใช่ไม่อยากเรียกครับ ผมรู้สึกว่ารอให้ผมประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงก่อน แล้วค่อยเรียกพี่ มันน่าจะรู้สึกภูมิใจกว่า"
เถาเกอเข้าใจทันที "เธอนี่ประเภทถ้าไม่เห็นกระต่ายก็ไม่ปล่อยเหยี่ยวสินะ ใช่ไหม?"
จางเซวียนหัวเราะร่า ไม่ตอบรับ ถึงความหมายจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะยอมรับ
เพราะถ้ายอมรับ ความหมายมันจะเปลี่ยนไป
กลายเป็นข้อแลกเปลี่ยนไป
เถาเกอเป็นคนฉลาด ไม่ตอแยหัวข้อนี้ต่อ เปลี่ยนเรื่องคุยว่า "วันศุกร์พวกเราจะไปกว่างโจวรอบหนึ่ง"
จางเซวียนสงสัย "พวกเรา?"
เถาเกอตอบ "ใช่ พี่กับบรรณาธิการบริหารหง"
วันนี้วันอาทิตย์ วันศุกร์ก็คือวันที่ 2 เมษา จางเซวียนพูดว่า "ได้ครับ ถึงตอนนั้นผมจะไปรับพวกคุณที่สนามบิน"
คิดไม่ถึงว่าเถาเกอจะถามกลับอย่างโหดร้ายว่า "เธอมีรถเหรอ จะมารับพวกพี่ที่สนามบินน่ะ?"
"ไม่มีครับ"
"งั้นเธอรอพวกพี่ที่จงต้าเถอะ ทำกับข้าวรอพวกเรา เดี๋ยวพวกเราให้คนอื่นไปรับ"
"ไม่สิ อย่าให้ผมทำกับข้าวเลย ไปกินที่ร้านอาหารไม่ได้เหรอครับ?"
"พี่กินร้านอาหารทุกวัน เบื่อแล้ว"
จางเซวียนปวดหัวตึ้บ "ถ้าทำไม่อร่อย ถึงตอนนั้นคุณอย่ามารังเกียจกันนะ"
เถาเกอถามตรงประเด็นทันที "มีของป่าไหม พี่คิดถึงรสชาติของป่าจากบ้านเกิดเธอ"
"มีครับ เพื่อเอาใจคุณ ไม่เพียงแต่จะมีของป่า ยังมีผักกูดตากแห้งด้วย ขนมาจากบ้านทั้งนั้นเลย"
เถาเกอหัวเราะอย่างมีความสุข "ดี อาหารสองอย่างนี้พี่ชอบกิน"
จางเซวียนลองหยั่งเชิงถามอีก "บรรณาธิการบริหารหงชอบอาหารรสชาติไหนครับ? ผมจะได้เตรียมตัวถูก"
เถาเกอบอกว่า "ช่างเถอะ เขาเป็นคนเซี่ยงไฮ้ รสชาตินิยมไม่เหมือนชาวบ้าน ชอบกินอาหารหวยหยาง เธอไม่ต้องสนใจเขา ดูแลพี่ให้ดีก็พอ"
จางเซวียนฉีกยิ้ม แล้วพูดว่า "ไม่มีปัญหา รับรองจะดูแลคุณอย่างดิบดีเลย"
***
เมืองฉางซา
ขณะที่จางเซวียนกับเถาเกอกำลังคุยสัพเพเหระทางโทรศัพท์ ตู้จิ้งหลิงก็ปรากฏตัวที่แผงขายหนังสือพิมพ์นอกโรงพยาบาลเซียงหย่า
ตู้จิ้งหลิงมองพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ด้วยความประหลาดใจ แล้วมองพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น สักพักใหญ่ถึงบอกกับเถ้าแก่ข้างในว่า
"หนังสือพิมพ์พวกนี้ เอามาให้อย่างละฉบับค่ะ"
"ได้เลย" เถ้าแก่ขายหนังสือพิมพ์มือไม้คล่องแคล่ว รวบรวมมากองหนึ่งในพริบตา
"เท่าไหร่คะ?"
"5 หยวน"
"นี่ค่ะ"
พอกลับถึงบ้าน ตู้จิ้งหลิงวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะน้ำชา แล้วยกหูโทรศัพท์โทรหาอ้ายชิง
"แม่ ลูกเขยคนเล็กของแม่ลงหนังสือพิมพ์แล้วนะ"
"หนังสือพิมพ์อะไร?"
ตู้จิ้งหลิงบอกว่า "หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเห็นข่าวกันหมด แม่ลองไปดูสิคะ"
อ้ายชิงรีบถาม "เรื่องดีหรือเรื่องร้าย?"
"ต้องเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ข่าวเกี่ยวกับ ‘เฟิงเซิง’ ลงกันครึกโครม มีอยู่เต็มถนนไปหมด" พูดพลาง ตู้จิ้งหลิงก็เย้าแหย่ว่า
"คุณแม่คะ รอบนี้แม่ไม่ยอมรับไม่ได้แล้วนะ น้องเล็กตาถึงจริงๆ รอบนี้จางเซวียนถือว่าดังเพียงชั่วข้ามคืน คนรู้กันทั่วหล้าแล้ว"
อ้ายชิงทำเป็นไม่ได้ยิน เสียงดัง แปะ วางสายใส่ทันที เดินออกจากห้องทำงานตะโกนบอกทางเดินด้านนอกว่า
"เสี่ยวหง เอาหนังสือพิมพ์ของวันนี้มาส่งที่ห้องทำงานฉันชุดหนึ่ง"
"ได้ค่ะ"
***
"แม่วางสายใส่เหรอ?" อู่กั๋วรุ่ยทำกับข้าวเสร็จ ก็เดินมาที่โต๊ะน้ำชาเริ่มพลิกดูหนังสือพิมพ์ของวันนี้ เห็นภรรยายิ้มแก้มปริ ก็ถามหยอกเย้า
ตู้จิ้งหลิงบิดขี้เกียจ "ไม่วางไม่ได้หรอก ไม่งั้นจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"
ตอนที่พี่สาวตู้จิ้งหลิงซื้อหนังสือพิมพ์ น้องสาวตู้ซวงหลิงก็กำลังซื้อหนังสือพิมพ์เหมือนกัน
นอกประตูด้านทิศใต้ของมหาวิทยาลัยจงต้า
เห็นตู้ซวงหลิงซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับแล้วฉบับเล่า โจวชิงจู๋ที่รออยู่นานก็ทนไม่ไหวถามขึ้นว่า
"ซวงหลิง เธอซื้อหนังสือพิมพ์เยอะแยะขนาดนี้ไปทำไม? ถ้ายังไม่กลับไปทำกับข้าว ระวังเดี๋ยวพ่อหนุ่มบ้านเธอจะหิวตายเอานะ"
ตู้ซวงหลิงอารมณ์ดีสุดๆ ในตอนนี้ ยิ้มหวานหยาดเยิ้มแล้วพูดว่า "ให้หิวไปเถอะ ถ้าหิวตายฉันรับผิดชอบเอง"
โจวชิงจู๋งงเป็นไก่ตาแตก
เหวินฮุ่ยที่อยู่ข้างๆ ก็งงเหมือนกัน แต่เธอก็สังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า หนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ตู้ซวงหลิงซื้อมีจุดร่วมเดียวกัน เฟิงเซิง
แทบจะในชั่วพริบตา เหวินฮุ่ยก็จำบทสนทนาหน้าหอประชุมเล็กเมื่อต้นเดือนได้
ตอนนั้นจางเซวียนถามเธอว่าเคยอ่านเฟิงเซิงไหม ส่วนตัวเองถามกลับไปว่า "เฟิงเซิงคืออะไร? เป็นงานวรรณกรรมที่เพิ่งออกมาใหม่เหรอ?"
พอคิดได้อย่างนี้ เหวินฮุ่ยก็ขยับเข้าไปใกล้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งอย่างแนบเนียน กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ถอยออกมาหนึ่งก้าว ยืนรอตู้ซวงหลิงซื้อหนังสือพิมพ์และจ่ายเงินอย่างเงียบๆ
เดินผ่านประตูด้านทิศใต้ ระหว่างทางกลับมหาลัย โจวชิงจู๋ที่ถือถุงพะรุงพะรังเต็มมือถามตู้ซวงหลิงว่า
"ซวงหลิง เธอรู้จักนักเขียนใหญ่ที่เขียน ‘เฟิงเซิง’ คนนี้เหรอ?"
"อื้ม รู้จักสิ" ตู้ซวงหลิงส่งเสียง "อื้ม" เบาๆ แล้วเสริมด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ว่า "จริงๆ แล้วพวกเธอก็รู้จัก"
เธอรู้ว่าทั้งสามคนตัวติดกันทุกวัน เรื่องแบบนี้ปิดได้ชั่วคราวแต่ปิดตลอดไปไม่ได้ สู้ยอมรับอย่างเปิดเผยไปเลยดีกว่า
ได้ยินดังนั้น โจวชิงจู๋มองหน้ากับเหวินฮุ่ย นึกถึงห้องหนังสือของจางเซวียนที่มีหนังสือวางกองเต็มไปหมดแต่กลับดูลึกลับ จึงหลุดปากออกมาทันที "คะ.. คือจางเซวียน?"
"อื้ม" ตู้ซวงหลิงส่งเสียงตอบรับเบาๆ อีกครั้ง น้ำเสียงใสกังวานเหมือนสายน้ำพุเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ถุงหลายใบตกลงพื้น ในเสี้ยววินาที กุ้งลายเสือที่ยังมีชีวิตก็กระเด็นกระดอนเกลื่อนพื้น
ยุคสมัยนี้คนที่สอบเข้าจงต้าได้ล้วนเป็นระดับหัวกะทิ มีใครโง่จริงๆ บ้างล่ะ?
เมื่อกี้เหวินฮุ่ยอ่านเนื้อหาข่าวอย่างแนบเนียน แล้วโจวชิงจู๋เองก็ใช่ว่าจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของตู้ซวงหลิงเสียเมื่อไหร่?
เพราะสังเกตเห็นความผิดปกตินี่แหละ โจวชิงจู๋ถึงได้ทำเหมือนเหวินฮุ่ย คือแอบดูรายงานข่าวเกี่ยวกับ เฟิงเซิง ไปหนึ่งบทความ
ไม่ดูข่าวก็ยังพอว่า พอได้ดูข่าวถึงรู้ว่า ซานเยว่ เป็นนักเขียนใหญ่ระดับไหน ตอนนี้จู่ๆ ได้รับคำยืนยันจากปากของตู้ซวงหลิง โจวชิงจู๋เลยตะลึงไปชั่วขณะ
คนเอ๋อรับประทานไปแล้ว!
เอ๋อรับประทานไปอย่างสมบูรณ์แบบ!
ส่งผลให้มือไม้อ่อน ถุงกับข้าวร่วงลงพื้น ส่งผลให้กุ้งลายเสือนับร้อยตัวออกมาเต้นระบำบนถนนหินกรวด
โจวชิงจู๋สติหลุดไปแล้ว เหวินฮุ่ยก็ไม่ต่างกัน ตอนนี้กำลังย่อยข้อมูลที่น่าตกตะลึงสุดขีดนี้อยู่
เห็นเพื่อนร่วมสถาบันเดินผ่านไปผ่านมามองพวกเธอสามคนด้วยสายตาแปลกประหลาด มองกุ้งลายเสือที่ดีดตัวไปมาบนพื้น ตู้ซวงหลิงที่ทั้งขำทั้งอายแทบจะเอามือปิดหน้า หนีความอับอายขายขี้หน้าจริงๆ
ขี้เกียจจะเรียกสองคนที่กำลังมึนงง ตู้ซวงหลิงรีบก้มลงจับกุ้ง
สี่ห้าวินาทีต่อมา เหวินฮุ่ยได้สติจากความตกใจเป็นคนแรก ไม่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเอง นั่งยองๆ ลงไปจับกุ้งลายเสือเช่นกัน
โจวชิงจู๋ได้สติเป็นคนสุดท้าย ปากถามตู้ซวงหลิงไปพลางจับกุ้งไปพลาง "ซวงหลิง พวกเธอเริ่มคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ตู้ซวงหลิงตอบว่า "มัธยมปลาย"
โจวชิงจู๋ถามเรื่องชาวบ้านต่อ "พวกเธอใครจีบใคร?"
ตู้ซวงหลิงตอบอย่างตรงไปตรงมา "ฉันจีบเขา"
โจวชิงจู๋ถาม "จีบนานไหม?"
ตู้ซวงหลิงตอบยิ้มๆ ว่า "ฉันเอ่ยปากก็จีบติดแล้ว"
โจวชิงจู๋ "......"
เหวินฮุ่ย "......"
พักใหญ่กว่าจะเก็บกุ้งลายเสือจนหมด โจวชิงจู๋ยืดตัวขึ้นพูดด้วยความอิจฉาว่า "ซวงหลิง เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับนะ ต้องเฝ้าเขาให้ดีๆ ถึงตอนนั้นฉันจะเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้นะ"
ตู้ซวงหลิงรับปากทันที "ได้ ถึงตอนนั้นพวกเธอสองคนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ฉันพร้อมกันเลย"
จัดการข้าวของเรียบร้อย ทั้งสามคนกลับมาถึงบ้านเช่าชั้นสอง จางเซวียนกำลังพาดขาบนโต๊ะน้ำชา ครุ่นคิดถึงความนัยในคำพูดของเถาเกอ ครุ่นคิดถึงความหมายของการเดินทางมาครั้งนี้ของบรรณาธิการบริหารหง
เขากำลังคิดว่า บรรณาธิการบริหารหงเชิญง่ายขนาดนี้เชียว? ไม่ถือตัวเลยจริงๆ
จากนั้นก็แอบชมตัวเองว่าฉลาดหลักแหลม ที่เกาะขาใหญ่เถาเกอได้ถูกคน
ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่ประตูใหญ่ จางเซวียนหันหน้าไปก็เจอกับสายตาคู่หนึ่งที่มองมาอย่างแปลกประหลาด
เห็นเพียงโจวชิงจู๋วางผักลง เดินวนรอบตัวจางเซวียนหนึ่งรอบ แล้วตะโกนว่า "ท่านนักเขียนใหญ่?"
จางเซวียน "......"
ภายใต้การจ้องมองของดวงตาทั้งหกคู่ จางเซวียนหดขากลับ แล้วบ่นอุบอิบว่า "อย่ามาเหน็บแนมกันเลย รีบไปทำกับข้าวเถอะ ฉันหิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย"
โจวชิงจู๋ยืนตัวตรง ย่อเข่าถอนสายบัวอย่างขี้เล่นแล้วพูดว่า "เหวินฮุ่ย พวกเราไปทำกับข้าวกันเถอะ อย่าให้ท่านนักเขียนใหญ่ต้องหิว อย่าให้ภรรยาท่านนักเขียนใหญ่ต้องหิว"
เหวินฮุ่ยยิ้มบางๆ เดินตามโจวชิงจู๋เข้าครัวไป
สองคนเดินไปแล้ว เหลืออีกสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
จางเซวียนถามตู้ซวงหลิง "บอกพวกเธอแล้วเหรอ?"
ตู้ซวงหลิงนั่งลงข้างๆ พูดเสียงเบาว่า "บอกแล้ว"
จางเซวียนพยักหน้า จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เถาเกอกับหงเจิ้นโปจะมาเมืองกว่างโจวให้ฟังรอบหนึ่ง ปิดท้ายว่า "บรรณาธิการบริหารหงชอบกินอาหารหวยหยาง เธอดูสิ?"
ตู้ซวงหลิงรับลูกด้วยรอยยิ้มตาหยี "จะให้ฉันไปจัดการเหวินฮุ่ยสินะ"
"อื้ม" จางเซวียนหมายความตามนั้น
ตู้ซวงหลิงลุกขึ้น เดินยิ้มตาหยีไปทางห้องครัว
จางเซวียนก็ลุกขึ้นตาม ไปที่ห้องหนังสือ
เติมหมึกสีน้ำเงินใส่ปากกาหมึกซึมจนเต็ม กางสมุดออก จางเซวียนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างมั่นคง เริ่มเรียบเรียงความคิด
เนื่องจาก ไป๋ลู่หยวน แทรกเข้ามา แผนเดิมของนิยาย เฉียนฟู จึงถูกทำลายลง
ตอนนี้เขียนไปได้ 2.4 แสนคำแล้ว คาดว่าจะต้องเขียน 4.5 แสนคำ ยังขาดอีก 2.1 แสนคำ
ตอนนี้เขียนได้วันละ 1,100 คำ หนึ่งเดือนคิดที่ 30 วันก็คือ 3.3 หมื่นคำ ยังต้องใช้อีก 6 เดือนกว่า เกือบๆ 7 เดือนถึงจะเขียนจบ
เดือน 4 จะมาถึงแล้ว นับเวลาเต็มที่จนถึงเดือน 8 ก็แค่ 4 เดือน เวลาไม่พออย่างแรง
จางเซวียนนวดหว่างคิ้ว รู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ปากไวคุยโวออกไปว่าจะเขียนจบเดือน 8
ทำไงดี?
แม่งเอ๊ยจะทำไงได้? ก็ได้แต่พยายามแล้ว
ฮึดสู้หน่อย เดือน 8 อาจจะเขียนจบ แต่เร่งงานเร่งทำ คุณภาพช่วงหลังอาจจะไม่คงเส้นคงวา
นี่คือสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เดิมทีคิดว่าเขียนจบแล้วจะทิ้งไว้สักครึ่งปีค่อยตีพิมพ์
ตอนนี้ดีจริงๆ เวลาที่ไหนจะเหลือ?
ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ จะเอาให้ถึงตายเลยหรือไงนะ